แม้ว่าในวันนี้ ตัวเลขของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทย จะลดลงเป็นเลขหลักเดียวติดต่อกัน 2 วันแล้ว แต่บุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกฝ่ายของไทย ยังคงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สถานการณ์การต่อสู้ใน สงครามโควิด-19 “ยังวางใจไม่ได้” โดยในรายงานประจำวันที่ 28 เมษายน 2563 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. เน้นย้ำชัดเจนว่า

“มาตรการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อในเชิงรุกยังคงต้องทำ การดูแล ป้องกัน ตนเองและคนรอบข้าง ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าเราทำวันนี้ให้เหมือน 7-14 วันที่ผ่านมา ยอดผู้ติดเชื้อก็ยังจะเป็นที่พึงพอใจแบบนี้ได้ต่อไป ถ้าวันนี้ทุกคนผ่อนคลายมาตรการ ปล่อยปละละเลยมาตรการป้องกัน ยอดผู้ติดเชื้อมีโอกาสพุ่งได้เสมอ”
“แม้ว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ลดน้อยลงจะหมายความถึงคนรอบตัวไม่ติดเชื้อ แต่ก็ใช่จะวางใจได้ เพราะมีผู้ป่วยอีกกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีอาการน้อย หรือไม่แสดงอาการก็เป็นได้ ดังนั้น การ์ดอย่าเพิ่งตกกันนะครับ”

ดังนั้น สรุปได้ในตอนนี้ว่ายังไม่จบภายในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ทางบุคลากรการแพทย์ ผู้เป็น นักรบเสื้อกาวน์แนวหน้าของไทย จึงยังคงต้องทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงรุกและในเชิงรับ
ด้วยเหตุนี้ การศึกษาเรียนรู้วิธีการวางแผนสู้กับ สงครามโควิด-19 รับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จากผู้มีประสบการณ์จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในเวลานี้ โดยเฉพาะการเรียนรู้จาก สาธารณรัฐประชาชนจีน ชาติที่เปลี่ยนวิกฤตการเป็นศูนย์กลางการระบาดของโรคนี้ เป็นโอกาสในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้ด้วยพลังและปัญญาของคนในชาติอย่างแท้จริง
นี่จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกันระหว่าง China Media Group หรือ CMG และ แพทยสภา โดยมี บริษัท อสมท จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ถ่ายทอด รายการพิเศษ #ถอดบทเรียนแดนมังกร (Covid-19 Frontline) ทางช่อง MCOT ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ครั้งแรกของประเทศไทยที่จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์จริงจากประเทศจีน เพื่อรับมือ “ไวรัสโควิด-19”
โดยตลอดรายการ เป็นการถาม-ตอบ ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางฝั่งไทย และบุคลากรทางการแพทย์ทางฝั่ง ซึ่งเป็นตัวแทนมาจาก โรงพยาบาลมิตรภาพจีน – ญี่ปุ่น หรือ The China-Japan Friendship Hospital ตั้งอยู่ ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โดยทั้งแพทย์และบุคลากรการแพทย์สมทบที่นั่นมีประสบการณ์จากการร่วมเป็นทีมแพทย์ไปต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 ณ วอร์ดใหม่สำหรับโควิด-19 ในโรงพยาบาล Wuhan Tongii Hospital เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ศูนย์กลางการระบาดของโรคนี้
เจาะลึกการวางแผนของคณะแพทย์จีน ปฐมบทแรกของการประกาศ สงครามโควิด-19
รายการพิเศษ #ถอดบทเรียนแดนมังกร (Covid-19 Frontline) เริ่มต้นด้วยการรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดในภาพรวมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ให้ทางบุคลากรทางการแพทย์ของฝั่งจีนได้ทราบ โดย ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ และสาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
จากนั้น ดร.ด้วน จุน รองผู้อำนวยการ ภาควิชาวิกฤตศัลยกรรม โรงพยาบาลมิตรภาพจีน – ญี่ปุ่น เป็นตัวแทนรายงานสถานการณ์ในประเทศจีน โดยมุ่งไปในช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ทวีความรุนแรงขึ้นว่า
“ในตอนนั้นเราได้รับมอบหมายให้ไปทำหน้าที่ในวอร์ดใหม่สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่โรงพยาบาล Wuhan Tongii Hospital เป็นวอร์ดขนาด 44 เตียง สำหรับผู้ป่วยหนัก โดยมีเตียงไอซียู 6 เตียง ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2563 และหลังจากนั้นแค่ 2 วัน วอร์ดนี้ก็รับผู้ป่วยโควิด-19 มาเกือบเต็มความสามารถที่วอร์ดนี้จะรับได้
“ตามสถิติของทางวอร์ดนี้ตั้งแต่เปิดมา เรามีผู้ป่วยเกิน 100 ราย มีผู้เสียชีวิต 4 ราย ที่เหลือรอดชีวิตทั้งหมด โดยในวอร์ด เรามีห้องแยกเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ และตอบโจทย์การจัดการผู้ป่วยจำนวนมาก”

“ปัจจัยที่สำคัญอันดับแรกๆ ที่ต้องมีความพร้อม คือ สิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เราจึงมีเครื่องตรวจชีพจรและการทำงานของอวัยวะ นอกจากนั้น เรายังมีเครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด (ECMO) เครื่องช่วยหายใจอัตราการไหลสูง และเครื่องให้ออกซิเจนเข้าทางสายยางคู่เข้าจมูก”
“เรามีสายสวนทางหลอดเลือดดำส่วนกลาง (CVC) และสายสวนเข้าหลอดเลือดดำส่วนกลางที่ใส่จากตำแหน่งที่ห่างจากหัวใจ (PICC) เครื่องวิเคราะห์ก๊าซจากหลอดเลือดแดง (ABG) เครื่องส่องกล้องหลอดลม อัตราซาวด์ เครื่องตรวจคลื่นหัวใจ และเครื่องเอ็กซเรย์ เครื่องมือทั้งหมด นำมาจากโรงพยาบาลมิตรภาพจีน-ญี่ปุ่น ในปักกิ่ง”
“โดยวิธีสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นและรอดชีวิต คือ การบำบัดวิกฤตด้วยอัลตราซาวด์ ซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัย คัดกรองว่าผู้ป่วยคนใดมีอาการหนัก นอกจากนั้น ยังช่วยอัลตราซาวด์เฉพาะจุด และสุดท้าย คือ การอัลตราซาวด์ทั่วร่างกาย จะช่วยในการจัดการดูแลอาการของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“สำหรับคณะทำงานในวอร์ดผู้ป่วยโควิด-19 นี้ เราได้แต่งตั้งบุคลากรการแพทย์ที่มีประสบการณ์ โดยมีผู้นำคณะ 1 คน ผู้ประสานงาน 4 คน มีแพทย์ 30 คน รวมทั้งอาจารย์แพทย์ แพทย์ประจำบ้านต่อยอด แพทย์ประจำบ้าน”
“โดย 24 คน มาจากภาควิชาอายุรศาสตร์ 13 คนมาจากหน่วยโรคหายใจ และเวชบำบัดวิกฤต ประกอบด้วยอาจารย์แพทย์ 3 ท่าน และแพทย์ประจำบ้านต่อยอด 6 ท่าน นอกจากนั้นเรายังมีพยาบาลร่วม 177 คน มาจากหน่วยไอซียู รวมถึงนักบำบัดทางเดินหายใจ 1 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล 1 คน ล้วนเชี่ยวชาญด้าน ECMO ทั้งสิ้น”
“ทั้งนี้ เราให้ความสำคัญกับรายละเอียดการเข้าเวรทั้งกลางวันและกลางคืนของแพทย์และพยาบาล เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขามีกำลังพอที่จะต่อสู้กับโควิด-19 และดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัย”
“นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการวางขั้นตอนตามหลักเวชบำบัดวิกฤตเพื่อช่วยชีวิตภายใต้ภาวะโรคระบาดและภาวะฉุกเฉิน เช่น การช่วยฟื้นคืนชีพ CPR CVC และ ECMO โดยเตรียมทุกอุปกรณ์ให้พร้อมใช้เมื่อเกิดภาวะจำเป็นจริงๆ”
“และการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องควบคุมให้ได้ เพราะส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมโรคระบาดภาพรวม เช่นเดียวกับการดูแลสภาพจิตใจของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่ต่อสู้กับโรคก็สำคัญเช่นกัน” ดร.ด้วน กล่าว
การกลายพันธุ์ของ เชื้อไวรัส SAR-CoV-2 มหันตภัยซ้ำเติม สงครามโควิด-19 ให้แย่ลงจริงหรือ?
ต่อข้อสงสัยของ ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร เรื่อง การกลายพันธุ์ของ เชื้อไวรัส SAR-CoV-2 ที่ว่ากันว่าเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตของผู้ป่วยในหลายประเทศทางฝั่งยุโรป จริงๆ แล้วจากประสบการณ์ของแพทย์จีน เชื้อไวรัสโควิด-19 มีการกลายพันธุ์ไปหลายสายพันธุ์หรือไม่ และเพราะการกลายพันธุ์นี้ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีอาการรุนแรง ทำลายอวัยวะสำคัญ จริงหรือไม่ รวมถึงถ้าหากเกิดการกลายพันธุ์จะเกิดการดื้อยาต้านไวรัสหรือไม่
ศ.ดร.เฉา ปิน ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลมิตรภาพจีน – ญี่ปุ่น เป็นผู้ตอบคำถามนี้ว่า
“เนื่องจากเราทราบเมื่อไม่นานมานี้ว่า เชื้อดังกล่าวเป็นโคโรนาไวรัส ที่ก่อให้เกิดทั้งอาการที่ไม่รุนแรง และอาการแทรกซ้อน เช่น โรคปอดอักเสบ และ ARDS แต่จากการศึกษาของนักไวรัสวิทยาชาวจีนพบว่า ไม่มีการกลายพันธุ์ของโควิด-19 และคณะวิจัยทางวิทยาศาสตร์อีกสองคณะที่กำลังศึกษาการผลิตวัคซีนอยู่”
“นอกจากนั้น นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐฯและยุโรป ก็กำลังพัฒนาวัคซีนอยู่เช่นกัน เพราะเราทุกคนต่างเข้าใจดีว่าวัคซีนเป็นการป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ใช่แค่ในเอเชียแต่ในยุโรคและอเมริกาเหนือด้วย เราไม่คิดว่าจะมีข้อห่วงใยเรื่องการกลายพันธุ์ของไวรัส แต่เห็นด้วยว่าเราควรต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดว่ามีการกลายพันธุ์หรือไม่ ทั้งในแง่ของการแพร่กระจายและผลกระทบของโรค”
“อย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยที่ว่าในประเทศแถบเอเชีย สถานการณ์ดูไม่ค่อยรุนแรง ต่างจากแถบยุโรป เช่น อิตาลี เยอรมนี สเปน และสหรัฐอเมริกา โดยส่วนตัวก็มีความสงสัยเช่นกัน แต่ก็ตั้งสมมุติฐานว่าอาจเพราะสภาพอากาศ เพราะประเทศอย่าง ไทย เวียดนาม อยู่ในเขตร้อน แต่ถึงตอนนี้ ก็ต้องบอกว่ายังไม่มีคำตอบให้กับสมมุติฐานนี้”
“และที่ผ่านมา ก็มีนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของไวรัสนี้กับอุณหภูมิที่ต่างกัน และเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ไทยที่สนใจวิจัยการแพร่กระจายของไวรัสในพื้นที่ต่างๆ เช่นเดียวกัน “
ประเด็นคำถามต่อมา ยังอยู่ในเรื่องของการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส ว่า การกลายพันธุ์จะมีผลต่อการคิดค้นและผลิตวัคซีนหรือไม่ และวัคซีนที่ผลิตในประเทศหนึ่งจะสามารถนำมาใช้กับประชากรในอีกประเทศหนึ่งได้หรือไม่ ศ.ดร.เฉา ปิน ตอบคำถามเหล่านี้ว่า
“ผมไม่คิดว่าการกลายพันธุ์จะส่งผลอะไรกับการผลิตวัคซีน เพราะโคโรน่าไวรัสต่างจากไข้หวัดใหญ่ ที่เราเคยได้ยินว่ามีการกลายพันธุ์ทั้งสายพันธุ์ A และ สายพันธุ์ B โดยเฉพาะสายพันธุ์ A แต่โคโรน่าไวรัสคนละเรื่องกัน”
“นักวิทยาศาสตร์ที่กำลังผลิตวัคซีนต้าน SARS-Cov2 ไม่ได้นำเอาเชื้อทั้งหมดมาใช้ในการผลิต เนื่องด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่ใช้เทคนิคโดยมุ่งไปที่แอนติเจน ดังนั้น การกลายพันธุ์ไม่น่าจะเป็นอุปสรรค์ในการผลิตวัคซีน แต่น่าจะมีอุปสรรคทางเทคนิคมากกว่า เช่น การตอบสนองของแอนติเจน หรือแอนติบอดี้ นี่คือข้อห่วงใยในการผลิตวัคซีนมากกว่า ไม่ใช่เรื่องการกลายพันธุ์”
ต้นแบบแนวทางการรักษา และยาต้านไวรัสที่ใช้รักษา ที่เพิ่มทางรอดให้ผู้ป่วยชาวจีนได้จริง
ด้าน รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ สาขาวิชาอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจ และภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ส่งคำถามถึงบุคลากรทางการแพทย์จีนในเรื่อง อะไรคือปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย แต่เพียงไม่กี่วันอาการก็รุนแรงขึ้น ในกรณีนี้ จากประสบการณ์การทำงานของแพทย์จีน สามารถระบุปัจจัยการดำเนินและการพัฒนาของโรคในผู้ป่วยเคสแบบนี้บ้างหรือไม่ อย่างไร
ดร.จาง ยี่ แพทย์จากภาควิชาโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลมิตรภาพจีน-ญี่ปุ่น ให้คำตอบในมุมมองของเธอว่า
“โควิด-19 มีลักษณะที่ปรากฏออกมาหลากหลายในประเทศต่างๆ แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสนับสนุนประเด็นนี้ การดำเนินโรค ARDS ที่ต่างกันไปในประเทศต่างๆ เช่น จีน อิตาลี หรือสหรัฐฯ เพราะฉะนั้น การขาดบุคลากรทางการแพทย์ เป็นปัจจัยที่จะอธิบายได้ว่าทำไมถึงมีการปรากฏออกมาหลากหลาย เพราะหากบุคลากรทางการแพทย์เพียงพอ เราจะสามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้เร็ว ซึ่งจะสามารถระงับไม่ให้ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงทรุดหนักได้”
ด้าน ดร. หวาง ยี่หมิง แพทย์ปฏิบัติการ ภาควิชาระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลมิตรภาพจีน-ญี่ปุ่น กล่าวเสริมว่า
“นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น อายุของผู้ป่วย ยิ่งอายุมากยิ่งมีความเสี่ยง ค่า D-Dimer ที่มากขึ้น ค่าฮีโมโกลบิน หรือการทำงานของโลหิต และ OFA Scoring System ซึ่งมีความสำคัญในการระบุผู้ป่วยในระยะเริ่มต้น”
ส่วนคำถามจาก ผศ.นพ.ปราการ ถมยางกูร หัวหน้าที่ปรึกษากรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ว่ายาตัวใดที่เหมาะสมจะใช้กับผู้ป่วย ARDS (Acute respiratory distress syndrome ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันที่เกิดจากการที่เนื้อปอดมีพยาธิสภาพเกิดขึ้นอย่างรุนแรง
ดร.จาง ยี่ อธิบายว่า “เนื่องจากโควิด-19 มีอาการหลากหลายที่คล้ายกับ ARDS (Acute respiratory distress syndrome ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันที่เกิดจากการที่เนื้อปอดมีพยาธิสภาพเกิดขึ้นอย่างรุนแรง) นี่คือสาเหตุว่าทำไมเราถึงมีขั้นตอนการปฏิบัติที่คล้ายกันเพื่อรองรับผู้ป่วย รวมถึงการใส่ท่อ แล ECMO เนื่องจากอาการคล้ายกันมาก เราจึงคิดว่ามันอาจอยู่ในกลุ่มเดียวกับ ARDS ด้วย”
“ทั้งนี้ ความแตกต่างของโควิด-19 และ ARDS ทั่วไป ในอาการช่วงระยะสุดท้ายนั้นต่างกัน เมื่อเทียบกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แต่ไม่ได้มีผลต่อวิธีการรักษาโควิด-19 เรายัคงใช้ PEEP ในการสู้กับโควิด-19 ในแง่ของการรักษา เพราะถือว่าเป็น ARDS ชนิดหนึ่ง”

มาถึงในประเด็นของยาต้านไวรัสที่แพทย์จีนใช้รักษาผู้ป่วยโควิด ดร. เฉาปิน อธิบายว่า
“ตั้งแต่แรกเริ่มในช่วง ธันวาคม 2562 เมื่อมีผู้ป่วยติดเชื้อโคโรน่าไวรัสคนแรกๆ เราไม่รู้ว่ามันคือเชื้อก่อโรคชนิดใด ตอนแรกที่เราทราบว่ามันเป็นโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เราใช้ยาสำหรับรักษาโคโรนาไวรัสชนิดอื่นๆ เช่น ซาร์ส เมอร์ส”
“ต่อมาใช้ Lopinavir / Ritonavir อย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยซาร์ส ในช่วงปี 2003 – 2004 แม้ว่าจะไม่มีการทดลองแบบสุ่ม และกลุ่มควบคุม แต่จากการรายงานทางคลินิก การใช้ยา Lopinavir / Ritonavir ก็ยังให้ผลที่น่าพอใจ ทำให้เราคิดว่าน่าจะนำมาใช้กับผู้ป่วยโควิด-19 ได้”
“นอกจากนั้น ยังมีการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ว่า ช่วงที่มีการระบาดของเมอร์ส ในตะวันออกกลาง และเกาหลี มีการให้รับประทานยา Lopinavir / Ritonavir ด้วย นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราทดลองใช้ยาตัวนี้กับผู้ป่วยโควิด-19”
“เราเป็นที่แรกที่ได้ทำงานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมในการใช้ Lopinavir / Ritonavir รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ มกราคม สิ้นสุดการทดลองเมื่อต้นมีนาคม และได้ตีพิมพ์เมื่อ 18 มีนาคม แต่หลังจากที่ตีพิมพ์แล้ว เราได้รับอีเมล์จากทั่วโลก ว่าเป็นงานวิจัยที่ไม่พบความแตกต่าง แพทย์บางท่านจึงเลิกใช้ Lopinavir / Ritonavir รักษาผู้ป่วยโควิด-19 แต่ส่วนตัวคิดว่า เร็วเกินที่จะหยุดใช้ Lopinavir / Ritonavir เนื่องจากไม่ใช่แพทย์ทุกคนที่อ่านงานนี้อย่างละเอียดทั้งหมด”
“เพราะถ้าดูการเสียชีวิตที่ 28 วัน กลุ่มที่ใช้ Lopinavir / Ritonavir จะอยู่ที่ 19% ขณะที่กลุ่มที่ได้รับการรักษาตามมาตรฐานอยู่ที่ 25% นอกจากนั้น เรายังมีการวิเคราะห์ด้วยวิธีอื่นๆ ด้วย เช่น ระยะเวลาที่อยู่ในไอซียู ระยะเวลานอนที่โรงพยาบาล และร้อยละของผู้ป่วยที่มีอาการทางคลินิกที่ดีขึ้นที่ 14 วัน
“ปรากฎว่ากลุ่มที่ใช้ Lopinavir มีอาการทางคลินิกที่ดีขึ้นอยู่ที่ 45% ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาตามมาตรฐานมีผลสำเร็จอยู่ที่ 30% นับว่ามีความแตกต่างโดยมีนัยสำคัญ”
“และยังพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยามีระยะเวลารักษาตัวในไอซียูน้อยกว่า ถ้าลองเอาผลมารวมกันจะเห็นว่า Lopinavir / Ritonavir มีประโยชน์”
“นอกจากนั้น เรายังได้ทำการวิเคราะห์กลุ่มย่อย โดยแบ่งกลุ่มผู้ได้รับยา Lopinavir ภายใน 12 วัน และกลุ่มที่ได้รับหลังจาก 12 วัน พบว่ากลุ่มที่ได้รับยาภายใน 12 วัน จะมีอาการดีขึ้นมากกว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาช้ากว่า 12 วัน จะเห็นได้ว่าการใช้ยาต้านไวรัส เป็นหัวใจสำคัญอ่างหนึ่งในการรักษาผู้ป่วย”
“อีกหนึ่งทางเลือก คือ การใช้ Remdesivir ที่อยู่ในการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง ข้อมูลทั้งหมดดูเหมือนจะได้ผลดี แต่การวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเท่านั้น ที่ตอบได้ว่าการใช้ Remdesivir มีประสิทธิผลและปลอดภัยพอ ที่จะรักษาผู้ป่วยโควิด-19 หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่มีอาการรุนแรง”

แม้จะเกิดขึ้นน้อยแต่ก็ต้องเฝ้าระวัง ‘ผู้ป่วยที่เคยเป็นแล้วกลับมาเป็นใหม่’
ในประเด็นที่แพทย์ไทยสงสัยก่อนจบรายการพิเศษนี้ เป็นเรื่องของ เคสผู้ป่วยที่เคยเป็นแล้ว จะมีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้มากน้อยแค่ไหน ดร.เฉา ปิน ตอบคำถามนี้ว่า
“สำหรับผู้ป่วยที่เคยเป็นแล้ว กลับมาเป็นใหม่ ต้องระวังในการวินิจฉัยการกลับมาเป็นซ้ำ เนื่องจากในประเทศจีน มีการศึกษาโดยใช้ลิงเป็นต้นแบบ พบว่าลิงไม่สามารถติดเชื้อซ้ำได้ ซึ่งไม่คิดว่าจะมีกรณีกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อย ไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ เราได้ยินแต่จากข่าวเท่านั้น”
“นอกจากนี้ สัตว์อีกชนิดหนึ่งที่ใช้ คือ หนู แต่ในหนูยากที่จะพัฒนาโรครุนแรง หากอยากทดลองอาการรุนแรงต้องใช้หนูชนิดพิเศษ”
“ดังนั้น ปัจจัยที่จะทำให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นซ้ำ ต้องดูว่ามีระยะเวลาการขับไวรัสออกที่ยาวนานหรือไม่ การที่ผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลแล้วกลับมาเป็นซ้ำ อาจเกิดจากระยะเวลาการขับเชื้อมีระยะเวลานาน”
“เราเคยพบว่า นานเกิน 2 เดือน การตรวจส่วนใหญ่เป็นการตรวจทางคอ อาจให้ผลต่างกันในแต่ละครั้ง จากการที่ตรวจแล้ว ได้ผลลบแล้วบวก ลบแล้วบวก ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการขับเชื้อของแต่ละคน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้พบแค่ 30% การกลับมาเป็นซ้ำเป็นไปได้ยาก จึงควรวินิจฉัยอย่างรอบคอบว่าเป็นการกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่”
ที่มา : เรียบเรียงจาก รายการพิเศษ #ถอดบทเรียนแดนมังกร (Covid-19 Frontline) ทางช่อง Youtube : 9 MCOT Official (Streamed live on Apr 26, 2020)
อัปเดตทุกความเคลื่อนไหว การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ที่นี่
จาก Syringe ถึง Vaccine Patch นวัตกรรม “เข็มฉีดยา” ต่อยอดสู่ “วัคซีน COVID-19”












