Friday, August 28, 2026

COVID-19 Global Report Vol.35

ใกล้เข้ามาอีกนิด! ออกซ์ฟอร์ดลุ้นผลวัคซีน มิ.ย.นี้
แม้จะยังอยู่ในกระบวนการพัฒนาและขั้นตอนทดลองต่างๆ แต่ก็เป็นข่าวดีที่พอจะเยียวยาหัวใจหันแห้งผากของมนุษยชาติในยามยากนี้ได้ เมื่อรายงานจากห้องวิจัย ณ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ระบุว่า วัคซีนที่ทำการทดลองกับมนุษย์นั้นจะได้ผลหรือไม่กลางเดือนมิถุนายน นี้ หลังจากที่การทดลองวัคซีน ChAdOx1 nCoV-19 กับมนุษย์ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมาในอังกฤษ ขณะที่ก่อนหน้าเมื่อปลายเดือนมีนาคม มีการทดลองวัคซีนในลิง และประสบความสำเร็จในสหรัฐอเมริกามาแล้ว
สำหรับการทดลองวัคซีนนี้ในมนุษย์ของออกซฟอร์ด คาดว่าจะมีอาสาสมัครราว 1,100 คน ที่จะได้รับวัคซีนนี้ และจากจำนวนวัคซีนกว่า 90 ตัวที่กำลังได้รับการพัฒนาอยู่ทั่วโลกขณะนี้ วัคซีนของออกซ
ฟอร์ดถือว่ามีความก้าวหน้ามากที่สุด จากที่โดยปกติแล้วการพัฒนาวัคซีนจะต้องกินเวลานานถึง 10 ปี ตั้งแต่การพัฒนา ทดสอบ อนุมัติ ออกกฎหมายมารองรับ ไปจนถึงขั้นตอนของการทำลิขสิทธิ์ แต่ด้วยการแพร่ระบาดของ COVID-19 เร่งเร้าให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขต่างๆ อนุญาตให้ผู้ผลิตวัคซีนดำเนินการพัฒนาในขั้นตอนต่างๆ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะกับการทดลองในมนุษย์ ทางออกซฟอร์ดจะต้องเตรียมผลิตวัคซีน 30-40 ล้านชุด ในล็อตแรก หากได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจะต้องพร้อมที่จะฉีดให้กับประชาชนทันที

เซเลบริตี้ระดับโลก ร่วมประมูลออนไลน์ ระดมเงินบริจาคช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19

ในภาวะวิกฤต เรามักจะเห็นคนดังทั่วโลกร่วมกันบริจาคเงินอย่างแข็งขัน และหนึ่งในเครื่องมือการบริจาคที่นิยมใช้กันก็คือการประมูล โดย ‘Sotheby’s’ สำนักประมูลชื่อดังในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์สูงในด้านการจัดประมูลออนไลน์ จับมือกับ ‘Google’ จัดการประมูลออนไลน์เป็นกรณีพิเศษ เพื่อระดมเงินบริจาคในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโรคอุบัติใหม่นี้ ซึ่งสิ่งที่นำมาประมูลนั้นไม่ใช่วัตถุสิ่งของสูงค่าอะไร หากแต่เป็น ‘ช่วงเวลาพิเศษที่น่าจดจำ’หรือ ‘โอกาสทองที่หาได้ยากยิ่ง’ ที่จะได้ใช้ร่วมกับเหล่าคนดังระดับโลก จากหลากหลายอาชีพทั้งนักการเมือง นักดนตรี นักวิทยาศาสตร์ นักศิลปวัฒนธรรม และนักกีฬา ผ่าน Google Meet อาทิ การร่วมจิบชายามบ่ายกับ Madeleine Albright อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยที่ Bill Clinton เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หรือการพูดคุยแบบเป็นส่วนตัวกับ Russell Schweickart นักบินอวกาศประจำอพอลโล 9 หรือร่วมชมศิลปะเสมือนจริง กับเจ้าของผลงานอย่าง Marc Quinn ประติมากรชาวอังกฤษผู้สร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมจากเลือดของตัวเอง รวมถึงการท่องเที่ยวเสมือนจริงไปในปราสาท Highclere สถานที่ถ่ายทำซีรีย์ดัง ‘Downton Abbey’ ร่วมกับนักแสดงและผู้กำกับ เป็นต้น
การประมูลที่ว่านี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1-8 พฤษภาคม นี้ โดยเงินที่ได้จะนำไปสมทบทุนให้กับคณะกรรมการช่วยเหลือและกู้ภัยนานาชาติ (International Rescue Committee: IRC) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อช่วยเหลือผู้อพยพและผู้ยากไร้ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19
COVID-19 ฉุดจีดีพีอาเซียนร่วง ยกเว้นเวียดนามกับเมียนมา
Capital Economics บริษัทวิจัยด้านเศรษฐกิจรายงานว่าการระบาดของ COVID-19 ที่ลุกลามไปทั่วโลก โดยยังไม่มีวัคซีนมาหยุดยั้งได้นี้ อาจส่งผลให้ 8 ใน 10 ประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีจีดีพีติดลบ ยกเว้นเพียงแค่ 2 ประเทศเท่านั้น คือ เวียดนาม และเมียนมา ที่อยู่ในแดนบวก
โดยจีดีพีของอาเซียนในภาพรวมจะลดลงราว 10% ในปี 2020 จากที่เพิ่มขึ้นราว 5% เมื่อปีก่อนหน้า โดยคาดว่า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย จะมีการหดตัวของเศรษฐกิจมากที่สุดในอาเซียน สืบเนื่องมาจากพิษภัยของโรคอุบัติใหม่ ส่งผลทำให้เกิดการถดถอยของภาคการท่องเที่ยว การผลิต และการส่งออก ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่สำคัญ และกินสัดส่วนจีดีพีส่วนใหญ่ของประเทศในอาเซียนเหล่านี้ ขณะที่ในช่วงที่รัฐบาลใช้มาตรการปิดเมือง การจับจ่ายใช้สอยในประเทศก็ลดลง เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนแรง
ดังนั้น สมาคมอาเซียนจะต้องเตรียมรับมือกับการคุกคามของ COVID-19 ให้ดี กว่าเมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้งที่ถล่มอาเซียนเมื่อ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เพราะอาจหยั่งรากลึกและยาวนานกว่า ขณะที่ Gareth Leather เศรษฐกรอาวุโสประจำเอเชีย ของ Capital Economics บอกว่า เพียงแค่ดูอุตสาหกรรมภาพยนตร์เพียงอุตสาหกรรมเดียว ที่เดือนมีนาคม 2019 ยอดขายตั๋วภาพยนตร์ของไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย แต่ละประเทศมีมากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 648ล้านบาท) กลับดิ่งเหวเหลือศูนย์ในเดือนมีนาคม 2020 ก็พอจะคาดการณ์ได้ไม่ยาก เศรษฐกิจของอาเซียจะหนักหนาสาหัสเพียงใด
นอกจากนี้ บรูไน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่ส่งออกน้ำมันเป็นสินค้าหลักยังต้องเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันดิบที่ตกต่ำลงด้วย
รายงานนี้ยังคาดอีกว่า อัตราการเจริญเติบโตของจีดีพีที่ลดลงนี้จะทำให้หลายประเทศในอาเซียน จะยังไม่สามารถขยับขึ้นไปอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางได้ในปีนี้
กลุ่มธุรกิจโรงแรมใหญ่สุดใน ‘ไอร์แลนด์’ ไปต่อไม่ไหว ประกาศเลิกจ้าง 3,500 คน
อุตสาหกรรมโรงแรมซบเซาหนักทั่วโลก หลายแห่งต้องทยอยปิดตัวลง โดยเฉพาะโรงแรมขนาดเล็กที่ทุนรอนมีไม่มาก แต่ที่น่าตกใจคือ ยักษ์ใหญ่ก็ถึงคราวต้องลืมครืนเช่นเดียวกัน เมื่อ Dalata Hotel Group PLC กลุ่มธุรกิจโรงแรมรายใหญ่ที่สุดของไอร์แลนด์ ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 3,500 คน เนื่องจากผลกระทบของ COVID-19
RTE สถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติไอร์แลนด์รายงานว่า Pat McCann ซีอีโอของ Dalata ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 3,500 คน ระหว่างประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีซึ่งจัดขึ้นผ่านระบบ Video Conferencing โดยเขากล่าวกับผู้ถือหุ้นว่า แม้พนักงานที่บริษัทยังจ้างต่อนั้น ก็จะถูกปรับลดเงินเดือนลงจำนวนมาก
สาเหตุที่เขาตัดสินใจเช่นนี้ เนื่องจากนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดขึ้น ค่าเฉลี่ยรายได้ห้องพักต่อจำนวนห้องทั้งหมดที่มี ไม่รวมภาษี และเซอร์วิสชาร์จ (Revenue Per Available Room: RevPAR) ลดลงอย่างมาก โดยรายได้นี้ของโรงแรมในกรุงดับลิน เมืองหลวงของไอร์แลนด์ลดลงถึง 25% ขณะที่โรงแรมในพื้นที่อื่นๆ ของไอร์แลนด์ลดลง 14% และโรงแรมในสหราชอาณาจักรลดลงเกือบ 19%
ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Dalata ลงนามในข้อตกลงมูลค่า 65 ล้านยูโร (ราว 2,305 ล้านบาท) เพื่อขายและเช่ากลับคืน Clayton Hotel Charlemont ในกรุงดับลิน ให้แก่ Deka Immobilien บริษัทอสังหาริมทรัพย์จากเบลเยียม เนื่องจากเห็นว่าข้อตกลงนี้จะช่วยแก้ไขเรื่องกระแสเงินสด และประคองบริษัทให้รอดพ้นวิกฤตไปได้
Dalata ก่อตั้งโดย Pat McCann เมื่อเดือนมิถุนายน 2007 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงดับลิน ดำเนินกิจการโรงแรมระดับ 3-4 ดาว จำนวน 2 แบรนด์ ได้แก่ Maldron และ Clayton มีโรงแรมกว่า 40 แห่ง ทั้งในไอร์แลนด์และสหราชอาณาจักร ถือเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในไอร์แลนด์ และเติบโตเร็วที่สุดในสหราชอาณาจักร
สถิติ ณ วันที่ 30 เมษายน 2020 ไอร์แลนด์มีผู้ติดเชื้อ 20,253 ราย เสียชีวิต 1,190 ราย และรักษาหาย 13,386 ราย

ผู้นำสิงคโปร์เตือน งานบางอย่างจะสูญหายไปตลอดกาล

Lee Hsien Loong นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 6 ทศวรรษของสิงคโปร์ที่ผู้นำกล่าวผ่านการไลฟ์สตรีม โดยเขาเตือนว่า ท่ามกลางผล
กระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ตลาดแรงงานสิงคโปร์ก็ได้รับผลกระทบที่รุนแรงมากเช่นกัน COVID-19 จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในตลาดงาน โดยในระยะยาวทั้งนายจ้างและลูกจ้างจะต้องทุ่มและเสียสละอย่างสุดความสามารถเพื่อที่จะประคับประคองและรักษาธุรกิจให้อยู่รอดต่อไปได้ หมายถึงลูกจ้างจำเป็นจะต้องยอมสูญเสียรายได้ที่เคยได้รับเต็มเม็ดเต็มหน่วยไปเพื่อให้ธุรกิจไม่ล้ม ขณะที่นายจ้างก็ต้องรักษาลูกจ้างไว้ ไม่ใช่ไล่ออกตั้งแต่แรกเห็นสัญญาณวิกฤต เมื่อถึงเวลาที่ก้าวพ้นสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปได้ จงจดจำและตอบแทนน้ำใจกลับคืน
ผู้นำสิงคโปร์ย้ำว่า ในระยะยาวจะมีธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่ถูก disrupt ด้วยดิจิทัลและการทำงานการทำงานแบบ Remote Working (การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรับ-ส่งงาน สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ไม่ต้องมาเจอหน้ากันเหมือนการทำงานแบบเดิม) จนล้มหายตายจากไปและไม่มีวันกลับคืนมาได้อีก หรือ ‘สูญพันธุ์’ นั่นเอง ดังนั้นบริษัทต่างๆ ที่มีโอกาสจะพ่ายแพ้แบบหมดรูปนี้ จะต้องปรับโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่ออยู่รอดให้ได้ ขณะที่แรงงานก็ต้องสร้างหรือเพิ่มทักษะใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อมองหาโอกาสจากธุรกิจในอุตสาหกรรมใหม่
ขณะที่ปัจจุบัน รัฐบาลสิงคโปร์ใช้้เงินเพื่อประกันตำแหน่งงานและลดต้นทุนให้กับบริษัทต่างๆ ไปแล้ว 60 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 13,800 ล้านบาท)
ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมดาวรุ่งที่เห็นได้ชัดจากวิกฤตนี้คือ เทคโนโลยีชีวภาพ การผลิตอาหาร เดลิเวอรี่ บริการทางการแพทย์ และไอที ที่ยังคงเป็นกลุ่มที่มีความต้องการแรงงานจำนวนมาก และมีการจ้างงานอย่างต่อเนื่องแม้ในวิกฤตนี้ ด้านกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ คาดการณ์ว่า อัตราการว่างงานของสิงคโปร์จะอยู่ที่ 2.4% สูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินเมื่อปี 2009 เป็นต้นมา