ถอดสลัก MRO อู่ตะเภา 2 แสนล้าน ‘แอร์บัส’ ไปแล้ว…ไม่ไปลับ

397

แผนการลงทุนพัฒนาศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) ซึ่งถือเป็นศูนย์ซ่อมเครื่องบินที่มีความทันสมัยที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและมีประสิทธิภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีมูลค่าการลงทุน 10,588 ล้านบาท คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 2 แสนล้านบาทในช่วง 50 ปี

ลงทุน 1 หมื่นล้าน ได้ผลตอบแทน 2 แสนล้าน

แล้วทำไม? แอร์บัสปฏิเสธร่วมลงทุนกับการบินไทย

การปฏิเสธของแอร์บัสครั้งนี้ ไปแล้วไปลับ หรือรอโอกาสคัมแบ็คกลับมา

บทความนี้มีคำตอบ


MRO แนวโน้มสดใส

บริษัทโอลิเวอร์ ไวแมน คาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า จำนวนเครื่องบินในพื้นที่เอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มจำนวนขึ้นไปสูงถึงกว่า 13,838 ลำ จากในปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 7,786 ลำ
หรือเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว

นั่นทำให้อุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน หรือ ศูนย์ซ่อมเครื่องบินในภูมิภาคนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในประเทศกลุ่มอาเซียน

เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งของอาเซียนอยู่กึ่งกลางภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก

มีจำนวนเที่ยวบินสูงทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกันเอง จนติด 10 อันดับเส้นทางการบินระยะสั้นระหว่างประเทศที่มีจำนวนเที่ยวบินสูงที่สุดในโลก

ศูนย์ซ่อมเครื่องบิน อู่ตะเภา

นั่นคือที่มาของการผลักดันโครงการโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้อู่ตะเภาเป็นฮับ ซ่อมบำรุงอากาศยานระดับโลกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

เพราะคู่แข่งสำคัญในอาเซียนต่างก็พัฒนาศูนย์ซ่อมเครื่องบินอย่างไม่หยุดยั้งเช่นเดียวกัน

ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ แอร์ไลน์ เอ็นจิเนียร์ริ่งที่มีประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจนี้

อินโดนีเซียที่มีบริษัทซ่อมบำรุงการบินการูดาในเมืองบาตัมทางตอนใต้ของประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางซ่อมบำรุงอากาศยาน MRO อันดับ 13 ของโลก

รวมถึงบริษัทซ่อมบำรุงอากาศยานมาเลเซีย เซปัง แอร์คราฟท์ เอ็นจิเนียร์ริ่ง ที่เน้นซ่อมบำรุงเครื่องบินแอร์บัสที่บินอยู่ในย่านนี้หลายร้อยลำ

MRO อู่ตะเภา

MRO อู่ตะเภา

สำหรับศูนย์ซ่อมอากาศยานของไทยแม้ว่าจะมาทีหลังแต่ด้วยศักยภาพเชิงพื้นที่ต้องถือว่าไม่ธรรมดา
เพราะตั้งอยู่ในสนามบินอู่ตะเภาที่กำลังถูกพัฒนาให้เป็นเมืองการบินภาคตะวันออก หรือ มหานครการบินแห่งภูมิภาค บนพื้นที่ 6,500 ไร่
เปรียบเสมือนสนามบินกรุงเทพฯ แห่งที่ 3”
เป็นศูนย์กลางการพัฒนาธุรกิจเป้าหมายของอีอีซี และเป็นศูนย์กลางของมหานครการบินภาคตะวันออกที่จะครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่เมืองประมาณ 30 กม.โดยรอบสนามบิน (เมืองพัทยาถึงตัวเมืองระยอง
นั่นคือสิ่งที่แอร์บัสมองเห็น และสนใจร่วมลงทุน

แอร์บัสโดดร่วมทุน

ทันทีที่ บมจ.การบินไทย ได้เปิดให้เอกชนเข้ามายื่นข้อเสนอร่วมทุนในโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) บริษัท Airbus S.A.S จึงไม่ลังเลในการยื่นข้อเสนอสู้กับคู่แข่ง
ซึ่งผลการคัดเลือกพบว่าแอร์บัสเป็นผู้ผ่านคุณสมบัติและมีประสบการณ์เหมาะสมตามที่กำหนดไว้เพียงรายเดียว
จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ลงทุนร่วมกับการบินไทย ระยะเวลาร่วมทุน 50 ปี
โดยมีกระบวนการเจรจาต่อรองและหาข้อสรุปเพื่อนำผลการเจรจา ผลการคัดเลือก และร่างสัญญาร่วมทุน เสนอขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการบินไทยกำหนดการเจรจาต่อรองจะได้ข้อยุติในเดือน พ.. 2563
หลังจบขั้นตอนเจรจาต่อรองแล้ว การบินไทยจะส่งร่างสัญญาร่วมลงทุนให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา ประมาณการว่าจะได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานอัยการสูงสุดในเดือน มิ.. 2563
จากนั้น การบินไทยจะนำเรื่องเสนอผ่านสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อขอความเห็นชอบจาก กพอ. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คาดว่าจะได้รับความเห็นชอบจาก กพอ.ในเดือน ก.. 2563 เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) รับทราบในเดือน ส.. 2563

ซึ่งการเจรจาระหว่างการบินไทย กับ แอร์บัส ติดขัดปัญหาอยู่บ้างในเรื่องการร่วมทุนที่ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของกฎหมายร่วมทุนรัฐและเอกชน ซึ่งแอร์บัสมองว่าไม่เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนของแอร์บัสเท่าที่ควร แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

MRO อู่ตะเภา
สำหรับแผนการลงทุนโครงการ MRO แบ่งการลงทุนเป็น 2 กลุ่มคือ
1. งานโครงสร้างพื้นฐานและงานโยธา กองทัพเรือจะเป็นผู้รับผิดชอบ วงเงิน 6,333 ล้านบาท ซึ่งกองทัพเรือจะได้รับประโยชน์จากค่าเช่าพื้นที่ โดยการบินไทยต้องจ่ายค่าเช่าให้ในอัตราปีละ 3% ของมูลค่าการลงทุน 6,333 ล้านบาท พร้อมส่วนแบ่ง 1% ของรายได้ต่อปี
2. งานติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ทางเทคนิคต่างๆ วงเงินประมาณ 4,255 ล้านบาท กำหนดให้การบินไทย กับ แอร์บัส ร่วมทุน 50:50 หรือ รายละ 2,127.5 ล้านบาท
เท่ากับว่างบการลงทุนราว 10,588 ล้านบาท แบ่งเป็นภาครัฐลงทุนโดยกองทัพเรือ 6,333 ล้านบาท และเอกชนลงทุน 4,255 ล้านบาท
ในศูนย์ซ่อมอากาศยานจะดำเนินธุรกิจ 7 กิจกรรม ประกอบด้วย
  • 1. การจัดตั้งธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยาน ครอบคลุมถึงการซ่อมใหญ่อากาศยาน การซ่อมอากาศยานระดับลานจอด การพ่นสีอากาศยาน 
  • 2. ศูนย์ฝึกอบรมช่างซ่อมอากาศยาน 
  • 3. โรงซ่อมชิ้นส่วนวัสดุอากาศยานแบบผสม 
  • 4. การนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาใช้เพื่อให้เป็นโรงซ่อมอากาศยานอัจฉริยะ 
  • 5. การจัดตั้งคลังอะไหล่และศูนย์โลจิสติกส์ 
  • 6. การออกแบบและก่อสร้างอาคารและศูนย์ซ่อมบำรุงฯให้เหมาะสม 
  • 7. การจัดตั้งโรงซ่อมบริภัณฑ์เพื่อสนับสนุนการซ่อมบำรุงฯ ระดับลานจอด
ตามแผนคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในปี 2565
ประเมินผลจากการลงทุนดังกล่าว โครงการนี้จะสามารถรองรับการซ่อมบำรุงอากาศยานได้ราว 80-100 ลำต่อปี
มีเป้าหมายสร้างรายได้ในปีแรกอยู่ที่ 400 – 500 ล้านบาท จากการซ่อมอากาศยาน 10 ลำ
คาดว่าจะมีการเติบโตของรายได้เฉลี่ยปีละ 2%
เท่ากับว่าในช่วง 50 ปีจะมีรายได้รวมประมาณ 2 แสนล้านบาท
ลงทุน 1 หมื่นล้าน ได้ผลตอบแทน 2 แสนล้าน
แล้วทำไม? แอร์บัสปฏิเสธร่วมลงทุน

โควิด-19 พลิกแผน

ทางบริษัท Airbus S.A.S ได้ทำหนังสือแจ้งเมื่อปลายเดือนเม.. 2563 ว่าขอไม่ร่วมลงทุนในโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานของ บมจ.การบินไทย (TG MRO)
เหตุผลหลักเนื่องจากขณะนี้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19
ซึ่งเมื่อเข้าไปดูผลประกอบการไตรมาส 1 ของแอร์บัสแล้วก็ต้องบอกว่าวิกฤตจริงๆ
เพราะบริษัทมียอดขาดทุนสุทธิ 481 ล้านยูโร หรือประมาณ 520.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 40 ล้านยูโร
ขณะที่รายได้ลดลง 15% สู่ระดับ 1.063 หมื่นล้านยูโร
สาเหตุหลักมาจากอุปสงค์ทั่วโลกที่ทรุดตัวลงอย่างหนัก อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั่นเอง
ที่สำคัญคือวิกฤตครั้งนี้ทำให้แอร์บัสยังไม่สามารถกำหนดแผนงานปีหน้าได้ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด
กระนั้นก็ตาม แม้แอร์บัสจะไม่สามารถเข้าร่วมลงทุนได้ แต่แอร์บัสยังพร้อมเข้ามาร่วมมือด้านเทคโนโลยี
เข้าตำราตัดบัวยังเหลือใย
ไปแล้วไม่ไปลับ

MRO อู่ตะเภา

ทีจีเดินหน้าต่อ

การถอนตัวของแอร์บัสไม่ได้ทำให้แผนการลงทุนศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภาของการบินไทยหยุดชะงัก
เพราะการบินไทยยังมีอีก 3 ทางเลือก คือ
1. การบินไทยลงทุนไปก่อนในส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์ ซึ่งบริษัทแอร์บัสพร้อมสนับสนุนความรู้และเทคนิคให้
2. การบินไทยหาพันธมิตรรายใหม่มาลงทุน เนื่องจากก่อสร้างใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งขณะนี้กองทัพเรือและอีอีซีอยู่ระหว่างการออกแบบ ดังนั้นการบินไทยยังมีเวลาเพียงพอที่จะหาพันธมิตรเข้าร่วมลงทุนในโครงการนี้
3. รอเจรจากับบริษัทแอร์บัสอีกครั้งหลังโควิด-19 คลี่คลาย
ซึ่งแอร์บัสอาจมีความพร้อมกลับมาร่วมลงทุนก็เป็นได้!!