เปิดตัวอาชีพใหม่ “นักจัดการน้ำแล้ง” ฮีโร่ตัวจริง สู้ภัยแล้งด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา

521

หาก วิกฤตโควิด-19 คือ “ภัยคุกคาม” ที่ส่งผลกระทบทำให้ผู้คนทั่วโลกเดือดร้อนถ้วนทั่วทุกหย่อมหญ้าแล้ว “ภัยแล้ง” ก็จัดเป็น อีกหนึ่ง “ภัยคุกคาม” ที่ลดวงแคบโจมตีมาที่เกษตรกรโดยตรง ซ้ำเติมสภาวะวิกฤตช่วงนี้ให้ย่ำแย่ลงไปได้อีก ที่ผ่านมา ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างพากันระดมสมองเพื่อรับมือ ภัยแล้ง 2563 ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นรุนแรงและยาวนานกว่าเดิม จนกระทั่งล่าสุด มีข่าวดีว่า ภัยแล้ง ไม่ได้เป็นวิกฤตที่นำพาให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันหาโอกาสและทางออกของปัญหานี้เท่านั้น แต่เพราะปัญหานี้เองที่ก่อให้เกิดอาชีพใหม่ “นักจัดการน้ำแล้ง” ฮีโร่ตัวจริง ที่มาอาสาบรรเทาภัยแล้งด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ

ปรับแนวคิดทำการเกษตร รับมือภัยแล้งด้วยการบริหารจัดการน้ำ ก่อนสายเกินไป

“คำว่า แล้ง แต่ละคนก็นิยามแตกต่างกันออกไป จากบริบทที่คนๆนั้นได้รับผล”
อย่างนิยามของคำว่า “แล้ง” สำหรับ เกษตรกรบ้านหนองศาลา ต.วังหิน อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น “แล้ง” ก็คือฝนทิ้งช่วงไม่ตกตามฤดูกาล เมื่อก่อนมีน้ำอยู่ที่สระด้านล่าง มีน้ำใช้ตลอดปี แต่มา 2 ปีนี้ ที่ฝนมันไม่ตกตามฤดูกาล ตกน้อย หน้าแล้งบ้านเรามันก็ปลูกอะไรไม่ขึ้น ปลูกอะไรก็ตายหมด เพราะไม่มีน้ำมาหล่อเลี้ยง ดินมันก็แห้งลงลึก พืชก็ต้องตาย

แต่สำหรับ ดร.จตุพร เทียรมา อาจารย์จากสาขาการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ผันตัวมาทำอาชีพที่สองควบคู่กันไป ในฐานะเกษตรกรเจ้าของสวนลุงโหนกนานาพรรณ อ.เมือง จ.มหาสารคาม เขามองปัญหาภัยแล้งเป็นสัจธรรมว่า
“จริงๆแล้ว เมื่อมัน “แล้ง” เราต้องอยู่ได้ เราไม่ได้เห็นว่าเป็น “ภัยแล้ง” เพราะว่าเป็นช่วง “ฤดูแล้ง” เมื่อฝนไม่ตก ก็ถูกต้องแล้ว”
“และต่อไปการเก็บน้ำระบบใหญ่ๆ ผมว่ามันไม่ตอบโจทย์แล้ว เช่นกันกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ที่ผ่านมาเคยเป็นกระแสหลักจะค่อยๆหายไป”
เมื่อเห็นความจริงตรงนี้ อาจารย์จตุพร จึงวางแผนทำเกษตรแบบใหม่ ในรูปแบบที่เขาเชื่อมั่นซึ่งสามารถรับมือกับบภัยแล้งอย่างได้ผลด้วยหลักการบริหารจัดการน้ำที่ดี
“ผมเลยทดลองเปลี่ยนแปลงเกษตรทั่วไป ให้เป็นแปลงเกษตรที่ใช้ระบบจัดการน้ำขนาดเล็ก ควบคู่ไปกับการทดลอง ค้นคว้าและหาคำตอบเกี่ยวกับปัญหาน้ำแล้ง น้ำไม่มี น้ำไม่พอใช้ ด้วยภูมิปัญญาของตนเอง”
จากการเก็บข้อมูลบนแปลงของ อาจารย์จตุพร บนพื้นที่ 8 ไร่เศษ กลับพบว่า ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในแต่ละปี มีปริมาณเท่าเดิม โดยอาจารย์จตุพร บอกเคล็ดลับว่า ต้องคำนวณก่อนว่าฝนที่ตกลงมาในที่ของเรามีปริมาณเท่าไร เราควรจะไปขุดสระเก็บไว้ตรงไหน
“น้ำที่ตกลงมาต้องกักเก็บอยู่ในสระที่ต้องอยู่ในที่ต่ำ เพื่อให้ฝนที่ตกลงมาอยู่ในที่ทำการเกษตรของเราไหลลงไปอยู่รวมกันในจุดเดียว  ผมเก็บน้ำฝนในส่วนของผมมา 3-4 ปี แล้ว ปรากฏว่า เก็บได้เกินกว่าค่าเฉลี่ย 200 มิลลิเมตร รวมอยู่ในสระได้ 1,500 มิลลิเมตร”
“โดยในแต่ละปี ค่าเฉลี่ยของน้ำที่กักเก็บในสระคือ 1,200 มิลลิเมตร แต่ถ้าไปนับจำนวนวัดที่ฝนตกลงมาจะน้อยลงกว่าเดิม ตกอยู่ไม่กี่วันในฤดูฝน แต่ยืนยันได้ว่าปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ไม่ได้ลดลงกว่าเดิมไปแบบมีนัยสำคัญ เพราะฉะนั้น นี่จึงขึ้นอยู่กับว่า เราจะมีกลวิธีในการเก็บน้ำไว้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหนนั่นเอง”

เปิดมุมมอง นักจัดการน้ำแล้ง อาชีพใหม่ ท่ามกลางวิกฤตภัยแล้งคุกคามการเกษตรไทย

วิศิษฐ์ สิงห์ชาญ หรือ ทิดสิท นักจัดการน้ำแล้ง ชาวอำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี เชื่อมั่นแบบเดียวกับอาจารย์จตุพรว่า ภัยแล้ง สามารถขจัดให้เบาบางลงได้ด้วย การบริหารจัดการน้ำที่ดี และอาชีพที่เขาทำอยู่นี้จะช่วยให้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำขาด น้ำไม่พอใช้ หมดไป
“ทำไมน้ำไม่เข้าสระเลย ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เลย ถ้าเกษตรกรเจอปัญหาแบบนี้ ต้องกลับมาคิดใหม่ ทำใหม่ เพราะถึงอย่างไร “น้ำ” ก็สำคัญมากต่อเกษตรกร อาชีพ นักจัดการน้ำแล้ง จึงเกิดขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการของคนที่ไม่มีองค์ความรู้ แต่มีความพร้อมที่จะลงทุนทั้งระบบ ผมก็สามารถมาจัดการให้ได้”
“เราต้องตีโจทย์คำว่า แล้ง ด้วยความเข้าใจ เพื่อนำสู่การแก้ปัญหา บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรไทยในต่างจังหวัด
ต้องเริ่มจากการคิดคำนวณว่าปริมาณที่เราเก็บอยู่ในพื้นที่มันเพียงพอหรือไม่”

แรกเริ่ม ทิดสิท เคยประกอบอาชีพ รับติดตั้งโซลาร์เซล ออกแบบสวน และวางผังระบบน้ำ แต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาต่อยอดมาทำงานแก้ไขปัญหาภัยแล้งมาจากประสบการณ์ตรงของเขาเอง

“เนื่องจาก สวนที่ผมทำอยู่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปาเข้าถึง ผมจึงจัดการ ออกแบบ พื้นที่ของผมแบบเบ็ดเสร็จให้มีทุกอย่างที่กล่าวมา มีทั้งไฟ มีทั้งน้ำ ด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อผลิตไฟ ผันน้ำ”

“นอกจากนั้น ที่สวนของผมยังมีปัญหาเรื่องทิศทางน้ำ ที่มันไหลไปแล้ว แต่ไม่สามารถควบคุมทิศทางที่ต้องการได้ จึงโยงการจัดการน้ำด้วยระบบการวางท่อ ไม่ใช่แค่ขุดสระอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบท่อเพื่อใช้ในการควบคุมน้ำด้วย โดยใช้เทคนิค การคำนวณ การเข้า การออก ของน้ำมาออกแบบระบบ”
ส่วนอาชีพที่เขาทำนี้ ทิดสิท เล่าว่าสามารถตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตรในต่างจังหวัดที่กำลังเปลี่ยนไปได้อย่างดี
“โดยเฉพาะในมิติที่คนทำการเกษตรมีกำลังเงิน อยากเป็นเกษตรกร แต่ไม่มีองค์ความรู้ คนกลุ่มนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงพร้อมนำเงินมาลงทุน เพื่อให้เรือกสวนไร่นาและพื้นที่การเกษตรของตน ได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ”
“แนวคิดของคนที่มาว่าจ้างผม คือ เขาไม่รอแล้ว ไม่มีเวลาที่จะศึกษา ลองผิดลองถูกเอง อย่ากระนั้นเลย ให้คนที่รู้ในเรื่องนี้ เป็นมืออาชีพมาทำ มาวางระบบดีกว่า ซึ่งมันสะดวก ง่าย ไม่ปวดหัวดี งบประมาณจะได้ถูกบีบ แล้วเรามาคิดกันตั้งแต่องค์รวม ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ตั้งแต่ปรับพื้นที่ จนถึงปลูกต้นไม้ให้เสร็จเลย”
ทิดสิท ทำหน้าที่เป็นคนดูแลภาพรวมของการจัดการวางระบบทั้งหมด โดยมีทีมงานที่เข้ามาช่วยกันทำงานหลายฝ่าย ตั้งแต่คนวางระบบน้ำ ระบบโซลาร์เซลล์ การปรับพื้นที่ การขุด ไปจนถึงการปลูกป่า เพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เรียกว่า บริหารจัดการน้ำแก้ภัยแล้งได้แบบเบ็ดเสร็จในกระบวนการนี้ได้เลย
“ผมมองว่า อาชีพที่ผมทำอยู่นี่ มีลู่ทางไปได้ไกลกว่านี้อีก เพราะบางคนเค้าก็ไม่รอ รอไม่ไหว รอสระจากกรมพัฒนาที่ดิน ต้องรออีก 2 ปี ก็ไม่แน่ว่าจะได้ขุดหรือเปล่า สุดท้ายก็มีอาชีพขุดสระขึ้นมา”

สระจากกรมพัฒนาที่ดิน ที่ทิดสิท พูดถึง คือ การสร้างระบบกักเก็บน้ำ ที่ตั้งแต่ปี 2548 ภาครัฐก็ดำเนินโครงการขุดบ่อในแปลงเกษตร ตาม โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ซึ่งเป็นของ กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ด้วยการสร้างบ่อหรือสระที่มีความจุ 1,260 ลบ.ม. เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้เกษตรกรไปแล้วกว่า 5 แสนบ่อ โดยในปี 2564 ที่จะมาถึงนี้ ก็ตั้งเป้าหมายไว้อีก  หมื่นบ่อ ด้วยกัน เกษตรกรส่วนใหญ่จะเรียกบ่อที่ทางการมาช่วยสร้างให้นี้ว่า บ่อจิ๋ว หรือบ่อ 2,500 มาจากการที่เกษตรที่ต้องการขุดบ่อ จะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่ม 2,500 บาทนั่นเอง
แต่อย่างไรก็ดี เกษตรกรตัวจริง ตอบตรงกันว่า บ่อจิ๋ว ที่ทางภาครัฐสร้างให้นี้ ไม่สามารถตอบโจทย์การทำเกษตรแบบเป็นไร่ได้ กอปรกับต้องยอมรับว่าเกษตรกรไทยยังขาดการคิดต่อยอด ทำการเกษตรแบบองค์รวม หรือการทำเกษตรโดยไม่ได้วางแผนจัดการปัญหาภัยแล้ง น้ำแล้ง ในระยะยาว
ทั้งหมดนี้จึงประกอบกันเป็นปัจจัย ย้อนกลับมายืนยันว่าอาชีพนักจัดการน้ำแล้งที่ ทิดสิท ทำอยู่นั้น ทำไมจึงเป็นที่ต้องการอย่างมากของเกษตรกรที่พอมีทุนและไม่ต้องการรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล

แบบอย่างของการค้นพบอาชีพใหม่ ที่มาจากการต่อยอด แนวคิดนวัตกรรมและเทคโนโลยี อย่างแท้จริง

“ในอนาคต ผมมองว่าถ้าเทรนด์มันยังเป็นแบบนี้เรื่อยๆ แล้วทุกคนก็อยากเอาตัวรอดจากภาวะที่เรือกสวนไร่นาที่ทำไม่น้ำใช้ อาชีพที่ผมทำจะมาตอบโจทย์เขาตรงนี้ได้พอดี” ทิดสิท ย้ำอีกครั้งถึงอาชีพที่เขามองว่ามีลู่ทางไปที่สดใสมากในยุคนี้
“สถานการณ์ตอนนี้ ต้องยอมรับ เกษตรกรยังขาดองค์ความรู้และกระบวนการคิด คำนวณ ว่าต้องทำอย่างไร ให้สามารถบริหารจัดการน้ำในพื้นที่การเกษตรของตนได้”
“นอกจากนั้น ทิศทางของผู้ประกอบอาชีพโซลาร์เซลล์ ยังขาดการคิดต่อยอดไปที่เรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งสามารถทำได้ เมื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์เสร็จแล้วก็ถือว่าเสร็จงาน แค่สามารถทำให้น้ำสูบออกจากปั๊ม แค่นี้จบแล้ว ไม่มีใครรับภาระเรื่องการบริหารจัดการน้ำในระยะยาวต่อ นี่จึงเป็นช่องทางให้ผมมาประกอบอาชีพตรงนี้ต่อได้”
“ผมมีแนวคิดมาตั้งแต่แรกว่า ผมรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ก็จริง แต่ไม่ได้ติดตั้งเพื่อเอาเงินอย่างเดียว เพราะจะแนะนำด้วยว่าโซลาร์เซลล์ที่ทำให้นั้นสามารถนำมาใช้ทำอะไรได้บ้าง”

“ฉะนั้น เวลาติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่ใช่ว่าปุบปับลงพื้นที่ไป ติดตั้งได้เลย แต่ในหลายพื้นที่ที่ผมลงไป ก็ต้องไปแก้ความเชื่อและความรู้ของลูกค้า แก้แนวคิดกันก่อน แล้วค่อยกลับมาคำนวณหาว่าน้ำต้นทางมีเท่าไร ปลายทางมีเท่าไร ถ้าต้นทางมีน้ำไม่พอ อย่างไรก็ต้องขุดสระเพิ่ม”
ยกตัวอย่าง แปลงจัดการน้ำโคกหินสตอรี อำเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ทิดสิทได้รับโจทย์ใหญ่ว่าทำอย่างไรให้มีน้ำเพียงพอกับการปลูกต้นไม้ให้เป็นป่า โดยทิดสิทเล่าว่า
“เมื่อก่อนในพื้นที่นี้ใช้ระบบการรดน้ำแบบมือถือ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าควบคุมการรดน้ำด้วยมือถือ สมาร์ทโฟน หรือแอปพลิเคชัน แต่ใช้ถังน้ำตักมารดต้นไม้จริงๆ แต่พอช่วงหลังพบปัญหาว่าปลูกอะไรก็ตายหมด พอได้เข้ามาทำงานในพื้นที่ คือวางแผนผังการใช้น้ำใหม่ทั้งหมด รวมถึงระบบไฟฟ้าด้วย เพราะอยู่ที่นี่ก็ไม่มีระบบไฟฟ้าเหมือนกัน”
“หลังจากที่ลองออกแบบ วางแผน คิด คำนวณ แล้ว ก็สามารถดึงน้ำขึ้นมาจากสองแห่ง หนึ่งคือ จากบาดาล สอง คือ จากสระ และใช้โซลาร์เซลล์ในการจัดการพื้นที่ทั้งหมดเพื่อรดน้ำต้นไม้”
“ตอนนี้ในส่วน มีแผงโซลาร์เซลล์ติดตั้งอยู่เป็นชุดรวม ขนาด 330 วัตต์ จำนวน 6 แผง ซึ่งตอนนี้ทำเป็นหลังคาคุมเป็นห้องเก็บของ ข้างในมีปั๊มชักขนาด 1 นิ้วครึ่ง 1 ตัว เพื่อดูดน้ำจาก สระ 2 ลูก แล้วส่งเข้าไปในแทงก์น้ำ โดยสูบแค่ 3 รอบ ประมาณครึ่งวันก็ได้น้ำ 12,000 ลิตร”
“ด้วยระบบนี้ ที่หน้างานโคกหินสตอรี สามารถเลี้ยงต้นไม้ที่ปลูกให้รอดมาได้แล้ว 1 ปี โดยมีน้ำในบ่อกักเก็บอยู่อย่างเพียงพอ และสามารถใช้ได้อีกจำนวนมาก”
“สำหรับที่นี่ เมื่อเป้าหมายเราคือการปลูกต้นไม้ ก็ต้องแยกท่อส่งน้ำ เพื่อแบ่งโซนในการรดน้ำ และต้องไม่ใช่การเปิดครั้งเดียว แล้วจะรดน้ำได้ทั่วถึง ในพื้นที่นี้ต้องแยกท่อส่งน้ำหลัก ให้แท็งก์น้ำหยดติดตั้งสูงจากพื้นที่ 1 เมตร ถึง 1.20 เมตร แล้วแต่จะทำได้ โดยมีความกว้าง 3 เมตร ยาว 6 เมตร เผื่อไว้สำหรับติดตั้งแท็งก์น้ำหยดจำนวน 3 ใบ”
“จากนั้นเทปูนหนา 10 เซนติเมตร เป็นแท็งก์น้ำขนาด 2,000 ลิตร โดยน้ำมาจากสระข้างล่างที่ห่างจากตรงนี้ไป 200 เมตร และใช้ปั๊มโซลาร์เซลล์สูบน้ำขึ้นมาเก็บไว้บนแท็งก์ น้ำจะไหลเข้าแท็งก์จากข้างบน แล้วพอน้ำในแทงก์อยู่ในระดับเดียวกัน น้ำข้างบนก็จะไหลออกข้างล่างด้วยท่อน้ำหลักเดียวกันทั้งปล่อยและกระจายน้ำ และหมุนวาวล์เพื่อเปิดปิด”
“แล้วน้ำก็จะไหลไปตามท่อหลักทั้งหมด พอน้ำไหลก็จะไปผ่านกรองเกษตรซึ่งจะกรองสิ่งสกปรกที่อยู่ในน้ำ ไม่ให้เข้าไปสู่ท่อน้ำ หลังจากนั้นน้ำจะไหลเข้าสู่ท่อขวาง เป็นท่อพีวีซีขนาดสองนิ้ววางยาวไปเลย”
“สรุปแล้ว เป็นการสูบน้ำขึ้นไปเก็บบนแท็งก์ แล้วให้น้ำไหลตามแรงโน้มถ่วง ไหลลงที่ต่ำโดยใช้แรงดันจากในถังควบคุม น้ำจะถูกส่งไปในท่อน้ำหยดที่ถูกปักไว้กับพืชนั่นเอง”
ส่วนการที่จะรู้ได้ว่าเราจะมีน้ำเพียงพอต่อการปลูกพืชตลอดปีไหม ทิดสิท บอกว่า จะต้องอาศัยหลักการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และหลักการวางแผนบริหารจัดการน้ำมาใช้ร่วมกันถึงจะรู้ได้ การคำนวณในที่นี้ ก็ต้องคำนวณทั้งทิศทางการเอาน้ำเข้าและเอาน้ำออกด้วย

“เวลาคำนวณเรื่องน้ำ ต้องคำนวณให้ขาดว่าพื้นที่เป็นอย่างไร อย่างการดูพื้นที่ที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ราบทั้งหมด ฉะนั้นเวลาวางท่อส่งน้ำ จึงต้องวางเพื่อไม่ให้น้ำไหลไปทิศทางเดียวกันมากจนเกินไป ฉะนั้นพื้นที่ลาดชันจะทำแบบนี้ไม่ได้ พื้นที่ราบจึงจะใช้หลักการนี้ได้ เวลาออกแบบระบบน้ำจึงต้องพิจารณษร่วมกันพื้นที่ และชนิดของพืชเป็นหลัก”

สำหรับเกษตรกรที่ไม่มีเงินทุนไปซื้อแท็งก์เก็บน้ำ ทิดสิท แนะนำว่า เพื่อวางแผนรับมือกับภัยแล้ง ก็สามารถประยุกต์เอาโอ่งกักเก็บน้ำที่มีอยู่แล้วตามบ้านมาใช้ได้เลย แถมเป็นการลดต้นทุนได้อีกต่างหาก
ในช่วงท้ายรายการ “Localist ชีวิตนอกกรุง” ทิดสิท ให้สัมภาษณ์ว่า
“หลังจากนี้ต่อไป ผมมองว่าจะไม่มีคำว่า “แล้งที่สุดในรอบ 20 ปี มันจะเป็นแล้งที่สุดในรอบที่บวกเพิ่ม 1 ปี ไปเรื่อยๆ เพราะทุกปีจะแล้งขึ้นเรื่อยๆ”
“และถ้าสังเกตให้ดี ธรรมชาติจะเริ่มเปลี่ยน ฉะนั้นถ้าทุกคนยังไม่คิดเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ที่ตัวเองสามารถทำได้ในช่วงฤดูฝน แสดงว่าเราจะพลาดโอกาสเรื่องการสร้างความอุดมสมบูรณ์ไปอย่างน่าเสียดาย”
“อย่างไรก็ขอย้ำอีกทีว่า การบริหารจัดการน้ำ สำคัญมากในการทำการเกษตร ถ้าไม่มีการวางแผนที่ดี สมมุติว่ามีสระลูกหนึ่งมันจะพอไหมกับปริมาณการใช้น้ำในพื้นที่ทั้งหมด ในที่สุดทุกคนก็จะวนมาอยู่กับปัญหาเดิมว่าแล้งแล้ว ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายก็จะจมอยู่กับหล่มปัญหาเก่า ความทุกข์ความยากก็จะเกิดขึ้นไม่จบสิ้น”

ที่มา :

เรียบเรียงจาก รายการ “Localist ชีวิตนอกกรุง” ตอน “อาชีพใหม่ นักจัดการน้ำแล้ง” เผยแพร่ทางช่อง ไทย พีบีเอส (2 พ.ค. 3563)

ขอบคุณ ภาพประกอบจาก Facebook : ทิดสิท อุดร


ภัยแล้ง จัดการได้จริง ด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญาคนไทย มาอัปเดตนวัตกรรมเหล่านั้นกันต่อ

ฝ่า ‘วิกฤตภัยแล้ง 2563’ ด้วยการปลูกผักแบบ ‘เกษตรแม่นยำ’ ทำน้อยแต่ได้มาก รับมือภัยแล้งที่ต้นเหตุ

เปลี่ยน น้ำเสีย เป็นต้นทุนสู้ ‘ภัยแล้ง 2563’ ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม นำร่องในพื้นที่ EEC ชู ญี่ปุ่น-จีน-สิงคโปร์ เป็นต้นแบบ

แก้ “น้ำแล้ง” พื้นที่ EEC แบบอัจฉริยะด้วยหลัก 3R + IoT เปลี่ยน “น้ำเสีย” เป็น “น้ำดี”