หากนั่ง Time Machine โดเรม่อน ย้อนกลับไปกลางเดือนมีนาคม 2563 หลายท่านอาจลืมคำเตือนของ “ศาสตราจารย์ ดร.นายเเพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา” คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ที่ได้วาด “ฉากทัศน์อนาคต” หรือ Future Scenarios ว่า หากรัฐไม่มีมาตรการรับมือ COVID-19 ที่ดีพอ คนไทยจะติดเชื้อมากถึง 350,000 คน!
ผนวกกับข้อมูลเชิงลึกจากหลายช่องทาง นำไปสู่การปิดห้องหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี กับ “หมอใหญ่” หรือ “อาจารย์หมอ” มากประสบการณ์
และในที่สุดได้มีการจัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โควิด-19 หรือ “ศบค.” ขึ้น
เพื่อบูรณาการและประสานภารกิจการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐเพื่อสกัด COVID-19 ให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด!
จนถึงวันที่เขียนต้นฉบับบทความชิ้นนี้ ประเทศไทยพบยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่เพียง 3 คน!
จากตัวเลขคาดการณ์ 350,000 คน กลายเป็น 3 คน!


ขณะที่ประเทศชั้นนำของโลก ล้วนมียอดติดเชื้อ COVID พุ่งพรวดกันอย่างน่าตกใจ!
ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น แม้กระทั่งสิงคโปร์ ที่หลายคนพยายามเลียนแบบ จะเห็นได้ว่าชาติเหล่านี้มีทั้งประชากรมาก และประชากรน้อย
แปลไทยเป็นไทยก็คือ คนเยอะ คนน้อยนั้น “ไม่เกี่ยว” หากพูดถึง “โอกาสติด COVID” สิ่งที่ “เกี่ยว” และ “เกี่ยวอย่างมาก” ก็คือ “มาตรการป้องกัน” ครับ
นี่ไม่ใช่ความฝัน ที่ไทยมีตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID เพียง 3 คน และเชื่อว่าจะลดลงจาก 3 เหลือ 2 เหลือ 1 และเหลือ 0 ในที่สุดครับ!
แม้ในช่วง 1 เดือนเศษ เกือบ 2 เดือน ที่ผ่านมา หลายฝ่าย หลายภาคส่วน ต้องร่วมกันรับสภาพ “เจ็บแต่จบ”
ถูกจำกัดอิสรภาพ เสรีภาพในการดำเนินชีวิต ถูกตัดช่องทางทำมาหากิน การประกอบภารกิจจำเป็น เป็นไปอย่างยากลำบาก พูดอีกแบบก็คือ “มีชีวิตกันแบบต่อวันต่อวัน”
แทบทุกคน ตื่นเช้ามา นั่งนับเวลา 11.30 น. รอลุ้นยอดตัวเลขผู้ติดเชื้อ ว่าแต่ละวันจะลดลงเท่าไหร่ จากหลักพัน ลงมาหลักร้อย ลงมาหลักสิบ และหลักหน่วยในที่สุด
ต้องยอมรับว่า การทำงานของ ศบค. โดยเฉพาะฝ่ายสาธารณสุข “มีประสิทธิภาพมาก” สามารถกดกราฟยอดผู้ติดเชื้อ กดตัวเลขผู้ป่วย COVID-19 ลงมาจนเหลือหลักหน่วยคือ 3 ได้
แม้จะต้องแลก “บุคลากรทางการแพทย์” จำนวนมากที่ “ติดเชื้อ COVID” จากการบริการประชาชน!
อย่างไรก็ดี สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า วันนี้ คนไทยมี “มุมมองต่อหมอที่เปลี่ยนไป”

อย่างน้อยก็เป็นไปตามบทความ “อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) คนทำงานด้านสาธารณสุขไทยที่โลกยกย่อง!” ใน SALIKA ของเราแห่งนี้
ที่สะท้อนภาพ “ทหารราบ” อย่าง “อสม.” ที่ลงพื้นที่ บุกตะลุยเข้าไปให้การช่วยเหลือทางสาธารณสุขแก่ประชาชนทั่วทุกหัวระแหงในวิกฤต COVID ในครั้งนี้
จากภารกิจ “ทหารราบ” ไล่เรียงขึ้นไปจนถึงระดับบังคับบัญชา คือ “ทัพหลวง ศบค.” ได้รับ “เสียงชื่นชม” ไม่เฉพาะจากคนไทย แต่จากประชาคมโลก!
โดยเฉพาะ “สังคมไทย” ที่ต้องถือว่า เป็น “สังคมที่นับถือหมอ” มากที่สุด!
เพราะ “คนไทย” มองหมอ เหมือน “พ่อพระมาโปรด” เนื่องจากสภาพการบริหารจัดการสาธารณสุขที่ล้มเหลวมาอย่างยาวนาน
คนยากคนจนเข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์ โดยเฉพาะ “คนไทย” ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ทุรกันดาร และที่สำคัญที่สุดก็คือ “คนยากคนจน” เข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุข
ต่างจากประเทศพัฒนาแล้ว ที่ประชาชนมองหมอเป็นเพียง “อาชีพหนึ่ง” ที่มีผิดมีถูก มีดีมีเลว จึงมีคดีฟ้องร้องหมอมาก และหลายคดีประชาชนชนะ ต่างจากไทยที่มีกลไกปกป้องหมอมาก!
ยกตัวอย่าง “ฟินแลนด์” ที่ “สถานะทางสังคม” ของ “หมอ” พอๆ กับ “ครู” และอาชีพอื่นๆ ในสังคม “ครูฟินแลนด์” บางรัฐ มีเงินเดือนมากกว่า “หมอ”!
กลับมาที่บ้านเรา แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา “คนไทยจำนวนมาก” จะมีปัญหากับ “การเข้าถึงยาคุณภาพสูง” จากนโยบายการบริหารจัดการ “การเข้าถึงยา” คุณภาพต่ำ
นั่นคือ มี “คนไทยจำนวนมาก” ต้องพบกับ “แพทย์พาณิชย์” ที่นอกจากจะเจอ “ค่ายาแพง” แบบ “ขูดเลือดขูดเนื้อ” “รีดเลือดกับปู” แล้ว
ยังประสบกับ “การเลี้ยงไข้” ของ “แพทย์พาณิชย์” ที่ไม่เพียงจะ “ตรวจหาโรค” ยัง “ตรวจหาเรื่อง” และยังมีการยัดโรค ลากโรค แถมให้อีกด้วย!
อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ “หมอหงวน” หรือ “นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์” ได้บุกเบิกและผลักดัน “โครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า”
หรือที่รู้จักกันในชื่อ “30 บาทรักษาทุกโรค” นำสู่ “บัตรทอง” และการพัฒนาระบบ “ประกันสังคม” ด้านการสาธารณสุข
ระบบการแพทย์ของไทยก็เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาก ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอนาคตข้างหน้า หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีการปรับปรุงนโยบายการบริหารจัดการ “การเข้าถึงยาคุณภาพสูง” ให้ดีขึ้น มากขึ้นกว่าในปัจจุบันนี้!
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ COVID-19 ที่เราคนไทยได้เห็นประสิทธิภาพของ “วงการแพทย์ไทย” อย่างประจักษ์กับตา
นำโดย ศบค. ในฐานะ “ทัพหลวง” สู้ COVID ที่พลิกโฉมคุณค่าของ “แพทย์ไทย”
และมีส่วนช่วยลบล้างด้านลบของ “แวดวงสาธารณสุข” หรือ “แพทย์พาณิชย์”
ที่ “คนไทยจำนวนมาก” รังเกียจมาเป็นเวลายาวนานครับ!













