ที่ผ่านมา ผู้ที่ตัดสินใจเรียน หลักสูตร MBA หรือ หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิตส่วนใหญ่ มักจะเป็นกลุ่มคนทำงาน ที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ด้านการบริหารธุรกิจเป็นหลัก ทว่า เมื่อเกิดวิกฤตครั้งสำคัญ อย่างวิกฤตโรคระบาดครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลกอย่าง โควิด-19 ก็ชวนให้ตั้งคำถามว่า เทรนด์การตัดสินใจเรียนในหลักสูตร MBA ของผู้เรียนจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ และในภาคของสถาบันการศึกษาเอง จำเป็นต้องรีบปรับหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับ New normal หรือความปกติใหม่ ที่เกิดขึ้นแล้ว และรอจู่โจมภาคธุรกิจอย่างเต็มขั้น หลังวิกฤตโควิด-19 คลี่คลาย อย่างแน่นอน
เพื่อหาคำตอบให้กับข้อสงสัยนี้ได้คลี่คลาย เรามีบทสัมภาษณ์ ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดี วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ CIBA ที่จะมาสะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ New normal ที่เกิดขึ้นจากวิกฤตโควิด-19 ว่าส่งผลทั้งต่อผู้เรียนและการปรับตัว ปรับหลักสูตร ของสถาบันการศึกษาในด้านใดบ้าง
หลักสูตร MBA ยุคโควิด-19 ต้องแตกต่าง เน้นสร้างผู้ประกอบการใหม่ รับเทรนด์ New normal
ผศ.ดร.ศิริเดช เริ่มตอบคำถามแรกโดยโฟกัสไปที่ความแตกต่างของหลักสูตร MBA ที่ มธบ. เปิดสอนภายใต้ “วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี” หรือ CIBA ว่า
“อย่างที่เราทราบกันดีว่า หลักสูตร MBA คือ การเรียนรู้ศาสตร์ด้านการบริหารธุรกิจ ที่เน้นด้านการสร้างผู้บริหาร แต่สำหรับหลักสูตร MBA ของ CIBA จะมีความแตกต่างจากหลักการทั่วไปของการออกแบบหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต ตรงที่ เราออกแบบหลักสูตรนี้ให้สอดคล้องกับ Motto ของ มธบ. ที่ตั้งไว้ว่าจะก้าวสู่การเป็น Startup University”

“ดังนั้น การเปิดหลักสูตร MBA จึงมุ่งเน้นในการสร้างบัณฑิตที่จะเป็นผู้ประกอบการต่อไป และเพราะเป็นการเรียนการสอนในระดับปริญญาโท ทำให้จุดประสงค์ของการเปิดสอนหลักสูตรนี้ถูกสื่อไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน เพราะผู้ที่มาเรียน ป.โท ส่วนหนึ่งก็อาจจะมีงานทำแล้ว มีธุรกิจของตนเองอยู่แล้ว หรือถ้าจบใหม่ก็มีความตั้งใจว่าอยากเป็นสตาร์ทอัพหรือผู้ประกอบการเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว”
“นอกจากนั้น เรายังตั้งใจว่าหลักสูตร MBA ของเรา จะมุ่งเน้นเสริมสร้างทักษะความเป็น “ผู้ประกอบการดิจิทัล” ให้ผู้เรียนด้วย เพราะมองว่า การเริ่มกิจการโดยการใช้เครื่องมือทางดิจิทัลมาทำการตลาดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แถมมีต้นทุนต่ำ ยิ่งถ้ามาบวกกับมุมมองและไอเดียดีๆในการริเริ่มทำธุรกิจที่เราตั้งใจจะเพิ่มและกระตุ้นให้เขาคิดได้แล้ว การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
จากจุดประสงค์ของการเปิดหลักสูตร ขยายต่อมาถึงเนื้อหารายวิชาหลักที่ปูทางสู่การสร้าง “ผู้ประกอบการใหม่ในยุคดิจิทัล” ได้อย่างน่าสนใจ
“ในส่วนของวิชาหลัก ที่ได้กำหนดให้นักศึกษาต้องเรียนในหลักสูตร MBA ประกอบด้วยวิชาแกนสำคัญ ที่เรามุ่งบ่มเพาะทักษะความเป็นผู้ประกอบการยุคดิจิทัลให้ผู้เรียนอย่างเต็มขั้น”

“ไม่ว่าจะเป็น วิชานวัตกรรมธุรกิจ เพื่อคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมเด็ดๆ โดนใจผู้บริโภคให้ได้ หรือวิชาที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีไปรับใช้เสริมประสิทธิภาพให้การทำงานในองค์กรยุคนี้ หรือแม้แต่ในเรื่องของแผนธุรกิจเอง เราก็มีการเรียนการสอนวิชาเขียนแผนธุรกิจ”
“นอกจากนั้น ยังมีวิชาเฉพาะที่สอนเรื่องเทคโนโลยีทางการตลาด ที่สื่อถึงเทรนด์ดิจิทัล มาร์เกตติง ที่กำลังมาแรงและเราปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีผลต่อการทำธุรกิจในยุคนี้อย่างแน่นอน”
“รวมทั้งยังมีการสอดแทรกบทเรียน เรื่องของการระดมทุน หรือ Fund Raising ที่คนทำธุรกิจยุคนี้ต้องรู้ เพราะรูปแบบการทำธุรกิจ อย่าง สตาร์ทอัพ หรือธุรกิจทุกระดับเปลี่ยนไปแล้ว ว่าที่ผู้ประกอบการต้องเรียนรู้วิธีระดมทุนเพื่อมาประกอบธุรกิจให้สำเร็จด้วย”
“เราตั้งเป้าไว้ชัดเจนว่า การจะสร้างนักธุรกิจขึ้นมา 1 คน เขาต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานเป็นองค์กร การตลาดต้องใช้อะไร แผนธุรกิจต้องหาเงินลงทุนจากไหน ต้นทุนการผลิตสินค้าเป็นเท่าใดบ้าง หรือแม้แต่การผลิตสินค้า”
ดังนั้น ผศ.ดร.ศิริเดช จึงสรุปว่าหลักสูตร MBA ที่ CIBA นั้นไม่ได้เน้นเรียนแต่ทฤษฎี แต่จะเน้นเรียนภาคปฏิบัติมากกว่าทั้งๆที่เป็นปริญญาโท ที่เป็นเช่นนี้เพราะหลักสูตรนี้ตั้งใจที่จะ Groom หรือสร้างให้ผู้เรียนเป็น “นักธุรกิจยุคดิจิทัล” เพื่อให้อยู่รอดในโลกธุรกิจหลังวิกฤตโควิด-19 คลี่คลายนั่นเอง
เสริมความแกร่งให้ผู้เรียน ด้วยกลุ่มวิชาเอกที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทั้งการทำธุรกิจยุคดิจิทัล และ New s-curve ที่น่าจับตาของประเทศไทย
ต่อจากวิชาแกนหลักที่หลักสูตร MBA ที่ CIBA ตั้งใจนำมาสร้างความแตกต่างและแข็งแกร่งให้กับหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตที่ มธบ. แล้ว ผู้เรียนยังสามารถเลือกเรียนเพิ่มเติมตาม “กลุ่มวิชาเลือก” ที่มีให้เลือกหลากหลายถึง 9 กลุ่มวิชา
“กลุ่มวิชาเลือกที่เปิดสอน เราอิงอยู่กับหลักการตลาดยุคดิจิทัลและธุรกิจที่มาแรงในทศวรรษนี้ ได้แก่ การจัดการการตลาด การจัดการ การจัดการการเงินยุคดิจิทัล การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานในยุคดิจิทัล ธุรกิจดิจิทัล ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจอาเซียน ธุรกิจจีน และธุรกิจระดับโลก”
“โดยที่ผ่านมา กลุ่มวิชาเลือกที่มาแรง 3 อันดับแรก ก็มี การจัดการการเงินยุคดิจิทัล การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานในยุคดิจิทัล และกลุ่มวิชาธุรกิจดิจิทัล”
“ทั้ง 3 กลุ่มวิชานี้ นอกจากจะสอดคล้องกับเทรนด์ New normal แล้ว กลุ่มวิชาการจัดการโลจิสติกส์ฯ ยังเป็น New s-curve หรือหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายระดับประเทศ ที่ประเทศไทยมุ่งส่งเสริมและพยายามจะพัฒนาบุคลากรในด้านนี้ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจนี้ด้วย”
“นอกจากนั้น กลุ่มวิชาเลือกที่มาแรงและอยากนำเสนอ คือ กลุ่มวิชาธุรกิจดิจิทัล ซึ่งจะมาเสริมและต่อยอดจากความรู้ที่ผู้เรียนได้เรียนในวิชาแกนไปแล้ว โดยผู้เรียนจะเข้าใจว่า ในกลุ่มของธุรกิจดิจิทัล จะมีในลักษณะไหนได้บ้าง จะได้เห็นมุมมอง เปิดโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น และสามารถนำไปปรับใช้ประกอบธุรกิจได้”

“ที่ผ่านมา เรามีผู้เรียนที่จัดเป็น Success case ของบัณฑิตที่จบจากหลักสูตร MBA ของเรา และสามารถรวมกลุ่มกันไปประกอบธุรกิจได้จริง มีรายได้ทั้งปีระดับเกือบ 100 ล้าน”
จากนั้น ผศ.ดร.ศิริเดช ให้มุมมองที่น่าสนใจในประเด็นที่แต่เดิม การเรียนในหลักสูตร MBA มักกำหนดคุณสมบัติของผู้มาสมัครเรียนว่าต้องมีประสบการณ์การทำงานมาก่อน อย่างน้อย 1-2 ปี ซึ่งคณบดีท่านนี้มองว่า ถ้าหลักสูตร MBA โฟกัสที่การสร้างผู้ประกอบการใหม่ ประสบการณ์การทำงานก็ไม่ใช่คุณสมบัติที่สำคัญอันดับหนึ่งเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว
“เมื่อในยุคนี้หลักการการทำธุรกิจเปลี่ยนไป เข้าสู่ยุคดิจิทัล ยุคออนไลน์ มากขึ้น หลักสูตร MBA ที่ดี ก็ควรเปิดกว้างให้กับผู้เรียนโดยไม่มีข้อจำกัดด้านคุณวุฒิและวัยวุฒิอีกต่อไป”
“เพราะอย่างที่ได้เน้นย้ำไปว่า หลักสูตร MBA ของ CIBA ไม่เน้นการสอนทฤษฎีเป็นหลัก แต่เราเน้นเรื่องการสอนให้ผู้เรียนเขียนแผนธุรกิจเป็น เข้าใจ products เข้าใจลูกค้า เข้าใจเทคโนโลยี”
“ดังนั้น ในมุมมองส่วนตัว ผมมองว่า ไม่ได้มีความจำเป็นว่าผู้ที่ตั้งใจจะมาเรียน MBA จะต้องมีประสบการณ์การทำงาน เพียงแค่ผู้เรียนสามารถบอกถึงจุดมุ่งหมายของการมาเรียนรู้เพิ่มเติมในหลักสูตรนี้ ที่เน้นการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์การสร้างความเป็นผู้ประกอบการให้เขาได้ แค่นี้เขาก็ควรมีสิทธิได้เรียนแล้ว”
“ผมอยากโฟกัสไปที่ผู้เรียนที่อาจจะเป็นเด็กที่เรียนจบปริญญาตรีมา แล้วมีความตั้งใจชัดเจนว่าจะเป็น ผู้ประกอบการยุคดิจิทัล ก็สามารถมาเรียนต่อในหลักสูตร MBA ของเราได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์การทำงาน เพราะเป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษามากกว่าที่ต้องทำทุกวิถีทางที่จะเพิ่มพูนทักษะจำเป็นด้านธุรกิจดิจิทัล ปูทางสู่การเป็นผู้ประกอบการของเขาให้ได้”
“ยิ่งเป็นเด็กในเจนนี้ การเป็นผู้ประกอบการ มีธุรกิจเป็นของตนเอง ก็ถือว่าเป็นความใฝ่ฝันของเด็กเจนนี้อยู่แล้ว ดังนั้นถ้าใครมี passion ในด้านนี้ ก็เหมาะสมมากที่จะมาเรียนกับเรา”
หลักสูตร MBA ที่ดี ต้องขานรับกระแส New normal พร้อมเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับ ผู้ประกอบการดิจิทัล ให้ได้
เป็นเรื่องชัดเจนอยู่แล้วว่าในยุคหลังวิกฤตโควิด-19 คลี่คลาย ธุรกิจหลายรูปแบบต้องปรับตัว ตอบรับกับกระแส New normal ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะมาในเชิงของดิจิทัลมากขึ้น ออนไลน์มากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ ผศ.ดร.ศิริเดช เน้นย้ำชัดเจน
“ยกตัวอย่าง ธุรกิจร้านอาหาร ที่ผมเชื่อว่าแม้วิกฤตโควิดจะคลี่คลายไปแล้ว คนก็ยังไม่กล้าที่จะมานั่งกิน สุดท้ายรูปแบบการทำธุรกิจก็ต้องปรับเปลี่ยน”
“โดยเฉพาะรูปแบบการทำธุรกิจ ที่มองว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างชัดเจน ก็คือในเรื่องของ Smart supply chain ซัพพลายเออร์ก็จะสั่งวัตถุดิบแบบออนไลน์ ลูกค้าก็จะสั่งซื้อแบบออนไลน์ นั่นหมายความว่า เขาต้องมีตัวเชื่อมตรงกลาง โดยในที่นี้อาจจะเป็นแพลตฟอร์มในรูปแบบหนึ่ง”
“นอกจากนั้น รูปแบบของการรวมธุรกิจ โดยเป็นผู้นำเสนอแพลตฟอร์มอย่าง Market place ที่ตอนนี้หลายสถาบันการศึกษาได้ริเริ่ม รวมไปถึงรูปแบบของแพลตฟอร์มที่รวมสินค้าออนไลน์ทุกประเภทอย่าง ลาซาด้า Shopee ผมมองว่า มาร์เกตเพลส ในรูปแบบแพลตฟอร์มออนไลน์นี้จะโตขึ้นอย่างมาก ในยุคหลังวิกฤตโควิด-19 ผ่านพ้นไป”
“โดยอาจจะเกิด มาร์เกตเพลส ที่แยกประเภทของผลิตภัณฑ์ที่ทำการซื้อขายกัน ก็เป็นไปได้ และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ยกตัวอย่าง Grab ที่ตอนนี้ก็กระจายออกเป็น Grab food Grab car หรือ Grab Express เป็นต้น”
“เพราะต้องอย่าลืมว่า คนในตอนนี้ หรือแม้แต่ในช่วงหลังวิกฤตโควิดคลี่คลายไป คนก็ยังไม่กล้าที่จะไปช้อปปิง แต่ด้วยความชอบ คนก็ยังอยากจะช้อป จึงแก้ด้วยการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น”
“ดังนั้นใน Smart supply chain ก็จะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ซัพพลายเออร์ ลูกค้า และคนที่จะมาเป็นสื่อกลางระหว่าง 2 ฝ่ายนี้ โดยอาจจะหมายถึงผู้ประกอบกิจการส่งของ ที่จะกลายเป็นคนกลาง ด้วยเหตุนี้ จึงคาดเดาได้เลยว่าหลังยุคโควิด ตลาดโลจิสติกส์ ตลาด Supply chain จะโตขึ้นอีกมาก”
“ผมจึงมองว่าการปรับหลักสูตร MBA ให้ตอบสนองการสร้างผู้ประกอบการใหม่ เป็นสิ่งที่มาถูกทางแล้ว เพราะธุรกิจใหม่ๆจะเกิดขึ้นอีกมากมายหลังวิกฤตโควิดอย่างที่กล่าวไป ดังนั้น ภารกิจในการผลิตคนคุณภาพให้มีความเป็นผู้ประกอบการจึงเป้ฯภารกิจเร่งด่วนของภาคการศึกษา เพราะคนเหล่านี้จะกลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนให้ภาคเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้นได้ในเร็ววัน”

“นอกจากนั้น เทรนด์การสร้างผู้ประกอบการดิจิทัล ยังจำเป็นในอนาคตอันใกล้ เพราะผมมองว่าหลังจากวิกฤตโควิดคลี่คลาย จากนั้นอีกสัก 1-2 ปี คนก็จะเริ่มกลับมาคิด ทบทวนแล้วว่าการจะอยู่รอดในสังคมที่มีความไม่แน่นอนแบบนี้อย่างไร”
“คำตอบก็จะไปปรากฎชัดว่าไอเดียการคิดริเริ่มที่จะทำธุรกิจเพื่อความอยู่รอดก็ไม่เลว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใดก็ตาม ต่อไปคนจึงจะผันตัวมาเป็นเจ้าของธุรกิจ มาเป็นผู้ประกอบการ กันมากขึ้น”
“จากนี้ไปจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมของการพัฒนาทักษะของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงอุดมศึกษาฯ ที่ขอความร่วมมือสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ให้พยายามเปิดหลักสูตร การอบรม ที่เป็นการพัฒนาทักษะของคน ในรูปแบบของการ Reskill & Upskill”
“เพราะวิกฤตที่ผ่านมาทำให้มีคนตกงานเพิ่มขึ้น และคนมีทักษะแบบเดิมๆจะอยู่ไม่ได้ในสังคมนี้ ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องมา Reskill & Upskill เพื่อปรับทักษะของคนทำงานใหม่ให้เขาสามารถพัฒนาตนเองให้ไปเป็นผู้ประกอบการได้มากขึ้น”
อย่างไรก็ดี ผศ.ดร.ศิริเดช ก็สรุปด้วยว่า หลังจากผ่านวิกฤตโควิดไปได้ 1-2 ปีอย่างที่กล่าวมา เมื่อองค์กรธุรกิจได้ฟื้นตัว การกลับมาจ้างงานจึงจะเกิดขึ้นได้อีกครั้ง ณ ตอนนั้น
เปิด 5 ทักษะจำเป็น สำหรับว่าที่ผู้ประกอบการดิจิทัลรุ่นใหม่ ปูทางสู่ New normal ของการทำธุรกิจยุคหลังวิกฤตโควิด
เมื่อถามถึง 5 ทักษะ ที่ ผศ.ดร.ศิริเดช มองว่ามีความจำเป็นสำหรับคนที่จะเป็นว่าที่ผู้ประกอบการ หรือผู้เรียน MBA ในอนาคต ในยุคหลังวิกฤตโควิด เพื่อรับ New normal ที่จะเกิดขึ้น คณบดี CIBA ก็ฟันธงออกมา เป็น 5 ทักษะ ต่อไปนี้
- หนึ่ง ทักษะที่จะรู้ถึงการตอบสนองความต้องการของลูกค้า หรือเข้าใจถึง Pain point ของลูกค้า
การจะประสบความสำเร็จในฐานะผู้ประกอบการ ต้องมั่นใจก่อนว่าสินค้าที่นำเสนอนั้นตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ยิ่งในปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในทางดิจิทัลมากขึ้น ผู้เรียนก็ต้องพยายามสร้างเสริมทักษะที่สอดคล้องกับการนำเสนอนวัตกรรมสินค้า หรือนวัตกรรมธุรกิจ ที่โดนใจผู้บริโภคยุคใหม่ด้วย
- สอง ต้องมีทักษะในด้าน Digital Literacy
ไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านดิจิทัล หรือ เทคโนโลยี ยกตัวอย่าง ถ้าอยากจะสร้างมาร์เกตเพลสขึ้นมาสักหนึ่งแพลตฟอร์ม เราก็ต้องรู้เรื่องของระบบไอทีที่จะมาซัพพอร์ตด้วย แต่ไม่ได้ถึงขนาดว่าต้องเขียนโปรแกรมเป็น แต่ต้องสามารถสื่อสารกับโปรแกรมเมอร์ที่จะเขียนโปรแกรมให้ได้ว่ามีความต้องการให้มาร์เกตเพลซนั้นออกมามีฟังก์ชันและหน้าตาอย่างไร

- สาม ทักษะด้านการเขียนแผนธุรกิจ
ทักษะนี้มีความสำคัญมาก โดยต้องเข้าใจก่อนว่า ต้นทุนของสินค้าของคุณราคากี่บาท จะตั้งราคาขายเท่าไร และจะมีกำไรกี่บาท โดยในแผนธุรกิจจะบอกหรือคาดการณ์ผลประกอบการได้ ทำให้เราสามารถควบคุมเม็ดเงินลงทุนที่จะนำไปลงทุนได้ตั้งแต่การซื้อวัตถุ การทำการตลาด นำมาสู่การตั้งราคาว่าควรจะเท่าไรได้
และทักษะการเขียนแผนธุรกิจก็จะทำให้เข้าใจในเรื่องของ Smart supply chain ด้วย จะมองไปได้ตั้งแต่การหาวัตถุดิบมาผลิตสินค้า และการหาความต้องการของตลาด ว่ามีมากพอที่จะลงทุนหรือไม่
- สี่ ทักษะด้านการวางแผนการเงิน รวมไปถึง การระดมทุน
เพราะทุกวันนี้ ธุรกิจของสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี จะเน้นเรื่องของการระดมทุน หรือ Crowd funding ผ่านทางโซเชียลมีเดีย หรือผ่านทางสาธารณชน ด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์
- ห้า ทักษะการทำการตลาดดิจิทัล
ทักษะนี้จะทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของสินค้า ซึ่งตอนนี้ไปอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์กันหมดแล้ว
ส่องมาตรการเด็ด ‘สิงคโปร์’ ช่วยนักศึกษาใกล้จบ-บัณฑิตป้ายแดง ฝ่าวิกฤต COVID-19 อย่างไร ไม่ให้เคว้ง













