Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.128/63

EEC ปรับแนวทางการพัฒนาบุคลากรการศึกษาสู้โควิด-19 เน้นหลักสูตรระยะสั้น ตอบโจทย์ความต้องการอุตสาหกรรมแบบตรงจุด

นายอภิชาต ทองอยู่
นายอภิชาต ทองอยู่
นายอภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานพัฒนาบุคลากรและการศึกษา เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC HDC ชี้ถึงการปรับแนวทางในการพัฒนากำลังคนและการศึกษาเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 โดยได้ใช้แนวทางการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้น (Short course) เพื่อเสริมความต้องการกำลังคนของบรรดาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่กำลังปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างตรงจุด
โดย EEC HDC ได้ทำความเข้าใจกับหน่วยงานต่างๆ ที่ได้รับงบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการจาก EEC ให้ปรับใช้งบประมาณเพื่อเสริมการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นที่มีสูตรความร่วมมือแบบ 50:50 ระหว่างผู้ประกอบการกับ EEC ซึ่งปรากฎว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากทุกหน่วยงาน โดยงบประมาณในการฝึกอบรมส่วนที่เหลือของแต่ละหน่วยงานจะปรับไปสู่ทิศทางความร่วมมือกับอุตสาหกรรมที่จะผนึกกำลังกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานต่างๆ ที่ประสานงานกับ EEC HDC เพื่อจัดฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรมที่จะรับคนเข้าไปทำงานโดยตรง
ทั้่งนี้ ตั้งเป้าหมายว่าการพัฒนาบุคลากรในรูปแบบดังกล่าว ในปีงบประมาณ 2563 จะช่วยผลิตบุคลากรให้ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการอย่างน้อย 10,000 คน ภายในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ 5 เดือนของปีงบประมาณนี้ อย่างแน่นอน โดยขณะนี้ได้เดินหน้าไปแล้วกว่า 50 หลักสูตร ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับหลากหลายอุตสาหกรรม โดยมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่ EEC ร่วมดำเนินการ เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก มหาวิทยาลัยบูรพา รวมถึงมหาวิทยาลัยเอกชนอย่างมหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี และสถาบันการศึกษาในระดับอาชีวศึกษาต่างๆ ก็กำลังดำเนินการภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และ EEC HDC ซึ่งการพัฒนากำลังคนด้วยหลักสูตรระยะสั้นนี้ จะเป็นแนวทางหลักที่จะใช้ขับเคลื่อนต่อไป เนื่องจากประหยัดเวลา ผู้ประกอบการในแต่ละอุตสาหกรรมได้แรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการของตัวเอง และผู้สำเร็จหลักสูตรการฝึกอบรมระยะสั้นมีงานรายได้ดีทำแน่นอน
ทั้งนี้ การจัดสรรงบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  ประจำปีงบประมาณ 2563 ให้กับโครงการต่างๆ เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมแนวทางการพัฒนาบุคลากรการศึกษา การวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนา EEC ให้บรรลุเป้าหมาย โดยมีส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่ร่วมจัดทำโครงการในการขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนาบุคลากรภายใต้กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย และพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก กว่า 30 หน่วยงาน เพื่อให้เกิดการบูรณาการในการผลิตและพัฒนากำลังคนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในทุกระดับ ให้มีมาตรฐานที่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ รวมถึงเป็นการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ที่สำคัญนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนบุคลากรในพื้นที่ EEC จะได้พัฒนาศักยภาพ ให้เป็นกำลังคนที่มีคุณภาพ มีโอกาสในการประกอบอาชีพที่มีรายได้สูง และมีความก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

เตือนเถ้าแก่ดึง ‘AI-IoT’ เสริมแกร่งก่อนถึงทางตันแรงงานหายจากระบบ

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปกล่าวผ่านการเสวนาออนไลน์ (Webinar) ร่วมกับ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผู้จัดงานโพรแพ็ค เอเชีย ในหัวข้อ “ทางออกอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยในวิกฤติโควิด-19″ ว่าผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าต้องปรับตัวเข้าสู่ยุค 4.0 ให้เร็วขึ้น มีการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เป็นระบบออโตเมชั่น เอไอ (Artificial Intelligence : AI) และ ไอโอที (Internet of things : IoT) มากขึ้น จากปัญหาสำคัญที่จะเกิดขึ้นคือเรื่องของแรงงานที่มีแนวโน้มลดลง แรงงานภายในประเทศมีอัตราการเกิดน้อยและเข้าสู่ภาวะสูงวัย ส่วนแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านก็จะน้อยลงจากความยากในการเข้าออกประเทศจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และการลงทุนที่เริ่มกระจายไปในหลายประเทศในภูมิภาคทำให้แรงงานเหล่านี้มีโอกาสทำงานในประเทศตัวเองได้มากขึ้น แต่ข้อดีคือปัจจุบันเทคโนโลยีเครื่องจักรมีราคาที่ถูกลงผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยไทยนำเข้าเครื่องจักรจาก 3 ประเทศหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น และเยอรมัน สัดส่วนรวมกันอยู่ที่ประมาณ 50-70% ซึ่งเทคโนโลยีเครื่องจักรเหล่านี้นอกจากจะแก้ปัญหาในเรื่องของแรงงานแล้ว ยังทำให้ผู้ประกอบการยกระดับประสิทธิภาพและมาตรฐานการผลิต เพิ่มปริมาณการผลิต มีความปลอดภัยปลอดเชื้อ ประหยัดพลังงาน สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ดี ทำให้สามารถแข่งขันได้มาก

สถานการณ์คลี่คลาย กกร. เคาะเศรษฐกิจไทยดีกว่าคาดการณ์ไอเอ็มเอฟ

สถานการณ์โควิด-19 ในไทยเริ่มคลี่คลาย จนภาครัฐทยอยผ่อนปรนให้กิจการบางประเภทกลับมาเปิดให้บริการภายใต้แนวปฏิบัติที่ระมัดระวังโดยคงมาตรการ Social Distancing ไว้ อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การประกอบกิจการของภาคธุรกิจบนภาวะปกติใหม่ (New Normal) ยังเต็มไปด้วยความความท้าทาย ขณะเดียวกันเศรษฐกิจหลักในโลกล้วนได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และหลายประเทศสถานการณ์ยังไม่ยุติ ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในภาวะถดถอยในปี 2563 ซึ่งจะเป็นแรงกดดันอย่างต่อเนื่องต่อการส่งออกและภาคการผลิตในไทย ภายใต้สมมติฐานที่ไม่เกิดการระบาดระลอกใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศและภาครัฐทยอยผ่อนปรนการดำเนินกิจการเพิ่มเติมตามลำดับ ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจน่าจะค่อยๆกลับมาดีขึ้นหรือฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด และทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะหดตัวน้อยลงจากในช่วงครึ่งปีแรก สำหรับทั้งปี 2563 กกร. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจหดตัวในกรอบ-5.0% ถึง -3.0% ดีกว่าที่ IMF ประเมินไว้ว่าจะหดตัว -6.7% เนื่องจากภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ มีมาตรการเยียวยาที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ขณะที่การส่งออกในปี 2563 อาจจะหดตัว -10.0% ถึง -5.0% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในกรอบ -1.5% ถึง 0.0%

SME D Bank จับมือ ม.บูรพา เติมความรู้เสริมทักษะเอสเอ็มอีไทย

นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์
นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า สถานการณ์เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในวงกว้าง ธพว.ในฐานะธนาคารหลักของรัฐ เพื่อการพัฒนา SMEs ไทยให้เติบโตและยั่งยืน พร้อมส่งเสริม เติมความรู้ และสร้างทักษะให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี โดยร่วมกับวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จัดอบรมเชิงปฏิบัติการวางแผนการตลาดผ่านระบบออนไลน์ Google Hangout Meet ด้วยหลักสูตรการตลาด การจัดการ การบัญชีและการเงินต่อเนื่อง ตลอดเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน 2563 เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการธุรกิจ วางแผนการตลาดที่เหมาะสม พร้อมเข้าสู่แหล่งเงินทุนและกลับมาเดินหน้าธุรกิจได้รวดเร็วเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง ซึ่งได้รับเกียรติจากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยบูรพามาถ่ายทอดให้ความรู้ รวมทั้งยังให้คำปรึกษาและแนะนำผู้ประกอบการ นำไปใช้ต่อยอดเป็นแนวทางในการปรับปรุงแผนธุรกิจ และกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อรับมือสถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรมหลักสูตรการตลาด การจัดการ การบัญชีและการเงิน ทุกวันอาทิตย์ ประกอบด้วย วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 การเพิ่มมูลค่าและการปรับตัวด้านต้นทุนด้วยการจัดการ, วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 การออกแบบกลยุทธ์ด้านการเงิน, วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 ฝึกปฏิบัติจัดทำแผนนโยบายธุรกิจ (BP) สำหรับ SMEs, วันที่ 7 มิถุนายน 2563 การนำเสนอนวัตกรรมแผนนโยบายธุรกิจ (BP) เพื่อรับการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน  และวันที่ 14 มิถุนายน 2563 บริการและการสนับสนุน SMEs จาก SME D Bank ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสมัครได้ที่ QR Code ในโปสเตอร์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร.1357

มหา’ลัยเร่งปั้น ‘วิศวกรชีวการแพทย์–แพทย์นวัตกร’ ต่อสู้โรคระบาดในอนาคต

วิกฤตโควิด-19 นับเป็น The Fight of the Century หรือ “การต่อสู้แห่งศตวรรษ” ระหว่างมนุษย์ 7.8 พันล้านคน กับไวรัสที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเขย่าโลกให้ปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ “โลกกำลังเผชิญสงครามชีวภาพโควิด-19 การผลิตแพทย์นวัตกรคือกองหนุนสำคัญ” รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว เช่นเดียวกับชวพล ดิเรกวัฒนะ นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ยอมรับว่าไม่มีใครจะคาดคิดว่าไวรัสตัวจิ๋วจะจู่โจมเราได้รวดเร็วทั่วโลก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโรคติดเชื้ออุบัติใหม่เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขตลอดมา การมาของโควิด-19 ได้พลิกโลก…สังคมและพฤติกรรมของมนุษย์ให้เปลี่ยนไป รวมถึงการแพทย์และสาธารณสุขด้วย วิศวกรชีวการแพทย์ และ แพทย์นวัตกร คือดีไซเนอร์แห่งวงการแพทย์ บุคคลเหล่านี้จะเป็นพลังในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดในอนาคต

เปิด ‘แฟรนไชส์’ ราคาหลักหมื่น เพิ่มทางเลือกลงทุน สร้างอาชีพหลังวิกฤต

ว่ากันว่าแฟรนไชส์เป็นธุรกิจที่ง่ายต่อการเริ่มต้นสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ มีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนด้วยตนเอง เนื่องจากมีเจ้าของแฟรนไชส์หรือแฟรนไชส์ซอร์ช่วยคิดวางแผนธุรกิจและการเงินให้โดยไม่จำเป็นต้องลองผิดลองถูกเอง ทำให้แฟรนไชส์มีอัตราความเสี่ยงทางธุรกิจต่ำ สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ (ผู้ที่ได้รับผลกระทบฯ) ในการก้าวสู่การเป็นมืออาชีพในแวดวงธุรกิจอย่างเต็มตัว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงเตรียมแผนรองรับ/ฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยจะใช้โมเดล ‘แฟรนไชส์’ มาช่วยบรรเทาความเดือดร้อน โดยกรมฯจะคัดเลือกแฟรนไชส์ที่ผ่านการส่งเสริมจากกรมฯ และมีเงินลงทุนไม่มาก ตั้งแต่ 10,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท มาให้ผู้ที่สนใจลงทุนในระบบแฟรนไชส์แต่มีเงินไม่มากสามารถเลือกลงทุนและเป็นเจ้าของกิจการได้ “สำหรับผู้ที่สนใจเลือกแฟรนไชส์ไปประกอบอาชีพแล้ว แต่ยังไม่มีทำเลหรือสถานที่ขายสินค้า กรมฯ เตรียมประสานงานกับสถานีให้บริการน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า และคอนวีเนียนสโตร์ขนาดใหญ่ ในการจัดหาพื้นที่ขายสินค้าให้  โดยรายละเอียดการจัดสรรพื้นที่จะพิจารณาตามความเหมาะสมของสินค้าแต่ละประเภท ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่เลือกซื้อแฟรนไชส์” นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว