‘อสต. อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว’ กำลังเสริมระบบสาธารณสุขไทย สอดส่องดูแลกลุ่ม ‘แรงงานต่างด้าว’ ให้ปลอดโควิด

เพียงเพราะหลงลืมใส่ใจกับกลุ่มแรงงานนอกระบบ หรือแรงงานต่างชาติ รุกลามกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ทำให้สถานการณ์การแพร่เชื้อในประเทศสิงคโปร์ ดำดิ่งสู่ความเลวร้ายขั้นสุด โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมทะยานขึ้นไปอยู่ที่ 20,939 คน และจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้น 788 คน ซึ่งแน่นอนว่าเกิน 80 เปอร์เซ็นต์ คือ แรงงานต่างชาติ อสต. อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว

นี่จึงเป็นบทเรียนให้กับนานาชาติได้ดีในเรื่องการรับมือกับวิกฤตโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานต่างชาติหรือแรงงานต่างด้าว ที่แน่นอนว่าสิทธิในการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขนั้นน้อยกว่าประชากรทั่วไป ทว่า เมื่อใดที่ละเลยคนกลุ่มนี้ หายนะอาจเกิดขึ้นได้แบบไม่ทันตั้งตัว เพราะเหตุนี้กุศลโลบายในการยืมมือ ‘อสต. อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว’ มาเป็นกำลังเสริมในการสอดส่องดูแลกลุ่ม ‘แรงงานต่างด้าว’ ให้ปลอดโควิด จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในทั่วทุกภูมิภาคของไทย
ตั้งแต่วิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19 เกิดขึ้น อสต. อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว ก็เริ่มออกปฏิบัติการเชิงรุกในทันที โดยวิธีการทำงานเทียบเคียงได้กับ อสม. หรือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน แค่ อสต. โฟกัสชัดเจนไปดูแลกลุ่มแรงงานต่างด้าวนั่นเอง

จุดกำเนิด อสต. อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว จิตอาสาช่วยป้องกันโรคระบาด ผู้เข้าใจแรงงานต่างด้าวดีกว่าใคร

หากจะทำความรู้จัก ‘อสต. อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว’ ควรทำความรู้จักเหล่าจิตอาสากลุ่มนี้ตั้งแต่จุดกำเนิด ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อปี 2560 ที่มีการรายงานข่าวว่า “มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย” ได้เสนอให้ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) บรรจุ อสต.ในโครงสร้างระบบสาธารณสุข เพื่อสนับหนุนการทำงาน อสต. แบบมีนโยบายรองรับ พร้อมดึงคนข้ามชาติ ร่วมเป็นเครือข่าย อสต.เพิ่ม
โดยให้คนกลุ่มนี้ ทำหน้าที่หลักในการดูแลสุขอนามัยและสาธารณสุขในพื้นที่แรงงานข้ามชาติ ช่วยควบคุมและป้องกันโรคระบาด ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อระบบสุขภาพของประเทศอย่างแน่นอน
ชูวงศ์ แสงคง ผู้จัดการโครงการพิเศษมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ในขณะนั้น กล่าวถึงที่มาของข้อเสนอนี้ว่า
ชูวงศ์ แสงคง
ชูวงศ์ แสงคง
“แนวคิดการขอความความร่วมมือจากกลุ่มคนต่างด้าว หรือคนต่างชาติ ให้มาเป็น อสต. เกิดจากการทำงานที่มูลนิธิศุภนิมิตได้เข้าไปทำงานกับกลุ่มคนข้ามชาติ โดยมุ่งไปที่ประเด็นด้านสุขภาพ ซึ่งพบปัญหานอกจากการสื่อสารที่ไม่เข้าใจด้วยภาษาที่ต่างกันแล้ว ยังมีเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจ
ด้วยเหตุนี้ ทางโครงการจึงได้หาอาสาสมัครที่เป็นคนข้ามชาติมาร่วมอบรมเพื่อทำหน้าที่ดูแลสุขอนามัยและสาธารณสุข รวมถึงการป้องกันโรคในกลุ่มคนข้ามชาติด้วยกัน เรียกว่า “อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว” (อสต.) โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2540”

“แต่ด้วยขณะนั้นการทำงานด้านสุขภาพในกลุ่มคนข้ามชาติ มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ดำเนินการเป็นโครงการ ทำให้การทำงาน อสต.หยุดชะงักเป็นช่วงตามโครงการเช่นกัน จึงคิดว่าทำอย่างไรให้การทำงาน อสต.สามารถดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง”
“และเมื่อดูในระบบสาธารณสุขเห็นว่า ประเทศไทยมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นคนในชุมชนที่ได้รับการอบรมจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข มีจิตอาสาในการดูแลและให้คำแนะนำสุขอนามัยเพื่อสุขภาพและให้การช่วยเหลือพื้นฐาน น่าที่จะเชื่อมต่อกับ อสต.ได้”
ที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้เป็นสื่อกลางชวน อสม.ที่อยู่ในชุมชนเดียวกันมาทำงานประกบคู่กับ อสต. เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกับระบบสาธารณสุข โดย อสม.ดูแลคนไทย ส่วน อสต.ให้ดูแลคนข้ามชาติ
โดยผลลัพธ์จากการดำเนินการนั้น นอกจากเกิดการดูแลสุขภาพคนในพื้นที่ได้อย่างครอบคลุม ยังแก้ไขปัญหา อสม.ที่ไม่สามารถสื่อสารกับคนข้ามชาติได้ ขณะเดียวกัน อสม.ยังช่วยสนับสนุนการทำงาน อสต. โดยในกรณีโรงงาน บ้านเช่า อสม.จะเป็นผู้ขออนุญาตให้กับ อสต.ในการเข้าไปดูแล
ดังนั้น ผู้จัดการโครงการพิเศษมูลนิธิศุภนิมิตฯ จึงชี้ว่าหากดึงคนข้ามชาติร่วมทำหน้าที่ อสต.ได้ จะเป็นประโยชน์ต่อระบบสาธารณสุขประเทศแน่นอน

“อสต. แตกต่างกับพนักงานสาธารณสุขต่างด้าว (พสต.) ที่ สธ. อนุมัติให้มีการจ้างเพื่อทำหน้าที่เป็นล่ามใน รพ.สต. ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อไม่มีงบประมาณก็ไม่มี พสต. ขณะที่ อสต. เป็นคนข้ามชาติที่มีจิตอาสาและทำงานนี้โดยไม่มีค่าตอบแทน เพียงแต่ต้องตกลงเวลาการออกทำหน้าที่ให้ชัดเจนเท่านั้น”

“ดังนั้น เพื่อให้ อสต.อยู่ในระบบ ควรมีการบรรจุ อสต.ในโครงสร้างระบบสาธารณสุข ให้มีการดูแลจากภาครัฐ ซึ่งเป็นการทำให้คนทำงานรู้สึกภาคภูมิใจ ไม่ใช่เป็นเพียงตำแหน่งที่ตั้งขึ้นเอง”

ความจำเป็นที่ต้องมี อสต. ในพื้นที่ชุมชนคนข้ามชาติ

ตัวแทนมูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ควรมี อสต. ในระบบสาธารณสุขไทย เพื่อเป็นตัวช่วยในการดูแลกลุ่ม คนข้ามชาติ แรงงานต่างด้าว ในช่วงวิกฤตโรคระบาดว่า
“ขออ้างอิงการทำงานของ อสม.ไทย ในยามที่ประเทศไทยเกิดโรคระบาด การควบคุมโรคในพื้นที่เป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญและเป็นที่ยอมรับแม้แต่องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังยกโมเดลการมี อาสาสมัครสาธารณสุข เป็นต้นแบบของกลไกในการป้องกันการแพร่เชื้อในชุมชน”
“เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดโรคซาร์ส ไข้หวัดนก ความสำเร็จของการควบคุมโรคที่ทำได้เร็ว เนื่องจากเรามีอาสาสมัครสาธารณสุขทำงานในพื้นที่ เช่นเดียวกัน อสต. ซึ่งก็คืออาสาสมัครสาธารณสุขเช่นกัน หากเรามองว่า อสม.มีความสำคัญ อสต.ก็มีความสำคัญเช่นกัน เพียงแต่เน้นการทำงานในพื้นที่แรงงานข้ามชาติเท่านั้น”
“เวลาเกิดปัญหาโรคท้องร่วงในพื้นที่คนข้ามชาติ คนที่เข้าถึงพื้นที่ก่อน คือ อสต. ที่เข้าไปช่วยดูและรายงานสถานการณ์ เช่นเดียวกับโรคไข้เลือดออก คนที่ทำหน้าที่รณรงค์ คว่ำขันน้ำ ใส่ทรายอะเบท กำจัดลูกน้ำยุงลายก็คือ อสต.ไม่เพียงลดการแพร่ระบาดโรคในพื้นที่ แต่ยังทำให้โรคไม่แพร่กระจายออกไป ซึ่งนี่เป็นความสำคัญที่ในชุมชนควรมี อสต.”
โดยเมื่อปี 2560 ที่ข่าวนี้ได้เผยแพร่ออกไป ในวันนั้น มีจำนวน อสต.ตามที่มูลนิธิศุภนิมิตฯได้ส่งรายชื่อไปยังกองสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ที่ดูแล อสม.มีจำนวน 87 คน ทำงานในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก จ.ระนอง และ จ.ภูเก็ต และมี อสต.ที่ทำงานร่วมกับเอ็นจีโอในส่วนอื่นๆ คาดว่ามีประมาณ 200-300 คน

อสต. พลังของระบบสาธารณสุขไทย พาคนข้ามชาติ แรงงานต่างด้าว พ้นภัยโควิดไปด้วยกัน

มาในวันนี้ เมื่อเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ขึ้น อสต. ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วไทย ก็กลายเป็นพลังของระบบสาธารณสุขไทย ที่ช่วยป้องกัน คัดกรอง และให้ความรู้ กับกลุ่มคนข้ามชาติ และแรงงานต่างด้าว ได้เป็นอย่างดี

อาสาสมัครต่างด้าวลงพื้นที่ให้ความรู้ชาวเมียน

อสต. หรือ อาสาสมัครต่างด้าวลงพื้นที่ให้ความรู้กับชุมชนแรงงานชาวเมียนมาในช่วงโรคโควิด-19 เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันให้กับชุมชนแรงงานเพื่อนบ้านดูแลตนเอง และการเข้าถึงสถานการณ์ข่าวสารในปัจจุบัน.#อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว#สู้โควิดไปด้วยกัน#จังหวัดระนอง#แลต๊ะแลใต้ #ThaiPBSรับชมแลต๊ะแลใต้ทาง Youtube ช่อง #แลต๊ะแลใต้————-ติดตามแลต๊ะแลใต้ได้ในเว็บไซต์ www.thaipbs.or.th/laetalaetai

โพสต์โดย แลต๊ะแลใต้ เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2020

โดยในรายการ “แลต๊ะแลใต้” ที่ออกอากาศทางช่อง ไทยพีบีเอส ได้หยิบเอาประเด็นเรื่อง อสต. อาสาสมัครต่างด้าว ลงพื้นที่ให้ความรู้กับชุมชนแรงงานชาวเมียนมาในช่วงโรคโควิด-19 เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันให้กับชุมชนแรงงานต่างด้าวให้ดูแลตนเอง และตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าถึงสถานการณ์ข่าวสารในปัจจุบัน
ไซม่อน ตัวแทนอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว ให้ข้อมูลในรายการว่า
“ในตอนนี้ อสต. ในพื้นที่จังหวัดระนอง มีประมาณ 100 กว่าคน อสต. ทำงานประสานกับ สสจ. หรือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เมื่อมีการระบาดของเชื้อโควิด-19 เกิดขึ้น ทาง สสจ. จะให้ใบปลิว เอกสาร ป้ายไวนิลให้ความรู้เรื่องการระบาดของโรคนี้ให้กับทาง อสต. หน้าที่ของ อสต.ก็นำไปแจกหรือปิดประกาศให้ชาวบ้านในชุมชนต่อ พร้อมกำชับ ทำความเข้าใจเรื่องอาการ การระบาดของโรคในเบื้องต้น”
ส่วน ตินมาร์ อสต. อีกคน ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “เราจะสื่อสาร ทำความเข้าใจ ถึงวิธีการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ไปยังทุกคนในชุมชน กำชับให้ใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ กินอาหารที่ปรุงสุก สะอาด อย่างตอนที่ภาครัฐประกาศเคอร์ฟิวออกมา เราก็ไปกระจายข่าวกับชาวบ้านว่า ช่วงสี่ทุ่ม ถึง ตีสี่ ออกจากบ้านไม่ได้ ไปทำงานไม่ได้นะในช่วงนี้ เพราะทางการเขาห้าม ถ้าฝ่าฝืนจะโดนจับโดนปรับ”
นอกจากการสื่อสาร สร้างความเข้าใจ ในความรู้พื้นฐานของการดูแลตนเองและชุมชนให้ปลอดเชื้อโควิด-19 แล้ว อสต. ยังถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือชาวเมียนมาในชุมชนคนข้ามชาติด้วย โดย ฐิติยา สามารถ เจ้าหน้าที่มูลนิธิศุภนิมิตประเทศไทย จ.ระนอง ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า
“กว่า 20 ปีแล้ว ที่เราทำหน้าที่เป็นในการดูแลชุมชนคนข้ามชาติในพื้นที่ จ.ระนอง โดยมี อสต.เป็นกำลังสำคัญในการลงไปสื่อสาร ทำความเข้าใจ กับชาวบ้านในพื้นทีอีกทีหนึ่ง”

“โดยเรายึดตามหลักการว่า ในจังหวัดชายแดน เราจะมีแต่ อสม.ไทยไม่ได้ เราต้องมี อสต. ที่สามารถสื่อสารภาษาเดียวกันกับคนในชุมชนได้ด้วย โดยที่ผ่านมา กลุ่มเอ็นจีโอ ที่ทำงานด้านสาธารณสุขกับคนต่างด้าว ก็จะมีอาสาสมัครสาธารณสุขนี้ไว้ประสานงานในพื้นที่อยู่แล้ว เพียงแต่เราจะมีคำเรียกไม่เป็นทางการ อย่าง อาสาพม่า หรือ อาสาคนเมียนมา”

ด้าน นายแพทย์พรเทพ อัศวพัชระ รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.ระนอง กล่าวถึง การดูแลด้านสาธารณสุขในกลุ่มแรงานต่างด้าว หรือแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิดนี้เพิ่มเติมว่า
“นอกจาก ทีมสาธารณสุขจาก รพ.สต. หรือโรงพยาบาลสุขภาพระดับตำบล ที่จะลงพื้นที่ไปดูแลสุขอนามัยของกลุ่มคนข้ามชาติแล้ว เราก็มีพลังเป็น อสต. ไปเป็นหูเป็นตาให้เราในแต่ละชุมชน และยังทำหน้าที่เป็นล่าม สื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชาวไทย กับชาวบ้านในชุมชนคนข้ามชาติในพื้นที่”
“และที่ผ่านมา เราก็ได้จัดทำสื่อให้ความรู้เรื่องการดูแลตนเอง การป้องกันคนรอบข้าง สมาชิกครอบครัว ให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อโควิด-19 เป็นสองภาษา ทั้งภาษาไทย และภาษาเมียนมา โดยในตอนนี้ตามสถิติ เรามีแรงงานต่างชาติ อยู่ในระบบประมาณ 40,000-50,000 คน”
ตูตู มล อสต.ในพื้นที่ จ.ระนอง อีกคน เล่าว่า ที่ผ่านมาก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 เธอมีหน้าที่ลงพื้นที่ในชุมชนไปให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรควัณโรค โรคเอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
“พอมาวันนี้ ต้องมาให้ความรู้เรื่อง การป้องกันตนเองจากโรคโควิด-19 ก็ต้องพยายามหาวิธีอธิบาย ให้ความรู้กับชาวบ้านในชุมชน ในแบบที่เข้าใจง่าย ซึ่งก็ต้องทำการบ้านเยอะ”
“และตอนนี้เรากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชาวไทย ก็ต้องพยายามลงพื้นที่ให้มากขึ้น ยิ่งในชุมชนห่างไกล เพื่อสร้างความเข้าใจและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ พวกเขาจะได้นำไปปรับใช้ดูแลตนเองและคนในครอบครัวให้ห่างไกลจากโรคโควิด-19 ให้ได้มากที่สุด”
มาถึงตอนนี้ ทาง สุเทพ ธนชาติบรรจง สาธารณสุขอำเภอเมืองระนอง ก็สื่อสารว่า เขาคาดหวังว่า อสต. ยังเป็นตัวกลางที่จะประสานงานกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ทันที ถ้าเกิดมีเคสผู้ติดเชื้อในชุมชนคนข้ามชาติเกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก เพราะยิ่งเรารู้เร็วก็ยิ่งสามารถป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อได้เร็วยิ่งขึ้น

ที่มา :

ติดตามเรื่องราวพลังของคนตัวเล็กๆ คนในท้องถิ่น ที่กลายเป็นกำลังเสริมช่วยป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 ในสังคมไทย อย่างได้ผล

อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) คนทำงานด้านสาธารณสุขไทยที่โลกยกย่อง!

บทสัมภาษณ์ นพ.อมร นนทสุต ครูใหญ่แห่งระบบสาธารณสุขเพื่อชุมชน คนเบื้องหลัง อสม. และ ผสส.

แชร์วิถีแห่งการดูแล & ช่วยเหลือกัน พร้อม ‘ต่อสู้โควิด-19’ ของคนทั่วโลก ที่ทำให้ยิ้มได้ & นำไปปรับใช้ได้จริง

Previous articleNew Normal กระทรวงศึกษาธิการ Blended Learning ภาค 2 มอบ “ชีวิตวิถีใหม่” ให้ ศธ. ด้วย Hybrid Home School
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.129/63
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์