ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งการให้ในใจคน ผ่าน ‘ตู้ปันสุข’ จุดนัดพบของผู้ให้และผู้รับ สร้างสังคมในช่วงวิกฤตให้น่าอยู่ขึ้น

ภาพของผู้คนนำของกิน ของใช้ มาวางแชร์ไว้ในตู้ที่วางอยู่ข้างถนน เพื่อให้คนที่ขัดสนหรือเดือดร้อน มาหยิบไปกินไปใช้ในโลกตะวันตก ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลกได้ตระหนักถึงความงดงามของการให้ที่เบ่งบานในใจคนท่ามกลางวิกฤตในครั้งนี้ได้อย่างดี ทว่า เมื่อภาพนี้เผยแพร่มาสู่สายตาของชาวไทย ก็เกิดคำถามขึ้นทันทีว่าโมเดลการให้ THE PANTRY OF SHARING จากต่างชาตินี้จะนำมาปรับใช้ในรูปแบบของ ‘ตู้ปันสุข’ เพื่อผู้ขาดไร้ได้ในบ้านเรา ได้หรือไม่?

“รับรองของหายไปทั้งตู้ตั้งแต่คนแรก” “ไม่น่ารอด” “ไม่เหลือซากแน่นอน หายยันตู้” และความคิดเห็นในแง่ลบอีกมากมาย ที่แสดงออกมาในแนวทางที่ไม่เชื่อว่าโครงการดีๆนี้จะเกิดขึ้นได้จริงในเมืองไทย
แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจของ สุภกฤษ กุลชาติวิจิตร หรือโค้ชแบงค์ เจ้าของเพจ รู้รอบตอบโจทย์ธุรกิจ ผู้ริเริ่มไอเดียการทำ “ตู้ปันสุข” ก็มิอาจพังทลายลงได้เพียงแค่คำคนเหล่านั้น

ปฐมบทของ ‘ตู้ปันสุข’ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำของสังคม

โค้ชแบงค์ เจ้าของไอเดียตู้ปันสุข กล่าวว่า “ตู้นี้เป็นโมเดลที่เราได้รับแรงบันดาลใจมาจากการดูยูทูปเกี่ยวกับโมเดลการให้ THE PANTRY OF SHARING ซึ่งถ้าจำไม่ผิด เริ่มต้นทำครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกา และมีหลายประเทศได้นำโมเดลนี้ไปใช้ทำอย่างแพร่หลายในช่วงการระบาดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์”

“เมื่อได้ดูคลิปนั้นแล้ว ผมและเพื่อนๆในกลุ่มอิฐน้อย ซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนปฏิบัติธรรมด้วยกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ก็มีความเห็นเหมือนกันว่าอยากจะทำ เลยลองโพสต์คลิปวิดีโอของชาวต่างชาติที่ไปนำมาจากยูทูปแชร์ลงไปในเพจ เพื่อถามความเห็นว่าคนจะคิดอย่างไรถ้าลองทำ”

“ปรากฎว่ามีคนมาคอนเมนต์เกือบ 200 คน โดย 150 คน บอกว่า ถ้าเอาโมเดลนี้มาทำที่ไทยรับรองว่าของที่คนเอาไปวางไว้ในตู้เพื่อบริจาค รับรองว่าของจะหายในพริบตาแน่นอน บางคนบอกว่าอย่าว่าแต่ของหายเลยตู้น่าจะหายด้วย แต่ผมก็ยังคงยืนยันกับเพื่อนๆว่า เราน่าจะลองทำกันดู”
โดย คอนเซ็ปต์ของตู้ปันสุขนี้ มุ่งไปที่การลดความเหลื่อมล้ำของสังคมอย่างชัดเจน ซึ่งโค้ชแบงค์ขยายความว่า
“เพราะปกติแล้ว ถ้าเป็นการบริจาคหรือแบ่งปันกันในโมเดลโรงทาน คนที่จะไปบริจาคได้ ต้องมีของจำนวนหนึ่ง อย่างน้อยก็ 100 ชิ้น 200 ชิ้น แต่โมเดลนี้ คือ การแบ่งปัน มีมากทำมาก มีน้อยทำน้อย เช่น ถ้าไปเซเว่น คุณซื้อมาม่า มา 2 ถุง ถุงหนึ่งเก็บไว้กิน อีกถุงหนึ่งคุณก็เอามาใส่ตู้เพื่อบริจาคก็ได้”

“แล้วสมมุติว่า วันนี้คุณลำบาก ต้องเป็นผู้รับ ด้วยการไปหยิบมาม่า หยิบปลากระป๋อง สบู่ แปรงสีฟัน มา แล้วพอวันหนึ่ง วิกฤตคลี่คลาย คุณหางานได้ ผมเชื่อว่าคุณก็จะนึกถึงวันที่ไปหยิบของบริจาคเหล่านี้ในตู้ และมีความคิดว่าอยากเปลี่ยนไปเป็นผู้ให้ บริจาคของกิน ของใช้ ในตู้นี้ให้กับผู้ที่ลำบากกว่าคุณบ้างแน่นอน”
“และที่ผ่านมา ผู้ที่มาหยิบของบริจาคในตู้ไปใช้ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่เราเปิดรับความคิดเห็น เพราะพวกเขาไม่ได้หยิบของไปหมดตู้ หรือหยิบไปจำนวนมาก แต่มักจะหยิบไปแค่พอกิน แล้วเหลือให้กับคนอื่น”
“ผมมองว่านี่เป็นโอกาสที่เราจะเผยให้เห็นมุมที่แสดงถึงความสวยงาม ความงดงาม ในใจผู้คน และยังเป็นโอกาสในการปลูกฝังจิตใจของการเป็นผู้ให้ในคนทุกระดับ และที่สุดแล้ว ประโยชน์ทางอ้อมของตู้ปันสุข ยังเป็นการลดอัตราการขโมยของในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงนี้ได้ด้วย”

ของไม่หาย แถมมีผู้ให้ มาเติมของในตู้แบบไม่ขาดพร่อง บทพิสูจน์ “ตู้สอนใจ” ลดความเห็นแก่ตัว

อย่างที่เกริ่นมาว่า ที่ผ่านมา ทุกแห่งที่มีการไปตั้งตู้ปันสุข ไม่มีตู้ไหนที่มีของหายไปทีละมากๆ หรือ หายไปทั้งตู้ เหมือนอย่างที่หลายคนเมนต์ให้ความคิดเห็นเลย แต่ผลลัพธ์ กลับเกิดขึ้นในทางตรงกันข้าม
“อย่างที่หลายคนบอกว่าทำไม่ได้หรอกโครงการนี้ แต่พวกเราก็ไม่สนคำทัดทาน ทำขึ้นมาเหมือนทนายแก้ต่างให้คนไทย ด้วยความเชื่อสังคมไทยไม่ขาดไร้ซึ่งน้ำใจอย่างแน่นอน”
“ตอนที่ผมไปตั้งในย่านวิภาวดี วินมอเตอร์ไซต์เห็นก็วิ่งมาบอกเลยว่า จบโครงการแล้ว ผมขอตู้นะ นี่แสดงว่าเขายังเห็นประโยชน์ของคนอื่นที่จะได้ใช้ประโยชน์จากตู้ด้วยนะ ผมเลยมองว่าเขาก็จะเป็นหูเป็นตาเจ้าตู้นี้ด้วย

“ดังนั้น ถ้าถามถึงเรื่องหายว่ากลัวไหม ตอบได้เลยว่าไม่กลัวนะ เพราะหลายตู้ ก็ไม่มีกล้องวงจรปิด ไม่มีคนเฝ้า แต่ปรากฎว่าทำมา 2 สัปดาห์แล้วของก็ยังเต็มตู้ครับ”
“ตอนนี้เลยกลายเป็นว่า ทางทีมงานก็แวะไปดูพร้อมกับหาของไปเติมบ้าง แล้วก็มีคนที่อยู่ในละแวกที่มีตู้นี้ไปตั้งก็มักจะเอาของมาเติมให้เสมอ อย่างหลายคนก่อนเคอร์ฟิวซื้อตุนไว้เยอะ ตอนนี้เลยทยอยเอาของมาบริจาคแล้วบางส่วน”
ที่ผ่านมา มีผู้มาพบเห็นเจ้าตู้ปันสุขนี้ แล้วอยากเอาไปขยายผลในชุมชนหรือย่านที่พักอาศัยของตนบ้าง ซึ่ง โค้ชแบงค์ก็ยินดีอย่างยิ่ง และไม่สงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด
“มีหลายคนมาบอกผมว่าอยากเอาไอเดียนี้ไปทำบ้างในย่านที่ตนเองอยู่ ผมจะบอกเสมอเลยว่ายินดีเลย เพราะนี่ไม่ใช่ลิขสิทธิ์ผมและไม่ได้เพิ่มเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสังคมไทย รู้สึกว่าที่ทำแรกๆน่าจะเป็นพระพยอมแต่หลายปีมาแล้ว
“โดยเราอยากแนะนำเพิ่มเติมว่าไม่ต้องเป็นตู้ก็ได้ แค่เป็นกล่องที่สามารถกันหนู แมลงสาป ได้ก็พอ แล้วเอาไปตั้งในสถานที่สาธารณะ แต่ควรแจ้งเจ้าหน้าที่เทศกิจ หรือท้องถิ่นให้ทราบก่อน”
“ผมอุปมาว่าโครงการดีๆนี้มีข้อคิดที่เหมือนนิทานเรื่องห่านกับไข่ทองคำ ถ้าฆ่าห่านก็จะไม่ได้ไข่อีกต่อไป แต่ถ้ารักษาห่านไว้ได้ ห่านก็จะออกไข่ให้ทุกวัน เช่นกันในกรณีนี้ ถ้าคนในชุมชนจะร่วมกันดูแลรักษาตู้ เป็นหูเป็นตากัน เผื่อว่ามีคนมาขโมยของในตู้ ก็ช่วยป้องปรามกัน คนในชุมชน หรือคนที่ลำบากอยู่ ก็จะมีของกินของใช้กินตลอดช่วงวิกฤตนี้”
“อย่างจุดที่ตั้งตู้ในย่านเพชรเกษม มีเด็ก เอาถุงเป้ดำมาโกยของ ก็มีคนแถวนั้นไปสอนเด็กว่า ถ้าทำแบบนี้ต่อไปจะไม่มีของมาวางบริจาคให้อีก เพราะการกระทำแบบนี้เท่ากับการทำลายความเชื่อใจของคนที่เอาของมาให้ หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไป เด็กคนเดิมก็จะมาหยิบนม ขนม แค่ไม่กี่กล่อง ไม่กี่ซอง เอาที่ตัวเองต้องการไปกินเท่านั้น”
ความน่าชื่นใจอีกจุดที่เป็นไฮไลต์ของ “ตู้ปันสุข” นี้ไอเดียที่มีคนนำเสนอว่าให้วางกระดาษไว้ที่ตู้ เพื่อให้ผู้รับเขียนขอบคุณผู้ให้ ผู้ที่เอาของมาใส่ในตู้เมื่อได้อ่านข้อความขอบคุณก็จะเกิดความรู้สึกดีๆ เป็นการส่งต่อและต่อยอดการทำดีออกไปในสังคมได้แบบไม่สิ้นสุด
ในตอนนี้ ตู้ปันสุข กระจายอยู่ตามจุดต่างๆทั่ว กทม. และต่างจังหวัด อาทิ
  1. สุขุมวิท 71 หน้าร้านประจักษ์เบเกอรี่
  2. เพชรเกษม 54 หน้ายุวพุทธสมาคม แห่งประเทศไทย
  3. ซอยวิภาวดี 60 (วงเวียนกลางซอย)
  4. ภายในตลาดบางคอแหลม
  5. หน้าโครงการ Sky Ville บริเวณบ้านแลง จ.ระยอง
เจ้าตู้ปันสุข นี้ จึงเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์แห่งความดี ที่จะถูกกระจายส่งต่อไป เพื่อนำไปปลูกให้งอกงามอีกในทุกพื้นที่ทั่วไทยอย่างแน่นอน

ที่มา :


วิถีการให้ การช่วยเหลือและดูแลกัน งอกงามได้เสมอแม้ในภาวะวิกฤต 

‘อสต. อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว’ กำลังเสริมระบบสาธารณสุขไทย สอดส่องดูแลกลุ่ม ‘แรงงานต่างด้าว’ ให้ปลอดโควิด

เปิดเมืองอย่างปลอดภัย ด้วยหลักสถาปัตย์ กับ ‘เทคนิคออกแบบร้านอาหาร’ ทำง่าย สร้างสุขอนามัยที่ดีได้จริง

อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) คนทำงานด้านสาธารณสุขไทยที่โลกยกย่อง!

Previous article‘DCEP’ เงินดิจิทัลพลิกโฉมมหาอำนาจโลก
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.130/63
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์