จากบทความที่เคยนำเสนอไปเกี่ยวกับบริการทางการเงิน Contactless Payment การใช้งานและเติบโตอย่างแตกต่างของแพลตฟอร์มใช้จ่ายใน 4 ประเทศเอเชีย มาต่อกันที่นวัตกรรมทางการเงินแบบไร้สัมผัสอีกรูปแบบ ซึ่งนำมาใช้เพื่อประโยชน์ด้านสุขอนามัยของประชาชนได้ นั่นคือ e-KYC (electronic Know-Your-Customer) หรือ การยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์
หลายประเทศเห็นประโยชน์จากการนำ e-KYC เข้ามาใช้ในการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการไม่รู้หนังสืออยู่ในระดับสูง และมีประชากรจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่เผชิญความยากลำบากต่อการเข้าถึงการบริการทางการเงินต่างๆ
ธนาคารโลกคาดว่า ประชากรมากกว่า 1.7 พันล้านคนในปัจจุบัน อยู่นอกระบบธนาคาร โดยเกือบ 1 ใน 5 นั้น ไม่มีเอกสารสำคัญในการยืนยันตัวตน
สถาบันการเงินหลายแห่งก็จัดการกับโจทย์ที่ท้าทายธุรกิจสารพัดแง่มุมด้วยการนำ เทคโนโลยี e-KYC มาช่วยให้การปฏิบัติตามกฎข้อบังคับเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเฉพาะแก้ปัญหาด้าน การฟอกเงิน (Anti-money laundering – AML) และ ต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินให้แก่กลุ่มผู้ก่อการร้าย (Counter-terrorist financing – CTF) ส่วนในภาพรวม มีการสำรวจ ‘การโจรกรรมทางการเงินทั่วโลก’ โดย KPMG เผยว่า 61% ของธนาคารมีการโจรกรรมทางการเงินเพิ่มขึ้น ทั้งด้านมูลค่าและปริมาณในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
เทคโนโลยี e-KYC คืออะไร
e-KYC ย่อมาจาก Electronic Know Your Customer หมายถึง การทำความรู้จักลูกค้าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้เก็บข้อมูลของสถาบันการเงินต้องใช้ทักษะและความชำนาญของการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการระบุตัวตนบุคลากร (Identification) และยืนยันตัวตน (Verification) แทนการใช้ KYC หรือ การทำความรู้จักลูกค้า แบบเดิมที่ยุ่งยาก เสียเวลา เพราะลูกค้าต้องกรอกข้อมูล ส่งเอกสาร และต้องเดินทางไปแสดงตัวตนด้วยตนเอง (face-to-face) ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงิน
ช่วงโควิดระบาดที่เราต้องรักษาระยะห่างทางกายภาพจึงเหมาะที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล e-KYC นี้ในด้านการใช้จ่ายแบบไร้สัมผัส (Contactless Payment) เช่นกัน และสถาบันการเงินก็จะต้องมีกระบวนการในการบริหารจั ดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างรัดกุ ม ดังนี้
- การเก็บและตรวจสอบข้อมูลการแสดงตน
- ความถูกต้องแท้จริงของเอกสารแสดงตนตามที่
กำหนด - การตรวจว่าลูกค้าเป็นบุคคลเดี
ยวกับในเอกสารแสดงตนหรือไม่ - การให้ลูกค้ายืนยันตัวตนระหว่
างการเก็บข้อมูล - การรักษาความปลอดภัยของข้
อมูลลูกค้าที่ต้องรัดกุมเพียงพอและเป็นไปตามที่หน่ วยงานกำกับดูแลกำหนด
ซึ่งในด้านเทคนิค สถาบันการเงินและลูกค้าต้องมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการระบุตัวตน ได้ แก่ ระบบ Video Conference ที่เจ้าหน้าที่สังเกตพฤติ กรรมและสัมภาษณ์ได้แบบเรียลไทม์ โดยมีคุณภาพของภาพและเสียงที่ชั ดเจน หากเป็น การพิสูจน์ตัวตนในกรณีเปิ ดบัญชีผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิ กส์ โดยเครื่องมือของลูกค้าเอง เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถื อ สถาบั นการเงินก็จะต้องมีโปรแกรมที่เตรียมไว้รองรับ กอปรกับการใช้ ระบบตรวจสอบสถานะของข้อมู ลและบัตรประชาชนของลูกค้าที่เป็ นปัจจุบัน และระบบตรวจสอบลายนิ้วมือของลูกค้ าเป็นอย่างน้อย

อันที่จริง สถาบันการเงินในประเทศไทยมีการใช้ระบบ e-KYC มาหลายปีแล้ว และยังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพิ่ม เช่น AI เพื่อให้บริการทางการเงินได้ถูกต้อง รวดเร็ว และมีความอัจฉริยะยิ่งขึ้น
ตัวอย่างประเทศที่ใช้เทคโนโลยี e-KYC และผลกระทบเชิงบวก
อินโดนีเซีย
กว่าครึ่งหนึ่งของลูกค้าที่ใช้แพลตฟอร์ม e-KYC สามารถใช้บริการทางการเงินได้ภายใน 3 นาที ต่างจากกระบวนการทำงานแบบเดิมที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงในการตรวจสอบตัวตน
- อินเดีย
จากผลสำรวจโดยบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก McKinsey การใช้หมายเลขไอดีดิจิทัล Aadhaar Program ผ่าน e-KYC เพื่อเปิดบัญชีธนาคาร หรือทำธุรกรรมทางการเงิน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการดำเนินงานให้สถาบันทางการเงิน จากเดิมอยู่ที่ 5 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน (ประมาณ 160 บาท) ตอนนี้ค่าใช้จ่ายเหลือเพียง 0.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน (ประมาณ 20 บาท)
- ไทย
ธนาคารต่างๆ ในประเทศไทยได้รับอนุญาตให้นำ เทคโนโลยีจดจำและเรียนรู้ใบหน้า (Biometric facial recognition) มาใช้ในการยืนยันตัวตนใน การเปิดบัญชีเงินฝากจากระยะไกล (Remote account opening) โดยธนาคารที่ได้รับอนุญาตจาก ธปท.ในการนำระบบ e-KYC มาใช้ ได้แก่
- ธนาคารกสิกรไทย
- ธนาคารกรุงเทพ
- ธนาคารไทยพาณิชย์
- ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
- ธนาคารทหารไทย
- ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด
ธนาคารทั้ง 6 แห่งในปัจจุบันสามารถพิสูจน์ตัวตนลูกค้า โดยอ้างอิงข้อมูลจาก แพลตฟอร์มบริการยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล (National Digital ID – NDID) ซึ่งจะบันทึกประวัติการทำธุรกรรมทางการเงินของประชาชน จึงช่วยลดจำนวนคนที่เข้ามาใช้บริการกับทางธนาคาร และจากบริการทางการเงินดิจิทัลแบบไร้การสัมผัส จึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะในเวลาจำเป็นที่รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนในการเว้นระยะห่างหรือช่วงกักตัว
นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการธุรกรรมทางการเงินยังนำเทคโนโลยีไบโอเมตริกมาใช้ภายใต้โครงการ Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อใช้ตรวจสอบตัวตนของลูกค้า ทำให้ e-KYC เป็นที่รู้จักมากขึ้น และตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดให้ธนาคารพาณิชย์เริ่มทดสอบบริการเปิดบัญชีเงินฝากผ่านช่องทางดิจิทัล โดยใช้การพิสูจน์และยืนยันตัวตนข้ามธนาคารผ่านแพลตฟอร์ม National Digital ID หรือ NDID ในวงจำกัดแล้ว
บังคลาเทศ ตัวอย่างของตลาดเกิดใหม่ที่ใช้ e-KYC

ผลการสำรวจดัชนีทางการเงินทั่วโลกของธนาคารโลก เปิดเผยว่า แม้กว่า 70% ของประชากรบังคลาเทศอาศัยอยู่ตามชนบท แต่กว่าครึ่งของประชากรที่บรรลุนิติภาวะมีบัญชีธนาคารหรือมีแอปพลิเคชันธนาคารบนโทรศัพท์ เนื่องจากเทรนด์การเติบโตของโมบายล์แบงกิง ทั้งยังมีอัตราการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากการนำเทคโนโลยี e-KYC มาใช้งาน
bKash ผู้ให้บริการธุรกรรมทางการเงินผ่านทางโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในบังคลาเทศและเป็นพาร์ทเนอร์กับอาลีเพย์ เปิดตัวฟังก์ชัน e-KYC ในแอปโมบายล์แบงกิง เพื่อให้ลูกค้าสามารถเปิดบัญชีธนาคารผ่าน bKash ได้เอง เพียงสแกนหน้าบัตรประชาชนและถ่ายรูปตัวเอง
สำหรับตลาดเกิดใหม่ ผลกระทบเชิงบวกจากการใช้ e-KYC คือ การเข้าถึงการบริการทางการเงินของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ไม่ปกติ อย่างตอนนี้ที่ประชากรโลกจำนวนมากอยู่บ้านเพราะโควิด-19 ระบาด

ดร.จิดง เฉิน ผู้จัดการทั่วไปของ ZOLOZ แพลตฟอร์มยืนยันตัวตน โดยบริษัท แอนท์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส กรุ๊ป ซึ่งดูแลเรื่อง R&D รวมถึงแอปพลิเคชันและเทคโนโลยีด้านไบโอเมตริก กล่าวถึงระบบ e-KYC บน bKash ว่า
“ด้วยการทำงานที่ง่ายของ e-KYC ลูกค้าจึงไม่จำเป็นต้องมีทักษะความรู้ด้านเทคโนโลยีแต่อย่างใด หรือไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังธนาคารเพื่อกรอกเอกสาร ซึ่งเป็นประโยชน์กับผู้ที่ไม่รู้หนังสือ และระบบดังกล่าวจะส่งผลให้บังคลาเทศเข้าใกล้เป้าหมายของประเทศที่ต้องการให้ทุกครัวเรือนเข้าถึงการบริการทางการเงินภายในปี 2567”
อย่างไรก็ตาม มีรายงานการวิจัยอุตสาหกรรมเผยว่า สถาบันการเงินหลายแห่งต้องเสียค่าปรับโดยรวมกว่า 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และหนึ่งในสามของสถาบันการเงินเหล่านั้นยอมรับว่าความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั่นคือ การขาดแคลนทรัพยากรในการดำเนินการ e-KYC และกระบวนการตรวจสอบสถานะการเงินของลูกค้า
สรุปประโยชน์ของระบบ e-KYC
- ช่วยให้ทุกคนทำธุรกรรมการเงินง่ายขึ้นด้วยอัตลักษณ์บุคคล เช่น การจดจำใบหน้า
- ช่วยระบุไอดีที่เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ทำให้ปลอมแปลงหรือเลียนแบบได้ยาก
- ช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบบุคคล ลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างดำเนินการได้
- ควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลโดย Multi risk signal-based ได้แบบเรียลไทม์
- ช่วยสถาบันทางการเงินทั่วโลกแก้ปัญหาและความท้าทายต่างๆ เช่น ป้องกันการโจรกรรมข้อมูลส่วนตัว ตรวจสอบธุรกรรมการเงิน โดยเฉพาะเมื่ออาชญากรไซเบอร์มีความเชี่ยวชาญในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อโจรกรรมข้อมูลจากบริษัทและลูกค้า
- ช่วยจัดสรรทรัพยากรให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นของลูกค้า
จะเห็นว่าประโยชน์ของ e-KYC นั้น ชัดเจนในเชิงพาณิชย์และมีกฎระเบียบข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งเมื่อเทียบกับกระบวนการทำงานแบบเดิมแล้ว แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้สถาบันการเงินลดขั้นตอนการบริการลง โดยลูกค้าบริการตนเองแบบอัตโนมัติด้วยไอดี กล่าวคือ ใช้อัตลักษณ์บุคคลในการทำธุรกรรมทางการเงิน ยืนยันตัวตนได้โดยไม่ต้องเจอหน้า
ที่มา :
- http://www.rd.go.th/saraburi/hotcolumn/2562/Feb_2019_Online.pdf
- https://www.prachachat.net/finance/news-418347
- https://www.mckinsey.com/business-functions/digital-mckinsey/our-insights/digital-identification-a-key-to-inclusive-growth
- https://publicadministration.un.org/egovkb/Portals/egovkb/Documents/un/Bangladesh
- http://www.dhakatribune.com/business/stock/2018/08/09/financial-inclusion-for-all-by-2024
- https://www.fenergo.com/press-releases/global-financial-institutions-fined-$26-billion-for-aml-kyc.html
เปิดรับความรู้และความเคลื่อนไหวด้านเทคโนโลยีดิจิทัลใกล้ตัวเรา
Digital Transformation : ได้ยินบ่อยนะ แต่เกี่ยวอะไรกับชีวิตหรือธุรกิจของเรา?
ก้าวสู่ยุค ‘ประชาชนดิจิทัล’ คล่องตัวอย่างไรดูได้จากประเทศที่เป็น Digital Country
โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน? ถ้ารัฐจัดบริการขั้นพื้นฐานให้ทุกคนและเก็บข้อมูลทุกอย่างใน ‘ระบบดิจิทัล’















