ส่อง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ‘ธุรกิจโรงพยาบาล’ ไปต่ออย่างไร หลังวิกฤตผ่านพ้น

880

เพราะได้ชื่อว่าเป็น เครือโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 ขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่สปอตไลต์จะฉายไปยัง บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือที่คนคุ้นชื่อกันในตัวย่อว่า BDMS ซึ่งคู่ควรที่จะมาฉายภาพว่า ‘ธุรกิจโรงพยาบาล’ จะไปต่ออย่างไร หลังวิกฤตผ่านพ้น และที่ผ่านมา BDMS ได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่จากวิกฤตในครั้งนี้

สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย หรือ TCLA และเพจ ห่วงใย Thai Business จึงได้เชิญซีอีโอหญิงแกร่ง นฤมล น้อยอ่ำ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ มาพูดคุยกันในรายการ CEO Talk พลิกวิกฤต ตอนที่ 8 ในหัวข้อ “Before, Now, After of Hospital Business in Thailand”

อัปเดต สภาวะการดำเนินธุรกิจ เครือ BDMS ตัวชี้วัด ธุรกิจโรงพยาบาล ที่มีโอกาสได้ไปต่อ

นฤมล ซีอีโอหญิงแห่ง BDMS เริ่มต้นบทสนทนากับ สุวภา เจริญยิ่ง อุปนายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย ซึ่งมารับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยขออัปเดตธุรกิจในเครือ BDMS ก่อน
“ณ วันนี้โรงพยาบาลในเครือ BDMS มีอยู่ 48 โรงพยาบาล จำนวนเตียงทั้งหมด 8,300 เตียง มีศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ หรือ Center of Excellence จำนวน 11 แห่ง และยังมี BDMS Wellness Clinic เป็น Preventive care ที่เปิดให้บริการมาได้ 2 ปีกว่าแล้ว”
“ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ ในตอนนี้ เรามีแพทย์ทั้งหมด 12,000 คน พยาบาล 9,000 คน และพนักงานที่เป็น Staff ในตำแหน่งต่างๆอีกประมาณ 15,000 คน องค์กรของเราก็มีอายุมา 48 ปี เปรียบเป็นคนก็เริ่มเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว”
“ถ้าเทียบขนาดกิจการ หรือ Market Capitalization แล้ว เราก็เป็นอันดับที่ 5 ของโลก ที่อยู่ในอันดับต้นๆ ก็เป็นเครือโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกา ประเทศออสเตรเลีย ประเทศมาเลเซีย เพราะฉะนั้นเราก็อยู่ในกลุ่ม ธุรกิจโรงพยาบาล ที่รั้งอันดับ 1 ใน 5 ของโลก”
“นอกจากนั้น ในส่วนของ ผู้ป่วยนอก ในปัจจุบัน เรามีจำนวนผู้ป่วยนอก หรือ OPD ประมาณวันละ 30,500 คน ต่อวัน ส่วนคนไข้ใน ต่อวันมีให้บริการอยู่ประมาณ 4,100 เตียง”
“สำหรับแบรนด์โรงพยาบาลในเครือตอนนี้ เรามีทั้งหมด 6 แบรนด์ โดยมีกลุ่ม “โรงพยาบาลกรุงเทพ” Bangkok Hospital เป็นสัดส่วนที่มากที่สุดของธุรกิจเรา คือ ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ โดยมีทั้งหมด 25 แห่ง เปิดให้บริการทั้งหมด 4,057 เตียง”

“ทั้งนี้ โรงพยาบาลในเครือทั้งหมด ที่ผ่านมา เราให้บริการกลุ่มเป้าหมายที่เป็นชาวต่างชาติประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ทั้งหมด ส่วนที่เหลือ 70 เปอร์เซ็นต์ก็เป็นลูกค้าชาวไทย
“โดยแบ่งได้ตามเครือแบรนด์โรงพยาบาลที่อยู่ในความดูแล อย่าง เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาล BNH ก็จะให้บริการ เน้นไปที่กลุ่มคนไข้ที่มีความซับซ้อนน้อยไปจนถึงซับซ้อนมาก ส่วนโรงพยาบาลพญาไทก็รองลงมา มุ่งรับคนไข้ที่ซับซ้อนปานกลาง ส่วน โรงพยาบาลเปาโลฯ จะมุ่งไปยังกลุ่มลูกค้าในประเทศมากกว่า เป็นต้น”
“ดังนั้น เราพูดได้ว่าการให้บริการในธุรกิจของเรา ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายทั้งไทยและต่างชาติ และทั้งผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนมากไปจนถึงซับซ้อนน้อย”
“และ ธุรกิจโรงพยาบาล ของเราไม่ใช่ดูแลแค่คนป่วยเท่านั้น แต่เรามุ่งไปยังกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ก่อนป่วย อย่าง การเปิด BDMS Wellness Clinic เป็นต้น จากนั้น เป็นธุรกิจหลัก คือ การรักษาคนป่วยในโรงพยาบาล ไปจนถึงช่วงที่ผู้ป่วยเริ่มหาย แต่อาจจะยังต้องการการฟื้นฟูร่างกาย หรือยังดูแลตัวเองไม่ได้ เช่นนี้ เราก็มี Chiva Transitional Care Hospital”
“จนในตอนนี้ จากโรงพยาบาลในเครือทั้งหมด 48 โรงพยาบาล เราได้จัดกลุ่มให้มีโรงพยาบาลทั้งหมด 11 แห่ง ที่มีความสามารถดูแลกลุ่มผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนมาก เรียกว่า Hub hospital แยกไปตามศาสตร์ทางการแพทย์ต่างๆ อย่าง สมอง หัวใจ กระดูก มะเร็ง และดูแลผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุ ถ้าผู้ป่วยมีอาการหนักจริงๆ ก็จะมีบริการส่งตัวเข้ามาที่โรงพยาบาลสำนักงานใหญ่ ทั้งโดยรถพยาบาลและเฮลิคอปเตอร์”
“ดังนั้น ในตอนนี้ เรามีรูปแบบการบริหารจัดการในเครือโรงพยาบาลของเราในแบบที่เรียกว่า Hub & Spoke คือแต่ละกลุ่มโรงพยาบาลจะเป็น Hub ของแต่ละท้องที่ เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ-พัทยา ก็จะเป็น Hub ของภาคตะวันออก ซึ่งมีโรงพยาบาลของเรากระจายไปในพื้นที่ พัทยา ระยอง จันทบุรี และตราด”

มูฟออน ฝ่าวิกฤต กับการสร้างความเป็นเลิศด้านการแพทย์ หนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค

“ในวันนี้ การแพทย์ไม่ได้หยุดอยู่แค่เป้าหมายที่จะรักษาโรคที่เกิดขึ้นในอดีต แต่เราต้องการพัฒนาตัวเองให้มีความเป็นเลิศด้านการแพทย์ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคนี้”
นฤมล ย้ำชัดเจนถึงทิศทางการเดินต่อของเครือ BDMS ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้เธอยิ่งเห็นลู่ทางการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาลที่ชัดเจนขึ้นอีก”
“เราจึงเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับสถาบันการแพทย์ชั้นนำ ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศยุโรปอื่นๆ หรือประเทศญี่ปุ่น เช่น กับ Missouri Orthopedic Institute ก็จะมีความร่วมมือกันในเรื่องของการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการดูแลผู้ป่วยโรคกระดูก เป็นต้น”
“เป้าหมายหลักขององค์กรที่เราอยากเห็น คือ การมีส่วนทำให้ประเทศไทยเป็น Medical Hub ประจำภูมิภาค ที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ เข้ามารักษาตัว ฟื้นฟูสุขภาพ ได้ในราคาที่เหมาะสม”

“นอกจาก ธุรกิจโรงพยาบาล และศูนย์ดูแลสุขภาพที่กล่าวมาแล้ว ในตอนนี้ ทางเครือ BDMS ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับธุรกิจประกัน นำเสนอบริการเสริมในรูปแบบ Exclusive Health Insurance ด้วย เพราะเรามองว่า การร่วมมือกัน หรือการ Partnership กันนระหว่างธุรกิจ จะเป็นทางรอดของการทำธุรกิจในยุคนี้”
“นี่เป็นส่วนที่ธุรกิจโรงพยาบาลและสุขภาพ ควรพัฒนาเพิ่มและเราก็เห็นศักยภาพของ ยกตัวอย่าง เราเป็นพาร์ทเนอร์กับ อลิอันซ์ อยุธยา เป็นประกันสุขภาพที่ผู้ทำประกันสามารถเข้ามารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลในเครือ BDMS ได้ โดยมีวงเงินที่ค่อนข้างสูง”

เปลี่ยนผลกระทบเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจให้เติบโตได้ ในสไตล์ BDMS

ต้องยอมรับว่า ในวิกฤตโควิด-19 บางคนมองว่า ธุรกิจโรงพยาบาล ไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้เท่าไรนัก แต่ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างที่คิด เพราะ ซีอีโอ BDMS ให้ข้อมูลว่า
“ที่ผ่านมา ถ้าพิจารณาในกลุ่มผู้ใช้บริการโรงพยาบาลที่เป็นคนไทย ในเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา มีอัตราการชะลอตัวของผู้ที่จะเข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลชัดเจน”
“โดยเฉพาะผู้ใช้บริการที่เป็นกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาต่อเนื่อง ระยะยาว หรือรอได้ ก็เลือกที่จะไม่มาโรงพยาบาล หรือเลือกที่จะปรึกษาแพทย์ผ่านระบบ Teleconsulting มากกว่าที่จะมาพบคุณหมอ”
“และไม่ใช่ทางคนไข้อย่างเดียวที่ชะลอการเข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่ในเคสการผ่าตัดคนไข้ ทางโรงพยาบาลเองงก็ต้องชะลอออกไปด้วย เพราะเราต้องการจะเซฟบุคลากรทางการแพทย์ของเรา ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของทาง BDMS ที่ต้องดูแลความปลอดภัยให้พวกท่านเหล่านี้ด้วย”
“เพราะฉะนั้น สรุปได้ว่าเป็นทั้งนโยบายของโรงพยาบาลและการตัดสินใจของคนไข้เองประกอบกัน ที่จะเลื่อนการรักษาออกไป”

“มาถึง กลุ่มผู้ใช้บริการที่เป็นกลุ่มชาวต่างชาติ ที่ Fly in เข้ามา ด้วยมาตรการของรัฐบาล ที่ปิดประเทศตั้งแต่ช่วยปลายเดือนมีนาคม จนมาถึงตอนนี้ ทำให้กลุ่มผู้ใช้บริการชาวต่างประเทศก็ทยอยกันกลับประเทศ โดยเฉพาะคนไข้ ชาว Middle-east สถานทูตฯประเทศนั้นก็จะประสานงานกับโรงพยาบาเพื่อเอาคนไข้กลับประเทศ”
“นอกจากนั้น ในเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วง Low season ของธุรกิจเราอยู่แล้ว เพราะมีวันหยุดเยอะ ตามปกติแล้วทั้งคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์เองก็จะลาหยุดเพื่อเดินทางไปพักผ่อนทั้งในและต่างประเทศ ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ก็จะเห็นเทรนด์ที่มีจำนวนผู้ป่วย OPD และ IPD น้อยลงอย่างชัดเจน”
“แต่มาในวันนี้ เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในบ้านเราลดลงจนกระทั่งเป็นตัวเลขตัวเดียว ตรงนี้ก็มีส่วนทำให้ OPD Visit หรือผู้ป่วยนอก เพิ่มกลับเข้ามา”

การดูแลบุคลากรทางการแพทย์ หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ที่ต้องใส่ใจเป็นอันดับต้นๆ

กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ที่รวมถึงพยาบาลและ Staff ทุกฝ่าย คือ ทรัพยากรบุคคลที่สำคัญที่สุดของธุรกิจโรงพยาบาล ดังนั้น เครือ BDMS จึงให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มคนเหล่านี้ให้ได้รับความปลอดภัยสูงสุดด้วย
“ในการดูแลกกลุ่มบุคลากรของเรา เราทำในลักษณะของการบูรณาการ หรือ Integration โดยตั้งคณะทำงานขึ้นมา มีหัวหน้าคณะทำงาน และมีคณะกรรมการที่มาดูแลเรื่องโควิด-19 โดยเฉพาะ เพื่อให้ทุกโรงพยาบาลในเครือข่ายปฏิบัติในแบบเดียวกัน”
“เนื่องจาก ถ้ามีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อขึ้นมาแค่ 1 ราย นั่นถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะเราต้องให้บุคลากรคนนั้นกักตัวอยู่บ้าน หรือเข้าสู่กระบวนการ Self-quarantine รวมถึงผู้ที่ทำงานในองค์กร ซึ่งอาจไม่น้อยกว่า 20-30 คน”
“ดังนั้น เพื่อป้องกันเหตุการณ์นี้ เราต้องทำความเข้าใจกับทุกโรงพยาบาลในเครือข่ายเลยว่า มาตรการที่เกี่ยวกับความปลอดภัยตรงนี้ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร”

“ที่ผ่านมา ในระบบ supply ของเครือ BDMS ที่ผ่านมา เราโชคดีที่มีกลุ่มบริษัท N-health ที่เข้ามาดูแลในเรื่องนี้ให้เราโดยเฉพาะอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงสามารถเช็คสต็อกอุปกรณ์การป้องกันทางการแพทย์ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งหน้ากากอนามัย ชุด PPE แอลกอฮอล์เจล หรืออุปกรณ์ที่ต้องใช้ในห้องผ่าตัด จะต้องเตรียมไว้อย่างไรบ้าง สำหรับโรงพยาบาลในเครือที่ต้องใช้จำนวนมากก็จะสำรองไว้ให้เลย ตรงนี้จึงเป็นการทำงานที่ไม่ถูกกระทบเพราะวิกฤตเลย”
“และแน่นอนว่า นอกจากการดูแลเรื่องความปลอดภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และ Staff ของโรงพยาบาลแล้ว การดูแลผู้เข้ามาใช้บริการในโรงพยาบาล เราก็ทำตามมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด”
“ด้วยการตรวจคัดกรองคนที่เข้ามาใช้บริการให้ปลอดเชื้อโควิด-19 เช่น ทุกทางเข้า-ออก โรงพยาบาล จะมีการวัดอุณหภูมิ ห้ามเกิน 37.5 องศา และมีเจ้าหน้าที่เช็คประวัติ สอบถามอาการหรือความเสี่ยงในทุกจุด ทุกเคาน์เตอร์ ให้บริการ”
“นอกจากนั้น เรายังต้องบริหารจัดการ การให้บริการใหม่ทั้งระบบ เพื่อแยกกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการ เช่น ARI Clinic ก็จะส่งผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านทางเดินหายใจ ขณะที่ มี Non-ARI Clinic ก็จะจัดไว้สำหรับผู้ที่ไม่มีปัญหาด้านระบบทางเดินหายใจ”
“รวมถึงยังแยก Cohort Ward ซึ่งเป็นตึกแยกออกไปสำหรับผู้ที่มาตรวจคัดกรองการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งจะแยกผู้ต้องสงสัยติดเชื้อออกจากผู้ป่วยธรรมดาและมีมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสุด”

เปิดบทเรียน ที่องค์กรได้เรียนรู้จากการระบาดของโควิด-19

ในส่วนที่ไม่ต่างกับธุรกิจอื่น คือ วิกฤตโควิด-19 นี้ ทำให้ BDMS ต้องจัดรูปแบบการทำงานให้มีพนักงานบางส่วน Work from home (WFH) หรือทำงานที่บ้าน ซึ่งการทำเช่นนี้มาตลอดเกือบสองเดือน ทำให้องค์กรได้รู้ว่ามีส่วนงานไม่น้อยที่เราสามารถให้พนักงาน WFH ได้ ซึ่งถือเป็นการประหยัดทรัพยากรขององค์กร และสามารถวัดผลในรูปแบบ KPI ได้ด้วย
ทว่า ในเรื่องของการลงทุน นฤมล ได้ให้ข้อมูลแบบตรงไปตรงมาเพิ่มเติมว่า
“เนื่องจาก BDMS แบ่งออกเป็น 7 กลุ่มใหญ่ ทั้งกลุ่ม Hospital และ Non-hospital เราได้ให้ทุกตัวแทนกลุ่มธุรกิจ ทำแผนการลงทุนมา ซึ่งแต่ละกลุ่มก็สามารถระบุได้ว่าในการลงทุนเรื่องอะไรสามารถชะลอได้บ้าง เพราะต้องยอมรับตามตรงว่าที่ผ่านมา เพราะวิกฤตนี้ก็มีส่วนทำให้ Revenue หรือรายได้ที่คาดว่าจะเข้ามา ร่วงลงมา เหมือนกัน ทำให้เราต้องควบคุมและลดค่าใช้จ่ายขององค์กรด้วย”
“ที่ผ่านมา เราได้ปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจที่ก็ส่งผลให้แผนการลงทุนก็ต้องปรับเปลี่ยนตาม ซึ่งเราทำมาตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว”
“อย่างไรก็ดี วิกฤตนี้ยังมาตอกย้ำว่า สิ่งที่เราให้ความสำคัญมาตลอดเรื่อง Medical Technology หรือ เทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่ได้นำมาปรับใช้ในองค์กรและในธุรกิจของเรา เป็นทิศทางที่ถูกต้องแล้ว”
“และด้วยวิกฤตนี้เอง ที่มาเป็นเหมือนตัวกระตุ้น ให้เราคิด เราทำ และตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวกับ การปรับเอาเทคโนโลยีทางการแพทย์มาปรับใช้กับธุรกิจได้เร็วขึ้น”
“โดยที่ผ่านมาเราได้ทำแผน Key Initiative during COVID-19 ขึ้น อย่างเราได้ปรับใช้ Healthy BOT ซึ่งเป็นหุ่นยนต์การแพทย์ที่ติดตั้งกล้องและไมโครโฟนไว้ ช่วยสื่อสารกับคนไข้ที่ต้องเข้ารับการตรวจร่างกายหรือตรวจการติดเชื้อ ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการสัมผัสกับคนไข้ สร้างความปลอดภัยให้บุคลากรทางการแพทย์และช่วยลดภาระงานให้กับพวกเขาด้วย”

“นอกจากนั้น เรายังมีการใช้เทคโนโลยี Telehealth หรือ Virtual Hospital อย่างคุ้มค่าและเป็นประโยชน์มากในช่วงนี้ และเป็นข่าวดีด้วยว่าพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจอย่าง บริษัทประกันฯ ก็อนุญาตให้ผู้เอาประกัน สามารถเบิกค่ารักษาที่ทำการรักษาผ่านระบบ Telehealth ได้แล้วด้วย ซึ่งนี่น่าจะเข้ากรอบของ New normal ที่จะเกิดขึ้นในธุรกิจโรงพยาบาลในอนาคตด้วย”

“ต่อมา อย่าง ระบบ Telemedicine เราก็มีคนไข้เข้ามาใบริการจำนวนหนึ่งแล้ว เป็น Real time Consultation ผ่านทางสมาร์ทโฟน นอกจากนั้นยังมีบริการ Delivery Service เราจะส่งบุคลากรทางการแพทย์ไปทำหัตถการ เช่น เจาะเลือด ฉีดวัคซีน ให้ถึงบ้าน เป็นต้น ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นต้นแบบของการใช้เทคโนโลยีการแพทย์ในช่วงวิกฤตโรคระบาด ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีทีเดียว”
“และยังมองว่า ในอนาคต การที่โรงพยาบาลจะขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้นเพื่อรองรับผู้มาใช้บริการ คงไม่ได้เกิดขึ้นในรูปแบบนั้นแล้ว เพราะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนไม่น้อย แถมไม่เหมาะกับพฤติกรรมผู้มาใช้บริการที่เปลี่ยนแปลงไปหลังวิกฤตโควิดด้วย”
“ดังนั้น เราจึงวางแผนการลงทุนในรูปแบบของการสร้างระบบ Remote hospital แทน เป็นลักษณะ ของ Home-base care หรือ Telemedicine ที่ไม่ใช่แค่องค์กรจะได้ประหยัดต้นทุน แต่จะเป็นมิติใหม่ของการให้บริการทางการแพทย์ ที่สร้างความสะดวกให้คนไข้ด้วย”
นอกจากนั้น วิกฤตในครั้งนี้ ยังทำให้ ซีอีโอหญิงท่านนี้ แนะมุมมองว่า ต่อจากนี้ไปในประเทศไทย ต้องขยายการทำ Health Insurance ให้มากขึ้น
“เพราะถ้าเรามองไปในอนาคตยาวๆ ก็จะมีผู้เจ็บป่วยมากขึ้น ปัจจุบันคนไข้ทั่วไปก็รักษาด้วยสิทธิประกันสังคม หรือใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท ซึ่งก็ยังครอบคลุมสิทธิการรักษาที่ไม่เพียงพอและเท่าเทียม เพราะต้องใช้บริการในโรงพยาบาลรัฐเสียเป็นส่วนใหญ่”
“แต่ถ้าเรามองไปในประเทศที่พัฒนาแล้ว คนไข้ที่ประเทศเหล่านั้นจะพึ่งพาระบบ Insurance หรือระบบประกันสุขภาพอย่างน้อยมีถึง 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขในประเทศไทยมีแค่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น”

“โดยคนไข้ชาวไทยส่วนใหญ่ยอมควักเงินจ่ายเอง แต่ในเมื่อต่อไปโรคภัยมันมีความซับซ้อนมากขึ้น และแนวโน้มค่ารักษาพยาบาลก็ย่อมแพงขึ้นเรื่อยๆ และลองคิดดูว่า เงินเก็บทั้งชีวิตของคนคนหนึ่งต้องมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ย่อมเป็นเรื่องที่น่าเศร้าทีเดียว”
“ด้วยเหตุนี้ คนไทยจึงควรหันมาให้ความสนใจกับการทำ Health Insurance มากขึ้น เพราะจะมาช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลได้จริง และแต่ละบริษัท Health Insurance ก็เสนอกรมธรรม์คุ้มครองสุขภาพในระยะเวลาที่นานขึ้นด้วย”
“และต่อไป ทางเครือ BDMS ยังมองว่า Preventive medical หรือการแพทย์เชิงป้องกัน จะมาแรงมาก เพราะในช่วงวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ ได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้ที่รอดชีวิตจากการติดเชื้อโรคโควิด-19 ส่วนใหญ่ คือคนที่มีสุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัวหรือโรคแทรกซ้อน ดังนั้นผู้คนย่อมให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อลดความเสี่ยงการติดโรคนั่นเอง”
ทั้งนี้ ผู้บริหารหญิงท่านนี้ ยังให้มุมมองส่งท้าย เพื่อชักชวนให้คนไทยร่วมภาคภูมิใจไปด้วยกันว่า เพราะวิกฤตโควิด-19 นี้เอง ที่ทำให้เราได้รู้ว่า ประเทศไทยมีระบบการแพทย์และสาธารณสุขที่ดีไม่แพ้ประเทศใดในโลก บุคลากรทางการแพทย์ของเราก็เก่ง ทำให้เราสกัดกั้นการระบาดในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นนี้

ที่มา : เรียบเรียงจาก Facebook Live : สมาคมผู้จดทะเบียนไทย TLCA รายการ CEO Talk พลิกวิกฤต ตอนที่ 8 ในหัวข้อ “Before, Now, After of Hospital Business in Thailand”


เจาะลึกรายธุรกิจ ว่าธุรกิจไหนได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิดอย่างไรบ้าง พร้อมฟังเทคนิคการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้

รีวิว หลักสูตร MBA ยุคโควิด-19 ต้องเร่งสร้างทักษะการเป็น ‘ผู้ประกอบการดิจิทัล’ รับ New normal จู่โจมภาคธุรกิจไทย

โควิด ก็หยุดการจัดส่งสินค้าจากไทยไปเมืองนอกไม่ได้

เปิดโมเดล ‘การปรับโครงสร้างพนักงาน’ ฝ่าวิกฤตโควิด แบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง