จาก B-League ถึง K-League “ฟุตบอลอาชีพ” กลับมาเตะ สูบฉีดหัวใจ “นักเสี่ยงโชค”

455

13 มีนาคม 2563 ลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของโลกคือ English Premier League ได้ประกาศ “ยุติการแข่งขันชั่วคราว” จนกว่าสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือที่ต่อมารู้จักและคุ้นเคยกันในชื่อ COVID-19 จะดีขึ้น

จากวิกฤตตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อในสหราชอาณาจักร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือยุโรปขึ้นสูงที่สุดในโลกคืออิตาลี สเปน ฝรั่งเศส ตามด้วยเยอรมนี ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ทั้ง 5 ประเทศนี้ คือ เจ้าของลีกฟุตบอลอาชีพยักษ์ใหญ่ของโลก หรือ Big 5
หลังจากนั้น ดูเหมือนว่า ศึกสโมสรฟุตบอลในประเทศต่างๆ นับร้อยลีก ได้ทยอยยุติการแข่งขันลงตาม “พรีเมียร์ลีกอังกฤษ” ไปด้วย ทว่า ยังคงหลงเหลือลีกลูกหนังบางแห่งที่ยังคงเดินหน้าโม่แข้งกันต่อโดยไม่กลัวผลกระทบจาก COVID
อาทิ Taiwan Football Premier League, Tajikistan Higher League, Nicaragua Primera Division, The Burundi Premier League และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Belarusian Premier League หรือ B-League ที่จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ก็ยังแข่งอยู่!

แม้ประเทศ “เบลารุส” เจ้าของ B-League จะมียอดตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID ขึ้นๆ ลงๆ อยู่แถวๆ อันดับ 25-30 ของโลก ทว่า ด้วยความมั่นใจของรัฐบาล และสมาคมฟุตบอลเบลารุส ที่เชื่อว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID ได้

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แฟนบอลที่เหนียวแน่นของพวกเขา ที่แม้ว่าในช่วงหลังจะติดเคอร์ฟิว ไม่ได้เข้ามาชมการโม่แข้งกันสดๆ ในสนาม ทว่า บรรดาสาวกลูกหนังของ “เบลารุส” ก็ยังอุดหนุนตั๋วเข้าชม โดยซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มาดู

ทำให้ B-League หรือการแข่งขันศึกสโมสรฟุตบอลอาชีพของ “เบลารุส” ยังคงเดินหน้าต่อโดยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะ “ได้ใจ” แฟนบอล เป็นกองหนุนระดับผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ถึงขนาดทำตุ๊กตากองเชียร์ให้มาดูบอลแทน
อย่างไรก็ดี ในสภาวะที่ COVID เข้ามาหยุดการฟาดแข้งของลีกทั่วโลก การที่ B-League ยังคงก้มหน้าก้มตาจัดการแข่งขันต่ออยู่นี้ มองใน “มุมเซียนพนัน” แล้ว ถือเป็นการกระตุ้นลมหายใจของเหล่า “นักเสี่ยงโชค” โดยเฉพาะสาย “ลูกกลมๆ” อย่างฟุตบอล

เพราะหากใครที่ติดตามแวดวงพนันขันต่อ โดยเฉพาะลีกฟุตบอลอาชีพแล้ว จะทราบดีว่า ตั้งแต่ “พระอาทิตย์ขึ้น” ยัน “พระอาทิตย์ตก” จะมีการฟาดแข้งกันตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน และ 7 วันต่อสัปดาห์ เริ่มจาก A-League “ออสเตรเลีย” ไปสิ้นสุดที่ Major League “สหรัฐอเมริกา”
ความหมายก็คือ ตั้งแต่ดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า ณ ดินแดน “ตะวันออกสุดขอบโลก” คือทวีปออสเตรเลีย A-League หรือการแข่งขันฟุตบอลลีก “ออสเตรเลีย” ก็เปิดม่านทันที ตามมาด้วยลีกในทวีปเอเชีย เริ่มตั้งแต่อาเซียน ตะวันออกไกล ตะวันออกกลาง
ไล่ไปเรื่อยๆ จนถึงยุโรป แอฟริกา ละตินอเมริกา อเมริกากลาง แคริบเบียน สหรัฐอเมริกา แล้วไปจบที่ดวงตะวันลับขอบฟ้า ณ ฮาวาย นึกภาพตามไปก็คือการรายงานข่าวการฉลองเทศกาลปีใหม่ ที่ไล่ Countdown กันมาจากออสเตรเลีย จบที่สหรัฐอเมริกา

เรียกได้ว่า ใครที่ถ้า “บอลเข้าเส้นเลือด” แล้ว ก็จะมีเกมการฟาดแข้งให้ลุ้นแบบ “ติดปลายสตั๊ด” กันชุ่มปอด ดังนั้น การห่างหายไปของสโมสรลีกฟุตบอลอาชีพระดับโลกแบบนี้ แล้วเหลือ B-League  ที่ยังฟาดแข้งอยู่ มันจึงเป็นสิ่งที่ช่วยชโลมจิตใจ

หล่อเลี้ยงเส้นเลือด และธุรกิจบ่อนการพนันถูกกฎหมายทั้งหลาย และช่องทางเสี่ยงโชคต่างๆ ทั้งใต้ดิน บนดิน ให้หันมาโฟกัสกันที่ B-League ทั้งๆ ที่ในห้วงเวลาปกติ แทบไม่มี “เซียน” คนไหนให้ความสนใจการแข่งขันของ “ลีกเบลารุส” สักเท่าไหร่
และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็มีข่าวใหญ่ในวงการลูกหนังโลกปรากฏขึ้นอีกประเด็นหนึ่ง นั่นคือการกลับมาฟาดแข้งอีกครั้งหลัง COVID ระบาดหนักใน “เกาหลีใต้” หรือการแข่งขันฟุตบอลสโมสรแห่งสาธารณรัฐเกาหลี หรือที่รู้จักในนาม K-League
ที่เปิดฉากโม่แข้งกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน และกำลังเป็นที่จับตาดูของคนในวงการฟุตบอลทั่วทุกมุมโลก เนื่องจากมาตรฐานทีมชาติที่ “เกาหลีใต้” เคยไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย “ติดต่อกัน” มาแล้วถึง 9 ครั้ง นับจาก 1986-2018
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาลีกฟุตบอลในทวีปเอเชีย ที่แน่นอนว่า ย่อมจะต้องติดตาม K-League ชนิดตาไม่กะพริบ เนื่องจากว่า ลีกเหล่านี้ก็มีแนวโน้มว่าอาจจะมีการกลับมาเปิดตัวอีกครั้งตาม K-League หลังได้รับไฟเขียวคลายล็อกมาตรการจากรัฐ
ส่วนที่ยุโรป “ยานแม่” ของการแข่งขันฟุตบอลสโมสรในระบบลีก ก็กำลังเตรียมสปอตไลท์หันไปที่ “เยอรมนี” กับศึก Bundesliga ที่ก็จะกลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้งหลังนายกรัฐมนตรีหญิงเหล็ก Angela Merkel เปิดไฟเขียวให้แล้วเช่นเดียวกัน

ดังนั้น เชื่อได้ว่า สุดสัปดาห์นี้ บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการฟุตบอลยุโรป และแวดวงลูกหนังโลก จะต้องเพ่งความสนใจไปที่ “ลีกเยอรมัน” กันอย่างแน่นอน เป้าหมายหลักก็คือ การติดตามดูระบบจัดการแข่งขันที่ “ไม่มีคนดูในสนาม” แห่งแรก

ว่า “เยอรมนี” จะมีมาตรการรองรับอย่างไร ซึ่ง “เยอรมนี” เป็นชาติที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่อง “มาตรฐาน” “ระบบ” และ “ระเบียบวินัยอยู่แล้ว” ว่าจะจัดการ COVID ในสนามบอลได้อยู่หมัดขนาดไหน เพื่อที่ชาติอื่นในยุโรปและในโลกจะดำเนินรอยตาม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดา “ส่ำเซียน” ที่ตอนนี้ มีความ “กระดี๊กระด๊า” ยิ่งกว่า “กระดี่ได้น้ำ” เพราะกลิ่นสาบลูกหนังได้หวนกลับมา ด้วยสัญญาณนกหวีดของ K-League และ Bundesliga ทำให้ในขณะนี้ “หัวใจนักเสี่ยงโชค” สูบฉีดเลือดกันจนพองโต!

บทความเกี่ยวกับวงการลูกหนังที่เราแนะนำให้อ่านต่อ

Player-Manager ฟุตบอลอังกฤษ ต้นแบบ Demonstration Leadership ภาวะผู้นำทำให้ดู (ตอนแรก)