QE มนต์ดำทางการเงิน ระหว่าง ‘เฟด’ และ ‘กระทรวงการคลัง’ สหรัฐ

206

การฟื้นฟูเศรษฐกิจของแต่ละรัฐนั้นจะถูกนำเอามาพิจารณาหลังจากการลดมาตรการกักกันอย่างเคร่งครัดที่เกิดจากการระบาดโควิด-19 ซึ่งในส่วนนี้มีความคิดที่จะหาทางออกกันอย่างหลากหลายโดยเฉพาะในต่างประเทศซึ่งมีการถกเถียงเรื่องนี้อย่างจริงจัง

สำหรับรัฐอุกกาบาต เสนอแนวคิดการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะทำผ่านเศรษฐกิจท้องถิ่นหรือภาคการเกษตร และการนำเสนอความเป็นฮับของภูมิภาคซึ่งต้องพิสูจน์ออกมาว่า ทำได้มากน้อยแค่ไหน
แต่หากเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบอย่างที่เคยทำมาก็ไม่น่าจะแก้ปัญหาการฟื้นตัวเข้าสู่ระดับการผลิตก่อนหน้าโควิด-19 ได้ในเวลารวดเร็วซึ่งหลังการแพร่ระบาดของไวรัสนั้นทำให้เห็นรัฐศูนย์กลางโดยเฉพาะจีนมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างมากโดยเฉพาะด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจ คือจะไม่เล่นแบบเดิมๆ แล้ว ทำให้ต้องวิเคราะห์ว่าทำไมรัฐศูนย์กลางอย่างจีนจึงไม่เล่นแบบเดิมๆ

จีนทิ้งโซนขุนคลัง
จีนกำลังมุ่งสู่ความเป็นอิสระจากสหรัฐและกำลังสร้างภูมิภาคที่ตนเองมีอิทธิพลโดยอาศัยเงินหยวนดิจิทัล จากการที่จีนอยู่ในโซนเศรษฐกิจ ตั้งอยู่บนพื้นฐานการผลิต มีการวิจัยและพัฒนา มีอำนาจทางทหารของตนเองบนฐานการเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ จีนมีประชากรมากกว่า 1.5 พันล้านคนที่ใช้เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้ ตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคที่ว่า หากจีดีพีประมาณ 60-70% ถูกกำหนดโดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคทั่วไปก็จะเป็นพลังที่น่าประทับใจเพราะจะสามารถหายใจได้ด้วยตนเอง

แต่จีนยังคงมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจัยสำคัญสองประการ
  1. บัญชีการค้าของจีนกับต่างประเทศยังใช้เงินดอลลาร์สำหรับการทำธุรกรรมในฐานะเครื่องมือสำรองเงินและบัญชีสกุลเงิน
  2. จีนเป็นผู้จัดหาทุกอย่างเพื่อการส่งออกและยังเป็นผู้บริโภคที่สำคัญของประเทศต่างๆ โดยจ่ายเงินเป็นดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะถูกแปลงเป็นเงินหยวนในอัตราคงที่
คำถามที่สำคัญในช่วงโควิด-19 ระบาด สำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ คือ ทำไมจีนต้องอาศัยเงินหยวนดิจิทัลของตนเองแทนเงินดอลลาร์ ทั้งที่เงินดอลลาร์นั้น เป็นตัวแทนของชนชั้นนำจากสถาบันเศรษฐกิจการเมือง ผู้ที่จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ของสำนักแองโกลแซกซอนให้การยอมรับว่า เป็นเครื่องมือที่สำคัญในฐานะ ‘เงินสำรองของรัฐ’ และเครื่องมือการทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศอย่างไม่มีข้อสงสัย

การจะตอบคำถามนี้ต้องไปหาคำตอบสมัยปู่เรแกน (Ronald Reagan) ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 80 ในศตวรรษที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเรแกนเปิดตัวกลไกสำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยการขยายอุปสงค์และเครื่องมือของการขยายอุปสงค์คือการพิมพ์เงินของเฟด ซึ่งต่อมาเราเรียกว่า เรแกนโนมิกส์ (Reaganomics)

อัตราการรีไฟแนนซ์ในสหรัฐเวลานั้นอยู่ที่ประมาณ 19% อันเป็นผลของเรแกนโนมิกส์ โดยเฟดได้ “ปั๊ม” เงินจนพองตัว หลักการของ “ปั๊ม” นั้นง่ายมาก หากผู้คนใช้เงินกู้ยืม 10,000 ดอลลาร์ ในอัตราดอกเบี้ย 19% ต่อปี (ในเวลานั้นมีผลบังคับใช้ในสหรัฐ) จากนั้นเมื่อถึงเวลาชำระหนี้ ธนาคารเสนอให้ลูกค้าเพิ่มจำนวนเงินกู้ 10,000 (สูงสุด 20,000) ดอลลาร์ ในกรณีนี้จ่ายเพียงดอกเบี้ย และธนาคารจะลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 18% ของจำนวนเงิน 20,000 ดอลลาร์ (ซึ่งมีผลบังคับใช้ในสหรัฐในเวลานั้น) เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง จำนวนเงินกู้ยืมเพิ่มขึ้น ผู้คน ธนาคาร และนักอุตสาหกรรม ต่างยินดีกับการเล่นแร่แปรธาตุในส่วนนี้ โดยได้สร้างสมดุลของความโลภและความกลัวจนกลายเป็นความโลภที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในที่สุด

เรแกนจึงเพิ่มอำนาจแก่รัฐบาลสหรัฐและธนาคารเพื่อการลงทุน โดยกำกับตลาดหุ้นแบบหลวมๆ

การนำมวลของตราสารอนุพันธ์โดยหมอผีทางการเงิน อลัน กรีนสแปน (อดีตผู้อำนวยการเฟด) ชุบชีวิตทางการเงินขึ้นมาใหม่เพื่อให้เชื่อถือเงินดอลลาร์ คือการสร้างกลไกใหม่สำหรับการจัดการและการจำหน่ายจ่ายโอนของเงินและตราสารหนี้

กรีนสแปนดึงหลักทรัพย์ต่างๆ นอกตลาดหุ้นเข้ามา อย่างกองทุนบำนาญ Hedge Fund พร้อมทั้งนำเสนอสิทธิที่จะยืมการทำธุรกรรมและเครื่องมือประกันต่างๆ สำหรับการประกันเงินทุนสัญญาในอนาคต อย่างผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลายซึ่งเป็นตลาดล่วงหน้า มีตัวเลือกการประกันสำหรับตลาดหนี้ ตลาดการเงิน กลไกดังกล่าวกลายเป็นบริษัทการเงิน ทำให้ธนาคารขนาดใหญ่เพื่อการลงทุนไร้การกำกับดูแล ตลาดมีความผันผวนสูง ยิ่งกระตุ้นให้เรแกนโนมิกส์เป็นที่ชื่นชอบของนักอุตสาหกรรมการเงิน

อลัน กรีนสแปน (อดีตผู้อำนวยการเฟด
สาระสำคัญของสินทรัพย์ดังกล่าวคือ การใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์สำหรับการตัดสินใจประเมินความเสี่ยงตราสารหนี้ โดยเอกสารเหล่านี้กลายเป็นการสร้างรายได้ที่สำคัญผ่านกลยุทธ์การลงทุนของธนาคาร ส่วนเงินลงทุนและกองทุนป้องกันความเสี่ยงกลายเป็นความอลหม่านในตลาดแลกเปลี่ยนทางการเงินระหว่างธนาคาร
ผู้ซื้อหลักของหลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นผู้จัดการของสินทรัพย์คุณตาคุณยาย (กองทุนบำเหน็จบำนาญ) และนักเก็งกำไรธนาคารพาณิชย์ที่เชี่ยวชาญในการฝากและการให้เครดิต การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจึงมีผลต่อการปฏิวัติเงินตรา เงินสด และภาระหน้าที่หนี้สิน กล่าวคือ หนี้สินกลายเป็นเงินกู้ มีบทบาทต่อเงินสดและไม่ใช่เงินสด ทำให้หนี้กลายสถานะเป็นการชำระเงินด้วยรายการเงินสดระหว่างธนาคาร เป็นสกุลเงินที่น่าเชื่อถือระหว่างธนาคาร รวมทั้งหนี้ภาครัฐของสหรัฐยังได้รับหลักประกันจากการพิมพ์กระดาษเงินอย่างไร้ขีดจำกัด
ตรงนี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การหมุนเวียนของปริมาณเงินในส่วนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับสินทรัพย์จากภาคการผลิตที่สามารถจับต้องได้ตามหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินของธนาคาร
แต่ตามธรรมชาติของเงินนั้น ไม่ได้เกิดจากการผลิตปริมาณกระดาษจากแท่นพิมพ์ของเฟด แต่เงินเกิดขึ้นเพื่อเป็นตัวชี้วัดของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตสู่ตลาด
เรแกนโนมิสก์ทำให้เงินเป็นเพียงชิ้นส่วนของกระดาษ ซึ่งเงินได้กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ในความเป็นจริง เงินจะต้องเต็มไปด้วยมูลค่า คือมาจาก มูลค่าการแลกเปลี่ยน (คุณภาพและชิ้นงานตามความต้องการที่สอดคล้องกันระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค) และ มูลค่าแรงงานที่ใช้ไป (จำนวนเวลา ทรัพยากรที่ใช้ไปมักวัดในรูปของหน่วยแรงงาน) ซึ่งเกิดขึ้นได้เฉพาะภาคการผลิตเป็นสำคัญ (จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมภาคเศรษฐกิจหลังอุตสาหกรรมเมื่อเกิดระบาดโควิด-19 พังทลายอย่างรวดเร็วและกลายเป็นตัวเลือกหลังสุดที่เป็นตัวฟื้นฟูเศรษฐกิจ)

เมื่อก่อนมูลค่าของเงินแขวนไว้กับ ‘ทองคำ’ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว

สำหรับการผลิตสินค้าจำเป็นต้องใช้พลังงานและปริมาณจำนวนหนึ่งเสมอ ดังนั้นถ้าเราหยิบเอาเงินสกุลอะไรก็ได้ (ผลิตสินค้า) ต่อหน่วยกิโลวัตต์ เราจะได้รับสกุลเงินนั้นเป็นตัวชี้วัดของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและเศรษฐกิจก็จะหายป่วยหรือไม่เป็นอัมพาต
ไม่เคยเห็นว่าที่ใดในโลกอธิบายว่า หากเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปในตลาดจะทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐที่มีพื้นฐานความคิดแบบนี้คือ เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 2 แต่ต้องชดเชยด้วยการขาดดุลงบประมาณร้อยละ 5 ของจีดีพี (นี่คือการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบไหน? ในความเป็นจริง สหรัฐต้องมีอัตราการเติบโตร้อยละ 5 ขึ้นไป)
ปัจจุบัน การเพิ่มปริมาณเงินเข้าสู่ตลาดทำได้ในเงื่อนไขของการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ส่วนการเพิ่มอัตราการผลิตทำได้แค่นั้นคือ อัตราการพิมพ์เงิน 1:1 ของธนาคารกลางทั่วไป แต่เฟดพิมพ์ 1:25 สำหรับการบริโภคภายในประเทศ

โลกได้แบ่งเป็น 2 โซนเศรษฐกิจใหญ่ๆ
1. โซนการผลิตบนพื้นฐานอัตราการเติบโตภาคการผลิต ราคาของผลิตภัณฑ์หรือบริการใดๆ โดยทั่วไปรวมถึงค่าจ้างภาษีและผลกำไร จากการใช้ทรัพยากรวัสดุซึ่งรวมถึงวิธีการผลิตและเครื่องมือในการผลิตผลิตภัณฑ์หรือบริการ

หากสมมติว่ารายได้จากภาษีไม่ได้ใช้ในการซื้อสินค้าและบริการตามความต้องการของรัฐ เมื่อนั้นภาษีก็จะถูกนำไปใช้กับค่าตอบแทนของข้าราชการในการจ่ายเงินบำนาญและผลประโยชน์สร้างรายได้ของครัวเรือน ซึ่งเราต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงว่า รายได้ส่วนหนึ่งของครัวเรือนหรือกำไรนั้นถูกตั้งไว้ในหัวของผู้ผลิตอยู่แล้ว

และหากไม่สามารถดำเนินการได้ หมายความว่า ผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้จะไม่ได้รับค่าจ้างและผลกำไร ทำให้ผู้ผลิตกลุ่มนี้ไม่สามารถซื้อสินค้าและบริการที่พวกเขาต้องการและจะไม่สามารถจ่ายภาษีได้ เมื่อเวลาผ่านไป ความไม่สมดุลนี้ก็เพิ่มขึ้น นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นวิกฤตของการผลิตเกินกำลัง
2. โซนขุนคลังมองเงินเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาจากพื้นฐานมูลค่าแรงงานและคุณภาพของอรรถประโยชน์ที่แรงงานสร้างไว้เป็นการแลกเปลี่ยน แต่มาจากการเสกกระดาษขึ้น และสหรัฐเป็นศูนย์กลางของโซนขุนคลังโดยพื้นที่ปฏิบัติการ วันทำการ เกิดขึ้น ณ ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท

จากฟองสบู่ฟองแรกที่แตกตัวเมื่อเดือนตุลาคม 1987 เรแกนโนมิสก์ก็เริ่มดิ่งตัวลงนำมาสู่การล่มสลายที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งในประวัติศาสตร์ “บันทึก” นี้ถูกค้นพบหลังจากผ่านไป 33 ปี คือในเดือนมีนาคม 2020 ซึ่งเป็นพยานได้ว่า เป็นผลที่ตามมาจากการล่มสลายของตลาดหุ้น

แล้วจะทำอย่างไรต่อ?
ถึงตอนนี้ เราต่างก็กำลังเริ่มหาคำตอบเพราะไม่มีใครรู้เรื่องนี้ สถานการณ์ที่คาดว่าหลังจากมีมาตรการที่เข้มงวด ผู้คนซึ่งเผชิญกับการระบาดจะสามารถหางานได้อย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน ทางการสหรัฐได้ใช้เงินจำนวนมากอัดฉีดลงไปในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตได้หรือไม่นั้น ก็ยังเป็นคำถามที่รอคำตอบอยู่
ขณะเดียวกันก็มีปัญหาอื่นๆ ด้วย ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของหนี้สิน การขาดดุลงบประมาณมหาศาล และวิธีการแก้ไขปัญหาที่ยังไม่ชัดเจน เป็นสิ่งที่น่ากังวลเพราะช้าหรือว่าเร็วก็จะเข้าสู่วงจรแบบเดิมๆ อีก

QE (Quantitative Easing) ไม่ใช่นวัตกรรม แต่เป็นการเสกอากาศให้เป็นเงิน

ศตวรรษที่ 21 การปฎิวัติด้านนโยบายของธนาคารกลางที่เรียกว่า “มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE) เฟด ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารแห่งญี่ปุ่น และธนาคารกลางอื่นๆ ได้รับโอกาสไม่จำกัด ในการซื้อตราสารหนี้ภาครัฐและสูบเงินในภาคการเงินด้วยเงินหลายพันล้านล้านล้านดอลลาร์ยูโรและเยน
ธนาคารกลางบางแห่ง (สวีเดน, เดนมาร์ก, ญี่ปุ่น, สวิตเซอร์แลนด์) จัด “การปฏิวัติ” ในรูปแบบที่แตกต่างกัน พวกเขาลดอัตราดอกเบี้ยลงต่ำกว่าศูนย์ โดยธนาคารกลางของญี่ปุ่นและสวิตเซอร์แลนด์นั้นปฏิวัติเงียบๆ ด้วยการไม่จำกัดการซื้อตราสารหนี้ของรัฐบาลอีกต่อไป แต่เพิ่มสินทรัพย์ด้วยตราสารทุน ตราสารอนุพันธ์ รวมถึงหุ้นของบริษัท ทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยลดการพังทลายของเศรษฐกิจ
แต่เงินทุนเหล่านี้เป็นเหมือนยาเสพติดที่มีการเพิ่มปริมาณและไม่มีใครรู้ว่ามันจะจบลงอย่างไร
วิกฤตเศรษฐกิจโรคระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและต่อหน้าต่อตาเรา กำลังผลักดันหน่วยงานทางการเงิน (การคลังและเฟด) ค้นหาวิธีการ “ปฏิวัติใหม่” เพื่อช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ โดยการใช้โปรแกรมเต็มรูปแบบด้านการ “ผ่อนคลายเชิงปริมาณ” ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอัตราดอกเบี้ยที่สำคัญจะยังคงลดลงจนติดลบ สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษจึงเป็น นวัตกรรมด้านอำนาจการเงินของสหรัฐ

วิกฤตที่เกิดขึ้นนั้น กระทรวงการคลังสหรัฐและเฟดได้จัดสรรเงินทั้งหมดประมาณ 6 ล้านล้านดอลลาร์ซึ่งคิดเป็น 30% ของจีดีพีของสหรัฐ

รูปแบบใหม่ของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองสถาบันการเงินของสหรัฐ (กระทรวงการคลังและเฟด) เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ผ่านการโต้ตอบและดำเนินการ ดังนี้
กระทรวงการคลังออกตราสารหนี้ (พันธบัตร) และขายให้กับเฟด เฟดได้รับกระดาษที่เรียกว่า ดอลลาร์ ส่งผลให้ปริมาณการแลกเปลี่ยนพันธบัตรและดอลลาร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังจากวิกฤตปี 2008-2009 อันเป็นผลมาจากการดำเนินการตามโครงการ “มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ” (QE)
ณ สิ้นปีที่แล้ว พอร์ตโฟลิโอด้านการซื้อพันธบัตรคืนของเฟด มีจำนวน 2.54 ล้านล้านดอลลาร์ และโครงการนี้ยังคงดำเนินต่อไป ทำให้ขนาดของการดำเนินการภายในกรอบเพิ่มขึ้น
เฟดกล่าวว่าตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม ได้เริ่มซื้อพันธบัตรกระทรวงการคลังมูลค่า 75 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน (รวมถึงพันธบัตรจำนอง 50,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน)
นั่นคือภายในหนึ่งสัปดาห์ (5 วันทำการ) เงินคงคลังของเฟดเพิ่มขึ้น 375 พันล้านดอลลาร์!

แต่โปรแกรมที่ 3 นั้น เฟดสามารถซื้อพันธบัตรได้เพียงเดือนละ 5 หมื่นล้านดอลลาร์! และปีที่แล้วสินทรัพย์ของเฟดก็น้อยกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ในเดือนเมษายนซื้อไปแล้ว 6 ล้านล้านดอลลาร์

ตอนนี้นอกเหนือจากเฟดรับซื้อตราสารหนี้และการจำนองตามปกติแล้ว เฟดจะซื้อหลักทรัพย์อื่นเพื่อสนับสนุนต่อ ซึ่งไม่ใช่การซื้อโดยตรง แต่ทำผ่านกระทรวงการคลัง สิ่งนี้เป็นรูปแบบใหม่รวมถึงทำให้เกิดเกิดกลไกต่อไปนี้
  • กลไกแรก – Primary Market Corporate Credit Facility (PMCCF) มีไว้สำหรับการซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทใหม่ที่เริ่มต้นเข้าสู่ตลาด
  • กลไกที่สอง – Secondary Market Corporate Credit Facility (SMCCF) มีไว้เพื่อรักษาหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายในตลาดอยู่แล้ว
  • กลไกที่สาม – Term Asset-Backed Securities Loan Facility (TALF) สำหรับการซื้อหลักทรัพย์ที่ออกให้กับสินเชื่อของธนาคาร (การดำเนินการนี้เรียกว่าการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ของสินเชื่อธนาคาร) และเงินกู้ยืมจากธนาคารก็จะต้องมีหลักประกันในรูปแบบของการค้ำประกันหรือหลักประกัน โดยเป็นสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางค้ำประกันโดยฝ่ายบริหารของธุรกิจขนาดเล็ก
  • กลไกที่สี่ – Money Market Mutual Fund Liquidity Facility (MMLF) มีไว้สำหรับการสนับสนุนทางการเงินของหน่วยงานเทศบาล (ซื้อโดยกองทุนหลักทรัพย์เทศบาล)
  • กลไกที่ห้า – Commercial Paper Funding Facility (CPFF) สำหรับกลไกที่ห้า หากเอกสารไม่ตกอยู่ในมาตรฐานของหนึ่งในสี่กลไกข้างต้นก็จะถูกซื้อโดยกลไกที่ห้า
สำหรับโซนขุนคลัง นอกจากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณจำนวนหลายล้านล้านดอลลาร์และการกระจายเงินบางแห่งโดยตรงสู่ประชาชน ก็ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่น ส่วนเฟดก็ทำหน้าที่ใหม่ของตนเองคือ  การสนับสนุนทางการเงินของเฟดรวมถึงการซื้อพันธบัตรขยะ ช่วยป้องกันการผิดนัดชำระจำนวนมากของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 เพื่อสร้างแรงจูงใจทางการเงินต่อไป
อย่างไรก็ตาม มาตรการทางการเงินที่นำมาใช้นั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดฟองสบู่ในตลาดการเงิน และการช่วยเหลือองค์กรซอมบี้ที่ไม่มีประสิทธิภาพ บริษัทดังกล่าวอาจล้มละลายเนื่องจากวิกฤตการณ์โรคระบาดนี้จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในที่สุด
เพราะเฟดไม่ได้สนใจกลไกตลาดอีกต่อไป แต่ก็มักขอร้องให้รัฐสนับสนุน
สิ่งสำคัญที่สุดที่เฟดและกระทรวงการคลังสหรัฐทำคือ ให้กลไกนี้ทำงานผ่านหน่วยงานเฉพาะกิจ Special Purpose Vehicle (SPV) ซึ่งจะถูกสร้างขึ้นตามแต่ละกลไก
โดยผู้ก่อตั้ง SPV คือรัฐบาล ซึ่งจะจัดสรรเงินจากงบประมาณสำหรับการจัดตั้งแหล่งเงินทุน SPV เพื่อจะได้รับเงินกู้จากเฟดสำหรับซื้อตราสารทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้คาดว่าจะได้ในอัตราส่วน 1:10

นั่นคือ แต่ละดอลลาร์ของทุนจดทะเบียน SPV ธนาคารกลางจะออกเงินกู้ 10 ดอลลาร์ ตาม CARES Act ที่กล่าวมาข้างต้น ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะใช้ประโยชน์จาก SPV ดังนั้น จึงสามารถสันนิษฐานได้ว่า จำนวนเงินกู้สูงสุดที่บริษัทใหม่สามารถจะได้รับนั้นเกิน 4.5 ล้านล้านดอลลาร์


มูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดของเฟดเมื่อต้นปี 2020

จากตรงนี้จึงเห็นมายากลของเจ้าหน้าที่การเงินและอีกหลายคน โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญในโซนการผลิต (จีนรัสเซีย) เชื่อว่าภายใต้หนึ่งดอลลาร์ที่แท้จริงของกระทรวงการคลังสหรัฐ เป็นไปได้ที่จะกลายเป็นสิบดอลลาร์!
อย่างไรก็ตาม อาจจะมีบางคนเชื่อว่าเงินดอลลาร์ดั้งเดิมของกระทรวงการคลังที่ลงทุนในทุน SPV ก็จะเป็นเสมือนเงินที่สร้างขึ้นจากอากาศหรือออกซิเจน

ท้ายที่สุด การเพิ่มขึ้นของเงินดอลลาร์ในงบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐนั้น ไม่ใช่ภาษี (ภาษีของแต่ละรัฐนั้นมาจากความสามารถของภาคการผลิตและการบริการต่างๆ ที่โดดเด่น) แต่เป็นเงินจากการให้สินเชื่อโดยเฟด

วิธีการแบบนี้ รัฐบาลจะได้รับเงินที่ยื่นความจำนงจำนวนมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจไวรัสโควิด-19
ในปีงบประมาณที่ผ่านมา (2019) งบประมาณของรัฐบาลกลางลดลงด้วยการขาดดุลประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนปีงบประมาณปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่มีวิกฤตแต่การขาดดุลก็ยังคงมีมูลค่าอย่างน้อย 1 ล้านล้านดอลลาร์
การบริหารของทรัมป์ไม่ได้ขึ้นภาษี แต่ลดระดับภาษีเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายความว่าเงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์ มาจากการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นในจำนวนเดียวกัน และนั่นหมายความว่าเฟดจะซื้อพันธบัตรคืนมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์
กล่าวคือ เฟดจะสร้างรายได้ (เงิน) จากอากาศ จากนั้นเงินนี้จะไปสู่รัฐบาล รัฐบาลจะเทลงใน SPV ใหม่และเฟดจะสร้างเงินจำนวนมากที่มาจากอากาศบนพื้นฐานของการอัดฉีด “ทุน” เหล่านี้
นี่คือกระบวนการผลิตซ้ำของโซนขุนคลัง ช่างมหัศจรรย์จริงๆ (หากจีนถือตราสารหนี้ของสหรัฐมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ต้องใช้เวลาทำงานหาเงินมากกว่าแรงงานรุ่นหนึ่งประมาณ 30 ปี แต่เฟดใช้เวลา 3-4 เดือนก็สามารถเสกเงินเหล่านี้ได้)
เป็นที่น่าสังเกตว่าก่อนหน้านี้ เฟดยังไม่ได้ทำอะไรกับหนี้ของบรรษัท แต่ตอนนี้จะทำงานกับหนี้บรรษัททั้งหมดของสหรัฐ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 9.5 ล้านล้านดอลลาร์

วันนี้บรรษัทส่วนใหญ่มีอันดับการลงทุนต่ำและบางบริษัทมีคุณสมบัติเป็นขยะ ด้วยขอบเขตที่วางแผนไว้สำหรับกิจกรรมการจัดหาของ SPV ทำให้จะต้องสะสมตราสารบริษัทขยะในงบดุลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ธนาคารแห่งอเมริกาได้รายงานการเพิ่มขึ้นของบริษัทที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเวลาที่กำหนดและ Moody ได้จัดอันดับ 311 บริษัท ให้เป็นหมวดหมู่ของบริษัท “ขยะ” ซึ่งหากเปรียบเทียบกับสถิติปี 2009 มี 291 เป็นบริษัทขยะ
นอกจากการปรับลดอันดับ ยังเป็นตัวผลักดันให้บริษัทเริ่มต้นเข้าสู่สถานการณ์ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้มากขึ้น รวมทั้ง วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) นักลงทุนในตำนานก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ได้ ดูได้จากพอร์ตโฟลิโอของ Berkshire Hathaway ที่มีมูลค่าลดลงมากกว่า 50% จนบัฟเฟตต์เองต้องพูดกับนักลงทุน ว่ายอมรับข้อผิดพลาดและทำให้ชัดเจนว่า เขาไม่รู้ว่าจะพัฒนาอย่างไรต่อไป
ดูเหมือนว่าภายใต้นโยบายดังกล่าว SPV ถูกกำหนดให้ล้มละลาย แต่รัฐบาลไม่อนุญาตให้ล้มละลายกลับให้ความช่วยเหลือเป็นแสนล้านดอลลาร์ เพื่อที่กระทรวงการคลังจะได้กู้จากเฟด

covid-19 อเมริกา

เฟดทำหน้าที่เป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ จัดสรร “สินเชื่อ” ให้กับธนาคารและ “บริษัท” ซึ่งทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ที่ส่งเงินนี้ให้กับทุกคน โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่จะใช้ในอนาคต ดังนั้น ภาคธุรกิจหรือครัวเรือนไม่จำเป็นต้องจัดการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ต้นทุนอีกต่อไป รวมถึงการวางแผนทางการเงินเพื่อคิดเกี่ยวกับวิธีการคืนเงินกู้ในอนาคต – โอแม่เจ้า!
เครื่องมือมหัศจรรย์ทางการเงินที่เกิดขึ้นนี้ ช้าหรือเร็วต้องกลับมาอยู่ในโลกแห่งความจริง คือภาคการผลิตจะถูกทำลายอย่างสมบูรณ์แบบในที่สุด ส่วนแผนผังของสองคู่หู (เฟดกับกระทรวงการคลัง) กำลังสร้างความสับสนด้านหน้าที่ โครงสร้างที่ยังขาดความชัดเจน และยังคงมุ่งหน้าต่อไปทั้งๆ ที่หลายคนจับแผนผังได้แล้วว่า เฟดกับกระทรวงการคลังชงกันเอง ไม่ได้เป็นอิสระจากกัน โดยอยู่ภายใต้มนต์ดำที่ไม่มีความขลังอีกต่อไป
รอดูกันต่อว่า จีน ในฐานะผู้นำโซนการผลิตเบอร์หนึ่งของโลกจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

 

 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย