Billionaires ไทย ยากจะมีคนแบบ Bill Gates และ Mark Zuckerberg

508

เมื่อไทยยังเป็นแค่ “ผู้ใช้เทคโนโลยี” Billionaires เราจึงไม่มีคนแบบ Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft และ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook

หรือจะเป็น Larry Page และ Sergey Brin ผู้ก่อตั้ง Google และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Steve Jobs ผู้ก่อตั้ง Apple
ไม่ต้องไปเอ่ยถึงมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกยุคนี้ที่ชื่อ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ร้านค้าปลีกออนไลน์ใหญ่ที่สุดในจักรวาล
หรือจะเป็น Elon Musk ผู้ก่อตั้ง Tesla รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ที่กำลังไปไกลถึงขั้นสร้างยานอวกาศของตัวเอง
นี่ยังไม่ต้องพูดถึง Jack Ma ผู้ก่อตั้ง Alibaba ยักษ์ค้าปลีกออนไลน์สัญชาติจีน ที่กำลังตาม Amazon ไปติดๆ
ที่โลกให้การยอมรับ “บุคคลเหล่านี้” ว่าเป็น “ผู้สร้างเทคโนโลยี” หรือ “ผู้คิดค้นนวัตกรรม”
เป็น “ผู้สร้างเทคโนโลยี” หรือ “ผู้คิดค้นนวัตกรรม” ในความหมาย “เจ้าของไอเดีย” เพื่อ “สรรค์สร้างสิ่งใหม่ให้กับโลก”
เป็น “ประเทศผู้สร้างเทคโนโลยี” ในฐานะ “ผู้ผลิตอุปกรณ์ต้นแบบ” และ “วัสดุต้นทาง” ส่งทอดให้กับ “ประเทศผู้ใช้เทคโนโลยี”
“ประเทศผู้ใช้เทคโนโลยี” หรือบางทีก็เรียกว่า “ประเทศกำลังพัฒนา” หรือ “ประเทศโลกที่ 3” และหลายคนก็ปรามาสว่าเป็น “ประเทศด้อยพัฒนา”

สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

พูดจากันแบบสุภาพชน ตั้งแต่เกิดมาจนอายุใกล้เลข 5 ในอีกไม่กี่ปี
ผมได้ยินคำว่า “ไทยเราเป็นประเทศกำลังพัฒนา” มาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นอนุบาล จนเรียนจบปริญญาเอก
และเป็นเวลานับศตวรรษแล้ว ที่ “ไทยเรา” ยังคงเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา”
นั่นก็แปลว่า คำว่า “ประเทศผู้ใช้เทคโนโลยี” เป็นประโยคที่ถูกต้องที่สุดแล้ว หากนำมาใช้จำกัดความ “ประเทศกำลังพัฒนา” แบบ “ไทย”

เพราะไม่ว่าจะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ว่าเราสร้างนวัตกรรมได้ ไม่ว่าจะเป็น “หุ่นยนต์” “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” หรือ Drone ได้เอง

แต่มันก็ยังอยู่แค่สถานะ “ประเทศผู้ใช้เทคโนโลยี” เพราะ “ต้นแบบ” และ “แนวคิด” สิ่งของทั้งหมด “ไม่ใช่ของเรา”

นวัตกรรมการแพทย์
ขณะที่นวัตกรรมการเกษตร ที่ถือเป็นจุดเด่นของเรา แม้กระทั่งนวัตกรรมการแพทย์ หลากหลายผลงาน ที่เราสรรค์สร้างขึ้นเองได้โดยไม่ต้องนำ “ต้นแบบ” และ “แนวคิด” มาจากใคร
ทว่า สิ่งเหล่านี้ก็ไม่สามารถต่อยอดให้ “ไทย” ยกระดับขึ้นเป็น “ประเทศผู้สร้างเทคโนโลยี”
และผู้คิดค้นนวัตกรรมเหล่านี้ ก็ไม่ติดฝุ่น “อันดับมหาเศรษฐี” ไม่สามารถสร้างรายได้จากการสรรค์สร้างผลงานให้ร่ำรวยขึ้นมาได้
เพราะส่วนใหญ่เป็น “งานวิจัยใส่หิ้ง”
ย้อนความทรงจำพวกเรากลับไปนึกถึง “อันดับมหาเศรษฐีไทย” นับตั้งแต่เราเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา
รายชื่อของ “นายธนาคาร” ตระกูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “หวั่งหลี” “เตชะไพบูลย์” “โสภณพานิช” “ล่ำซำ” คือ “มหาเศรษฐีไทย” ที่อยู่ในอันดับต้นๆ หรือ Top Ten มาเป็นเวลาหลายสิบปี
และต้องไม่ลืม “สามตระกูลใหญ่” ที่เคียงคู่สังคมไทยมาหลายทศวรรษอย่าง “สิริวัฒนภักดี” และ “ภิรมย์ภักดี” รวมถึง “โอสถานุเคราะห์”
ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนผ่านมายัง “อาณาจักรค้าปลีก” ตระกูล “โชควัฒนา” แห่ง “สหพัฒนพิบูล” ผนวกกับ “จิราธิวัฒน์” เจ้าของ “ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล” รวมถึง “อัมพุช” แห่ง “เดอะ มอลล์” ในยุคปัจจุบัน พร้อมการเติบโตของตระกูลอสังหาริมทรัพย์อย่าง “กาญจนพาสน์” และ “อัศวโภคิน”
ตามมาด้วยยุคทองของ “อัศวินคลื่นลูกที่ 3” ในยุคเปลี่ยนผ่านประเทศไทย จาก Thailand 1.0 “ยุคนายธนาคาร” มาสู่ Thailand 2.0 “ยุคนางห้างค้าปลีก” เป็น Thailand 3.0 ที่ “ชินวัตร” ก้าวเข้าทำเนียบ “อันดับมหาเศรษฐีไทย”
เคียงคู่กับ “ตระกูลใหญ่” ในยุคปัจจุบันคือ “เจียรวนนท์” ร่วมด้วย “อยู่วิทยา” และน้องใหม่ “ศรีวัฒนประภา”

Thailand 4.0

อย่างไรก็ดี เมื่อเราก้าวมาถึง Thailand 4.0 ซึ่ง Billionaires ของ “ไทยเรา” น่าจะก้าวไปสู่ยุค 4.0 อย่างแท้จริง เฉกเช่น คนแบบ Bill Gates และ Mark Zuckerberg หรือ Larry Page และ Sergey Brin หรือ Steve Jobs
มิพักต้องเอ่ยถึง Jeff Bezos และ Elon Musk หรือ Jack Ma “อภิมหาเศรษฐีโลก” ในยุคปัจจุบัน
แต่ก็ดูเหมือนว่า Billionaires “ไทย” ยังคงวนเวียนอยู่ในยุค Thailand 3.0
เพราะอย่างที่บอกไป ว่าเป็นเวลานับศตวรรษแล้ว ที่ “ไทยเรา” ย่ำอยู่ที่เก่า และยังคงเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา” อยู่เหมือนเดิม
นั่นก็แปลว่า คำว่า “ประเทศผู้ใช้เทคโนโลยี” เป็นประโยคที่ถูกต้องที่สุดแล้ว หากนำมาใช้จำกัดความ “ประเทศกำลังพัฒนา” แบบ “ไทยๆ” นั่นเองครับ
หรือว่า เรายังไปไม่ถึง Thailand 4.0 อย่างแท้จริง?