ทำไม Work from Home และ e-Learning แบบไทยไทย จึงไม่เจริญ?

725

ก่อนการคลายล็อคเล็กน้อย ดูเหมือนว่าถนนหนทางในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะทางด่วน เริ่มแน่นขนัด

พลันเมื่อถึงวันปลดล็อค สต๊อคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ระบายออกอย่างจริงจัง หลังถูกปิดมากว่า 1 เดือน
หลังการชัตดาวน์นิดหน่อย ออฟฟิศหลายแห่งเริ่มเรียกพนักงานกลับเข้าไปทำงานในสำนักงาน หลายบริษัทฯ ออกคำสั่งยกเลิก Work from Home
และเริ่มมีความเคลื่อนไหวของสถานศึกษาต่างๆ ซึ่งหลายที่ได้ทยอยลดการเรียนออนไลน์ หรือ e-Learning และบางมหาวิทยาลัยได้เรียกอาจารย์กลับเข้ารั้ว
เป็นผลมาจากยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 เหลือเพียงหลักหน่วย โดยเฉพาะตัวเลขผู้เสียชีวิตลดลงเหลือ 0
แม้เฉพาะหน้า นี่คือสัญญาณที่ดี แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อบ่งชี้สถานการณ์ระบาดระลอกแรกที่ใกล้จะยุติลง ทว่า หลายคงอดกังวลไม่ได้ถึงการระบาดระลอก 2

การที่สำนักงานจำนวนมากประกาศยกเลิก Work from Home โดยไม่มีมาตรการอื่นๆ รองรับ เช่น การเหลื่อมเวลาเข้าทำงานก็ดี
การหันหลังให้กับการประชุมผ่านทางไกล หรือ Video Conference ก็ดี
โดยเฉพาะ การที่สถาบันการศึกษาเริ่มผ่อนมาตรการเรียนออนไลน์ ขณะที่ยังไม่มีข้อปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับการรักษาระยะห่างทางสังคมในการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยก็ดี
สิ่งเหล่านี้ อาจนำมาสู่การวิเคราะห์พฤติกรรมสังคมในระดับวัฒนธรรม
ในประเด็นการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา มีเสียงบ่นมากจากโรงเรียนในท้องถิ่นทุรกันดาร ว่ายังไม่มีความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานการทำ e-Learning
เพราะสถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ห่างไกล ยังไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ขณะที่บางแห่งบอกว่า แม้แต่ไฟฟ้าก็ยังไม่มี!

อีกทั้ง ผู้ปกครองและนักเรียนจำนวนมาก ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีพอสำหรับรองรับการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์

แน่นอนว่า ไม่มีใครสามารถปฏิเสธเหตุผลดังกล่าวข้างต้นนี้ได้ เพราะนี่คือความเป็นจริง!

อย่างไรก็ดี ผมคิดว่า อีกปัญหาหนึ่งซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญมากในประเด็น e-Learning ก็คือ ความพร้อมของครู
แม้ผมจะพยายามนำเสนอ แนวคิดการบริหารจัดการการศึกษาในรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น “Blended Learning ชั่วโมงนี้ดีที่สุด เหมาะสุดสำหรับผู้เรียนและผู้สอนในยุคดิจิทัล” ก็ดี
หรือ “New Normal กระทรวงศึกษาธิการ Blended Learning ภาค 2 มอบ “ชีวิตวิถีใหม่” ให้ ศธ. ด้วย Hybrid Home School”  ใน SALIKA ของเราแห่งนี้ก็ดี

แต่ต้องยอมรับว่า แวดวงการศึกษาแบบไทยไทย ในยุคปัจจุบัน มีส่วนผสมระหว่างครูอาวุโสที่คุ้นเคยกับรูปแบบ Lecture-based Learning กับครูรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับ Online-based Learning

และเชื่อว่า น่าจะมีครูยุคใหม่จำนวนมาก ที่ไม่ถนัดกับการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์!
นี่คือปัญหาในเชิงวัฒนธรรม นั่นก็คือ เรื่องของการปรับตัวครับ!
โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่า แวดวงการศึกษาแบบไทยไทย ต้องเริ่มปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป
พ่อแม่ ผู้ปกครอง เด็ก และครู ทุกคนต้องปรับตัว เพื่ออยู่ร่วมกับโลกใหม่ยุค New Normal

เพราะกระดานดำและชอล์ค ยังเปลี่ยนมาเป็น White Board กับปากกาเมจิกได้ อีกทั้งเครื่องปิ้งแผ่นใสก็ถูกนำไปทิ้งหมดแล้ว เนื่องจากบุคลากรทางการศึกษาได้เปลี่ยนมาใช้ PowerPoint กันมาเป็นเวลานับสิบปีแล้ว

Work from Home e-Learning
นี่คือตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า การสร้างระบบใหม่ขึ้นมาเช่นนี้ เป็นตัวบีบให้ทุกคนต้องปรับตัว
อนาคตอันใกล้นี้ หนังสือเรียนก็จะเปลี่ยนเป็น e-Book ทั้งหมด และต่อจากนี้โรงพิมพ์หนังสือกระดาษก็จะค่อยๆ ปิด ไม่มีใครมาจ้างพิมพ์ เพราะต้นทุนแพง กระดาษก็แพง ต้นไม้ไม่มีให้ตัด ก็ต้องปรับตัวมาใช้ e-Book กัน
ทำให้ผู้ปกครองจะต้องหาอุปกรณ์มารองรับ โดยเฉพาะโรงเรียนที่ต้องจัดหาเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ ตามความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการศึกษา
ในระดับวัฒนธรรม ยกตัวอย่าง วงการเพลง ตอนนี้ โรงงานปั๊ม CD ปิดหมดแล้ว ศิลปินก็ต้องทำเพลงแบบ Streaming Online บน YouTube
ผมหมายถึง ศิลปินที่ต้องการทำ CD ออกขาย ก็ไม่มีที่ทำแล้ว เพราะมันถูก Disrupt ไปหมดแล้ว
ปัญหาสำคัญในประเด็นดังกล่าวก็คือ บุคลากรทางการศึกษาจำนวนหนึ่งยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน
ดังนั้น ภาครัฐจึงควรเร่งส่งเสริมและเปิดมุมมองของการพัฒนาครูในศตวรรษที่ 21 ด้วยการปรับทัศนคติ ส่งเสริมให้ครูนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอน

และที่สำคัญที่สุดก็คือ นำมาใช้ในการพัฒนาตนเอง เพื่อลดปัญหาครูยุคใหม่จำนวนมาก ที่ไม่ถนัดกับการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์นั่นเองครับ!

ในส่วนของการ Work from Home ก็เป็นปัญหาในระดับวัฒนธรรมเช่นกันครับ
เพราะยังมีองค์กรจำนวนมากที่ยังไม่ยอมรับการมีอยู่ของแนวคิดการทำงานนอกออฟฟิศ หรือ Work from Anywhere
และต้องยอมรับว่า สังคมไทยมีผู้บริหารจำนวนมาก ที่ยังยึดติดกับวิธีการทำงานแบบเดิม
คือต้องเข้ามาเห็นหน้ากันตลอดเวลา ซึ่งหากเป็นพนักงานธุรการ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

Work from Home e-Learning

แต่ถ้าเป็นพนักงานขายที่ต้องออกพบปะลูกค้าเป็นประจำ ซึ่งนับว่าตรงกับสไตล์การทำงานแบบ Work from Anywhere ที่สามารถปฏิบัติงานนอกออฟฟิศได้
อย่างไรก็ดี เจ้านายหลายคนมักรู้สึกไม่สบายใจ ที่วันวันหนึ่งไม่เห็นหน้าลูกน้อง และนี่ก็คือปัญหาวัฒนธรรมนั่นเองครับ
แม้ทุกวันนี้ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตจะมีความเร็วและความสะดวกในการเข้าถึงเป็นอย่างมาก ทำให้การ Work from Anywhere ที่สามารถนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ก่อนยุค COVID
ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ล็อบบี้โรงแรม ห้องสมุด สวนสาธารณะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Co-working Space
แต่ในห้วงเวลาหลังจากนี้ หรือ Post-COVID วัฒนธรรมการทำงานจะต้องเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมืออย่างแน่นอนครับ
แม้ว่า ออฟฟิศหลายแห่งเริ่มเรียกพนักงานกลับเข้าไปทำงานในสำนักงาน หลายบริษัทฯ ออกคำสั่งยกเลิก Work from Home
และสำนักงานจำนวนมากก็ประกาศยกเลิก Work from Home โดยไม่มีมาตรการอื่นๆ รองรับ เช่น การเหลื่อมเวลาเข้าทำงานก็ดี
หรือการหันหลังให้กับการประชุมผ่านทางไกล หรือ Video Conference ก็ดี
รวมถึง แวดวงการศึกษาที่ขณะนี้ยังจมอยู่กับการจัดการปัญหา e-Learning อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมไม่ได้ก็ดี
ปมประเด็นทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ทำไม Work from Home และ e-Learning แบบไทยไทย จึงไม่เจริญสักทีนั่นเองครับ!

อ่านบทสัมภาษณ์พิเศษที่กระตุ้นเตือนว่า ทำไมต้องเร่งสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แวดวงการศึกษาไทย และจะทำได้อย่างไร

สัมภาษณ์พิเศษ “คุรุการศึกษาไทย” ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ : “เราต้องเลิกใช้ Solution เดียวกับการแก้ปัญหาทุกอย่าง”