นิว นอร์มอล กับ 4 ประเด็นสำคัญน่าคิด…ที่จะทำให้ ‘การศึกษา’ พ้นความตกต่ำ ล้าหลัง และความสูญเปล่าไม่รู้จบ!!! 

852

เมื่อพิจารณาถึงการศึกษายุคใหม่ที่เคลื่อนไหวอยู่ในสถานการณ์โลกศตวรรษที่ 21 และการเผชิญหน้ากับวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้โลกและผู้คนต้องปรับตัวรับความเป็นจริงและ ชีวิตใหม่วิถีใหม่ หรือ นิว นอร์มอล ซึ่งเป็นการปรับตัวที่มีนวัตกรรมเทคโนโลยีในกระแสการสื่อสารและความก้าวหน้ายุคใหม่เป็นตัวช่วย และจะมีผลต่อสังคมเศรษฐกิจทั้งระบบ


นิว นอร์มอล จะกลายเป็นความเคลื่อนไหวของชีวิตและงานแบบใหม่ต่อจากปัจจุบัน ซึ่งในกระแสความเคลื่อนไหวนี้จำเป็นต้องพิจารณาว่า การศึกษา ต้องรื้อ-ปรับสร้างอะไรบ้าง? เพื่อให้ระบบที่ย่ำแย่ของมันก้าวพ้นจากความสิ้นหวัง และก้าวไปกับโลกใบใหม่ที่เปลี่ยนไปได้
คงต้องมองถึงเนื้อในแก่นแกนของการศึกษาว่า  ‘สังคมและเรา’ จะร่วมกันฉุดระบบการศึกษาไทยออกจากความล้าหลัง-พิกลพิการอย่างไร
ทั้งในการบริหารจัดการของบรรดาองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีบทบาทจุดยืนต่อระบบการศึกษา สถาบันการศึกษา ไปจนถึงภาคปฏิบัติการเรียน-การสอนของบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ฯลฯ ไม่ให้ทำร้ายประเทศและสังคมต่อไปได้เช่นไร? 
เป็นเรื่องที่ปฏิเสธยากว่า การศึกษาวันนี้ “ต้องรื้อสร้างทั้งระบบ” และ “สร้างความร่วมมือขึ้นใหม่” โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการและโลกแวดล้อมที่เป็นแหล่งงาน แหล่งความรู้ และประสบการณ์ใหม่ เพื่อปรับสร้างความรู้ ทักษะ และการมีงานให้นักเรียน-นักศึกษา รวมถึงผู้คนที่ก้าวสู่วัยทำงานได้ทำ สอดรับกับความเป็นจริงใหม่ของสังคม-เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป!

ที่สำคัญคือ ต้องหยุดความสูญเปล่า-ความเสียหาย-และความล้มเหลวในการศึกษาที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษให้ได้

เพราะมันเป็นหนทางเดียวในการสร้างโอกาสใหม่ในกระแสการปรับตัวของโลกวันนี้ ที่จะช่วยให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยและสังคมโดยรวม พ้นจากหายนะที่ครอบงำและการไล่ล่าของอนาคตที่น่ากังวล!!!


การปรับวิธีคิดทางการศึกษา

4 ประเด็นที่ต้องเปลี่ยนไปจากภาพการศึกษาในปัจจุบัน

ถ้าพิจารณาเจาะลึกถึงความคิด-การปฏิบัติของคนในวงการศึกษาและบทบาทของสถาบันการศึกษา ตลอดจนการบริหารจัดการการศึกษาในกระแสความเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่อง รวดเร็ว-รุนแรงในโลกใบใหม่ ที่เป็นผลจากความคิด ประสบการณ์ และภาคปฏิบัติของกลุ่มบุคลากรทางการศึกษา จะพบว่ามีหลายประเด็น-หลายมิติต้องปรับสร้างการศึกษาขึ้นใหม่อย่างเร่งด่วน เพื่อฉุดให้พ้นจากความสูญเปล่า พิกลพิการ และล้าหลัง โดยมีประเด็นที่บุคลากรในแวดวงการศึกษาต้องจัดปรับให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกวันนี้ 4 ประเด็นหลัก กล่าวคือ

 ประเด็นแรก 

  • การปรับวิธีคิด (Mind Set) ทางการศึกษา 
โดยพื้นฐานการคิดและความเข้าใจเรื่องการศึกษาในโลกที่เป็นจริงนั้น บุคลากรทางการศึกษาจำเป็นยิ่งที่จะต้องเข้าใจโลกที่เปลี่ยนไป ต้องเรียนรู้โลกใบใหม่รอบตัวอีกครั้ง ทั้งจากวิถีชีวิตและจากโลกไซเบอร์ที่เข้าถึงได้แบบไม่จำกัดสถานที่  กาลเวลา และความปรารถนาของบุคคล ซึ่งการจัดปรับความคิดใหม่จะช่วยพัฒนาให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับการจัดการผลประโยชน์และการอยู่รอดของระบบการศึกษาวันนี้ซึ่งเปลี่ยนไปจากฐานเดิม

จากที่บุคลากรมีความคิดทางการศึกษาโดย ยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Ego-Centric) ต้องเปลี่ยนมาเป็นวิธีคิดซึ่งมี มุมมองแบบเครือข่าย (Network) และมองการศึกษาใหม่ว่าเป็น การเรียนรู้ตลอดชีพโดยต้องปรับวิธีคิดให้ชัดว่า ตัวเองมีสถานะเป็นจิ๊กซอว์หนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่พึ่งพาอาศัยร่มเงาของระบบการศึกษา จึงต้องหยุดวิธีคิดที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แล้วเชื่อมตัวเองสู่โลก เรียนรู้โลก และสร้างการมีส่วนร่วมให้ตัวเองใหม่!

ด้วยการปรับวิธีคิดในทิศทางใหม่นี้จะช่วยทำให้บุคลากรเข้าใจโลกที่เปลี่ยนไป และจะช่วยจัดปรับชีวิตของตัวเองและการงานสู่มิติใหม่ ความเคลื่อนไหวใหม่ การเชื่อมต่อตัวเองในฐานะของจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งกับโลกภายนอกจะช่วยรื้อสร้างความคิดใหม่ ให้ได้รับผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ในปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับการศึกษามุมใหม่ที่เป็นจริงในโลกวันนี้
นี่คือรากฐานความคิดที่สำคัญประการแรก

 ประเด็นที่สอง 

  • ปรับวิธีการและกระบวนการทำงาน 
หากพิจารณาหลักสำคัญของการปรับการทำงานในระบบการศึกษาวันนี้ จะพบเรื่องที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องตระหนักถึงความจริงที่มีนัยสำคัญว่า บุคลากรในสถาบันการศึกษาวันนี้ จำเป็นต้องปรับตัวเอง ก้าวพ้นออกจากการหมกตัว-มีความคิด-สร้างกิจกรรม ที่วนอยู่แต่ในห้องเรียน-สถาบันการศึกษาแบบที่เป็นมาเกือบ 2 ศตวรรษ! ไปสู่แบบแผนในการสร้างการเรียนรู้และการอยู่รอดใหม่ในปัจจุบัน โดยต้องมีปฏิสัมพันธ์ พึ่งพาสรรหาแหล่งความรู้ ประสบการณ์ และการมีงานทำในบริบทใหม่ ที่ไม่อาจเข้าถึงได้จากการนั่งอยู่ในห้องเรียน หลังกองตำราแบบโลกใบเดิมอีกต่อไป!
ชีวิตและการงานวันนี้มีความเปลี่ยนแปลงและมีปฏิสัมพันธ์กับโลกและนวัตกรรมในเกือบทุกบริบท บุคลากรที่ทำงานในระบบการศึกษาต้องสัมผัสเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ร่วม-เชื่อมตัวเองสู่ประสบการณ์ใหม่ ปรับวิธีการทำงานด้วยการออกไปเชื่อมกับโลกที่เป็นจริงในภาคการผลิต บริการ นวัตกรรม และเชื่อมกับการสื่อสารยุคใหม่ เพื่อช่วยให้วิธีคิด ประสบการณ์ และกระบวนการทำงานสอดรับปรับเปลี่ยนปรับสร้างมิติการศึกษาใหม่ ที่เพิ่มศักยภาพให้บุคลากรทั้งในด้านความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงปรับตัวในกระแสที่เป็นจริงของกาลเวลาและยุคสมัย

 ประเด็นที่สาม 

  • ปรับระบบระเบียบและกฎเกณฑ์ในการบริหารการศึกษา 
ความอยู่รอดของระบบการศึกษาในวันนี้ ไม่ขึ้นอยู่กับค่าเล่าเรียนหรือการทำมาหากินกับผู้เรียนอีกต่อไป! แต่ขึ้นอยู่กับ รูปแบบของธุรกิจใหม่ (New Business Model) ที่ทำให้การศึกษามีความหมายและศักยภาพที่จะเชื่อมโยงกับแหล่งงาน การพัฒนาทักษะ ประสบการณ์ และความรู้ของบุคคล ซึ่งการบริหารการศึกษาและระบบระเบียบในการจัดการการศึกษาต้องขจัด ‘ระบบการสั่งการ’ ปรับสู่การสร้างทีมและเครือข่ายความร่วมมือ เปลี่ยน โครงสร้างการบริหารแนวตั้ง (vertical) ให้เป็นการบริหารที่สอดร้อย เชื่อมต่อประสบการณ์ความสามารถของคนในองค์กรและเครือข่ายแบบมีส่วนร่วมในแนวนอน (horizontal)

การบริหารจัดการในแนวนี้จะทำให้เกิดการเชื่อมต่อความรู้-ทักษะ-ประสบการณ์-และสัมพันธภาพใหม่ ไปสู่เป้าหมายร่วมกัน และจะช่วยเชื่อมถึงแหล่งงาน ประสบการณ์ การสร้างเสริมและพัฒนาทักษะแบบต่างๆ ของสถานประกอบการ ตลอดจนเคลื่อนเข้าเป็นภาคส่วนและเคลื่อนไหวภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมในทุกระดับ

การปรับสร้างมิตินี้ควรเริ่มตั้งแต่กลุ่มเศรษฐกิจสังคมที่ใกล้ตัวที่สุดไปสู่โครงสร้างรวม ประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ ความเคลื่อนไหวใหม่จะช่วยขจัดการปิดกั้น-กดทับศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มคนที่ทำงานในองค์กรด้วยกัน ทั้งยังก่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารจัดการระบบและองค์กรโดยรวมได้อย่างน่าพึงพอใจ
พิธีกรรมที่รกรุงรังและความไม่รู้ของคนบางกลุ่ม ตลอดจนกฎระเบียบที่ล้าหลัง ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่หากขจัดได้ก็จะเห็นความก้าวหน้าขององค์กรปรากฏขึ้นแทนที่ ยิ่งถ้ามีความต่อเนื่องเข้มแข็งในมิตินี้ องค์กรการศึกษาก็จะเกิด วัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่ ที่มีส่วนร่วมกับความเปลี่ยนแปลงของโลกแวดล้อมที่เป็นปัจจุบันกาลอย่างเป็นจริง! 

 ประเด็นที่สี่ 

  • ปรับความร่วมมือ-ความสัมพันธ์ในองค์กรและกับภายนอก 
การทำงานด้านการศึกษาในวันนี้ต้องปรับพัฒนาความร่วมมือ-ความสัมพันธ์ในองค์กรและกับภายนอกขึ้นใหม่ จากเดิมที่เคยชินกับการใช้อำนาจสั่งการที่คุ้นเคย หากมีการปรับระบบระเบียบสู่ความสัมพันธ์แบบเครือข่ายในแนวนอน จะช่วยฟื้นศักยภาพของผู้คน ช่วยลดทอนความอึดอัดขัดแย้งและแปลกแยก เปลี่ยนสัมพันธภาพที่ล่มสลายแบบเดิมๆ ให้กลายมาเป็นพลังขับเคลื่อนและต่อกรกับทุกสถานการณ์ที่องค์กรเผชิญอยู่

การดำรงอยู่ของความร่วมมือและสัมพันธภาพในองค์กรหรือสถาบันการศึกษาแบบเก่าๆ ที่เอาแต่ติดยึดกับระบบระเบียบจะกลายเป็น ‘องค์กรตาย’ ขาดชีวิตชีวาและการเรียนรู้ ไม่มีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่อาจสร้างสัมฤทธิผลในโลกใบใหม่ได้เลย และจะไม่มีพลังต่อกรรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกใบใหม่ ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะสร้างการพัฒนาที่ต่อเนื่องได้

การปรับสร้างสัมพันธภาพใหม่ให้ทันโลกที่เชื่อมโยงชีวภาพเข้ากับกายภาพและนวัตกรรมในองค์กร จะช่วยรังสรรค์ชีวิตและการทำงานแบบใหม่ที่ก้าวทันโลก ทันความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 มีพื้นที่ใหม่ของการเรียนรู้ ประสบการณ์ และการสร้างสรรค์ ลดความซับซ้อนมากปัญหาขององค์กรด้วยเครือข่ายที่เชื่อมโยงบนแพลตฟอร์มที่เข้าถึงง่าย เร็ว ต้นทุนต่ำ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ร่วมงานทุกคนมีพื้นที่ในการปรากฏตัวตนได้ตามแรงบันดาลใจของแต่ละคน
ซึ่งในความเคลื่อนไหวและปฏิสัมพันธ์ใหม่นี้ องค์กรและสถาบันการศึกษาก็จะเปลี่ยนเป็นสถาบันและองค์กรที่มีความหมาย มีคุณค่า แทนการจ่อมจมอยู่ในซากเก่าครึของสถาบันแบบเดิมๆ ที่กำลังเดินเข้าสู่ความล่มสลายตามกาลเวลาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
แก่นแกนที่สะท้อนให้เห็นทั้ง 4 ประเด็นนี้ คือความเป็นจริงบนรากฐานสำคัญของความคิดและแนวทางปฏิบัติ ที่การศึกษาทั้งระบบและบุคลากรทางการศึกษาจำเป็นต้องจัดปรับทบทวนเพื่อรื้อสร้าง ปรับสภาพ และพัฒนาการศึกษาในทิศทางใหม่ เพื่อให้บุคลากรและองค์กรโดยรวมหลีกพ้นจากหายนะ และเคลื่อนเข้าสู่ยุคใหม่ของความเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนการศึกษาจากความตาย-สู่การมีชีวิตใหม่!!!