เด็กไทยเรียนทางไกลไม่ได้ เรียนออนไลน์ไม่สะดวก แล้วจะทำอย่างไร ให้น้ำหนักเรื่องไหนก่อน?

450

หากพิจารณากันจริงๆ จังๆ การเปลี่ยนโหมดพฤติกรรมเข้าสู่ “New Normal” หรือ “ชีวิตวิถีใหม่” อย่างการเรียนออนไลน์ การทำงานจากที่บ้าน ใช่ว่าคนไทย ประเทศไทย จะทำได้ 80-100 เปอร์เซ็นต์

โดยเฉพาะ ‘ภาคการศึกษา’ ทั้งในไทยและต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ครูและนักเรียนต้องปรับตัวขนานใหญ่ ขณะเดียวกัน นโยบายภาครัฐที่ให้นักเรียน นักศึกษาไทยเรียนออนไลน์ ครูก็ต้องสอนออนไลน์ แต่ใช่ว่าทุกคน ทุกสถาบันการศึกษา จะจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้ผู้เรียนและผู้สอนได้ใช้เทคโนโลยีอย่างทัดเทียมกัน หากแต่กลายเป็น “อุปสรรคใหม่” ที่ตอกย้ำว่า เรายังขาดความพร้อมหลายด้าน ทั้งยังเพิ่มเพดาน “ความเหลื่อมล้ำ” ให้สูงขึ้นไปอีก นำมาสู่คำถามที่ว่า…

ทำไมการเรียนทางไกลและการเรียนออนไลน์จะยังไม่ใช่ “ความปกติใหม่” ในไทย

หากจะจัดการเรียนการสอนทางไกลและการเรียนออนไลน์ที่ทั่วถึงและมีประสิทธิผลสูงให้แก่ผู้เรียนทุกคน ณิชา พิทยาพงศกร นักวิจัยด้านนโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา เขียนบทความเชิงวิเคราะห์ New Normal ของการศึกษาไทยคืออะไร เมื่อการเรียนทางไกลไม่ใช่คำตอบ โดยบอกว่า ต้องพึ่งพาหลายปัจจัย

ณิชา พิทยาพงศกร
ณิชา พิทยาพงศกร
ทั้ง 1) ความพร้อมด้านเทคโนโลยี 2) ความพร้อมของครูในการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ 3) ความพร้อมของครอบครัวและนักเรียนในการเรียนรู้จากที่บ้าน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีต้นทุนมหาศาล ยกตัวอย่างได้ว่า
“หากรัฐจะจัดสรรเงินช่วยเหลือค่าคอมพิวเตอร์ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ยากจน คนละ 10,000 บาท จะต้องใช้งบประมาณถึง 2,800 ล้านบาท (จากบทความของ ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู) และหากรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณเพื่อซื้อคอมพิวเตอร์ให้เฉพาะนักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษที่มีอยู่กว่า 700,000 คน ตามเกณฑ์การคัดกรองของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา คนละ 10,000 บาท จะต้องใช้งบประมาณกว่า 7,000 ล้านบาท” 
ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะครอบครัวนักเรียนก็มีต้นทุนที่ต้องจ่าย อย่างค่าอินเทอร์เน็ต ค่าอาหารกลางวัน ต้นทุนค่าเสียโอกาสของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องมาดูแลการเรียนของลูก แทนการทำงานหารายได้ รวมถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสของนักเรียนจากการเรียนทางไกลหรือเรียนออนไลน์ ซึ่งงานวิจัยจำนวนไม่น้อยบ่งชี้ว่า ก่อให้เกิดผลลัพธ์ต่ำกว่าการเรียนกับครูในห้องเรียนตามปกติ
เมื่อคำนึงถึงต้นทุน ผลลัพธ์เชิงคุณภาพ และความเสมอภาคที่ไม่ชัดเจน ณิชาเชื่อว่า เมื่อสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยุติลง ระบบการศึกษาในภาครวมจะกลับไปสู่การจัดการเรียนในโรงเรียนเป็นหลัก

ส่วนการเรียนทางไกลจะเป็นเพียง “ทางเลือก” ที่นำมาใช้ในบางสถานการณ์ บางพื้นที่ กับผู้เรียนบางกลุ่ม แต่จะยังไม่ใช่ความปกติใหม่ของการศึกษาไทยในอนาคต 

ในขณะที่บุคลากรทางการศึกษาจำนวนมากปรับตัวไปใช้การประชุมออนไลน์ การจัดการเอกสารออนไลน์ผ่านระบบคลาวด์ ตรงนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ และมีแนวโน้มที่จะทำต่อแม้สถานการณ์โรคระบาดจะจบลง

ภาคการศึกษาไทยควร “ให้น้ำหนัก” แบบใหม่เพื่อจัดการปัญหาเก่า

ปรากฏการณ์โควิดที่ปิดโอกาสการเรียนรู้ในห้องเรียนทำให้เห็นความสำคัญของ หลักสูตร ยิ่งขึ้น โดยณิชาแสดงความคิดเห็นว่า
“หลักสูตรแกนกลางที่มีอยู่เดิมเทอะทะเกินไป ไม่เหมาะกับบริบทของเด็กแต่ละคน และกฎเกณฑ์เรื่องการแต่งกายการไว้ทรงผม ก็ไม่มีความสำคัญเมื่อเด็กนักเรียนเรียนรู้จากที่บ้านได้” 
จึงแนะนำว่า ประเทศไทยควรใช้ความตระหนักรู้ที่เกิดจากสถานการณ์นี้ ออกแบบอนาคตการศึกษาไทย โดย “ให้น้ำหนัก” กับสิ่งที่สำคัญต่อการเรียนรู้ และปรับแก้เงื่อนไขที่กำหนดขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบาย แนวคิด หรือผลประโยชน์ ที่ไม่สอดคล้องกับการเรียนรู้ของผู้เรียน อาทิ
หนึ่ง ให้น้ำหนักกับ “ปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณภาพระหว่างครูและนักเรียน” มากกว่าจำนวนชั่วโมงที่นักเรียนอยู่ในห้องเรียนหรือเรียนผ่านสื่อโทรทัศน์/สื่อออนไลน์
สอง ให้น้ำหนักกับการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับความสนใจของนักเรียน กับชุมชน และบริบทที่นักเรียนอยู่” มากกว่า การเรียนรู้ที่อิงตามมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ 
สาม ให้น้ำหนักกับ การประเมินผลเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน (formative assessment) จากชิ้นงานและพฤติกรรม มากกว่าการประเมิน (summative assessment) เพื่อให้คุณให้โทษแก่โรงเรียนและบุคลากรทางการศึกษา

เด็กไทย เรียนออนไลน์

สี่ ให้น้ำหนักกับ การช่วยเหลือนักเรียนที่มีความท้าทายในการเรียน ควบคู่กับการส่งเสริมนักเรียนกลุ่มอื่นๆ ให้เต็มตามศักยภาพ เนื่องจากนักเรียนที่ขาดแรงจูงใจในการเรียนเป็นทุนเดิมหรือมาจากครอบครัวที่ยากจนนั้น มีแนวโน้มจะหลุดออกจากระบบการศึกษาเพิ่ม หากเจอสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
ห้า ให้น้ำหนักกับ การเรียนรู้เพื่อสุขภาพกายและใจ ควบคู่กับการเรียนรู้ด้านวิชาการ เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดส่งผลต่อสุขภาพกายและใจของทุกคน รวมถึงเด็กทุกวัย ทั้งนี้ ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของสมองชี้ให้เห็นว่า การเรียนรู้จะเกิดได้ยากเมื่อเด็กมีความเครียดหรืออยู่ในภาวะที่เป็นอันตราย ครูจึงควรสอดแทรกเนื้อหาความรู้เรื่องสุขภาวะ การดูแลสุขภาพกายและใจเพื่อให้เด็กเรียนรู้และปรับตัวได้ ท่ามกลางสถานการณ์โดยรวมที่มีความไม่แน่นอน 
หก ให้น้ำหนักกับ การจัดสรรทรัพยากรออฟไลน์แก่เด็กและครอบครัว ควบคู่กับทรัพยากรออนไลน์ เช่น จัดสรรหนังสือเด็กให้แก่ครอบครัวที่ด้อยโอกาสเพื่อเพิ่มโอกาสการเรียนรู้จากที่บ้าน หรือจัดให้มีอาสาสมัครติดตามสถานการณ์เด็กในแต่ละครอบครัว หรือให้ความรู้ด้านการดูแลบุตรหลานแก่ผู้ปกครอง ในลักษณะเดียวกันกับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ 

ข้อเสนอเหล่านี้ทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล อาศัยเพียง…

  • 1) การปรับมุมมองของผู้กำหนดนโยบาย
  • 2) ปรับกระบวนการทำงานของบุคลากรทางการศึกษา
  • 3) สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ รวมถึง
  • 4) ถอดบทเรียนองค์ความรู้จากทั้งในและต่างประเทศ
เนื่องจากแนวทางการจัดการศึกษาที่กล่าวมานี้ เป็น “ความปกติเดิม” ที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาของหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงบางโรงเรียนในประเทศไทยที่กำลังปรับการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ 21 ก่อนหน้านี้ และน่าจะยังคงสอดคล้องกับโลกในอนาคต 

โควิด-19

สรุปแล้ว มีหรือไม่มีโควิด-19 เราก็ต้องร่วมออกแบบความปกติใหม่ให้การศึกษาไทย

แม้ไม่มีโควิด-19 ระบบการศึกษาไทยก็มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ด้วยปัจจัยขับเคลื่อนหลากหลายด้าน 
  • ด้านเศรษฐกิจ เช่น สภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ
  • ด้านสังคม เช่น โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง
  • ด้านเทคโนโลยี เช่น disruptive technology ที่ทำให้ทักษะที่เป็นที่ต้องการเปลี่ยนไป
  • ด้านการเมืองการปกครอง เช่น การดำเนินนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ

ณิชา  มองว่า โควิด-19 เป็นทั้ง “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงที่รอท่าอยู่นั้น เกิดเร็วขึ้น เช่น การนำเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้มาใช้ในวงกว้าง

และยังเป็น “ตัวหน่วงปฏิกิริยา” ให้แผนการบางอย่างชะลอออกไป เช่น การนำร่องทดลองใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในปีการศึกษา 2563 

นอกเหนือจากนี้ ณิชายังให้มุมมองปิดท้ายว่า
การจินตนาการถึง “ความปกติใหม่” ที่กำลังจะมาถึง ไม่ควรถูกตีกรอบไว้ด้วยสถานการณ์ความจำเป็นจากโควิด-19 และปัจจัยอื่นๆ ที่ควบคุมไม่ได้เท่านั้น แต่ควรเป็นการจินตนาการถึง ความปกติใหม่ซึ่งเป็นที่ต้องการ (desirable new normal) อันเกิดจากการหารือและวางแผนร่วมกันของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน
ตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางศึกษา ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม พ่อแม่ ผู้ปกครอง และที่สำคัญที่สุด คือ “ตัวนักเรียนเอง”