COVID-19 Global Report Vol.54

61
ท่ามกลางการระบาด COVID-19 แต่ 11 ประเทศยุโรป
เดินหน้าหารือเปิดพรมแดน-ฟื้นท่องเที่ยว
สำนักข่าวซินหัว รายงานว่ารัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจาก 11 ประเทศในยุโรป อันได้แก่ เยอรมนี ออสเตรีย บัลแกเรีย ไซปรัส โครเอเชีย สเปน กรีซ อิตาลี มอลตา โปรตุเกส และสโลวีเนีย เห็นพ้องต้องกันในข้อตกลงว่าด้วยการกลับมาเปิดด่านพรมแดนและฟื้นคืนเสรีภาพในการเดินทางของพลเมืองยุโรป แม้ COVID-19 จะยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง แต่ยุโรปจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไป

โดยสิ่งที่จะต้องพิจารณาร่วมกันคือ การสำรวจมาตรการควบคุมพรมแดน การกลับมาดำเนินการขนส่งสินค้า และการบริการเชื่อมโยงต่างๆ รวมถึงการเริ่มต้นฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแบบค่อยเป็นค่อยไปด้วยการร่วมมือกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง และกำหนดระเบียบปฏิบัติด้านสุขอนามัยในโรงแรม

ทั้งนี้ การเปิดด่านพรมแดนระหว่างประเทศครั้งนี้จะต้องดำเนินการอย่างเป็นลำดับขั้นตอนผ่านการประสานงานร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถควบคุมได้

เหตุผลที่ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปต้องเร่งเจรจาเพื่อเปิดพรมแดน และหนุนให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวนั้นเป็นเพราะ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของยุโรปมีมูลค่าราว 1.85 ล้านล้านยูโร/ปี (ราว 64.5 ล้านล้านบาท)

สถิติ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2020 ยุโรปมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 12,345 ราย รวมเป็น 1,809,873 ราย เสียชีวิต 163,928 ราย ที่เสียชีวิตในวันนี้ 309 ราย และรักษาหาย 790,700 ราย

สรุปภาพรวมสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก
สโลวีเนีย ประเทศแรกในยุโรป ประกาศสิ้นสุดการแพร่ระบาดแล้ว

สรุปสถานะของแต่ละประเทศตามระยะของสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ซึ่งจะเห็นได้ว่าแบ่งกลุ่มได้ค่อนข้างชัดเจนตามจำนวนผู้ติดเชื้อที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศได้ ดังนี้

– ประเทศที่ยังอยู่ในระยะการระบาด กราฟยังชัน ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของการระบาดหรือกำลังอยู่ในระยะของการระบาดสูงสุด เช่น บังคลาเทศ เม็กซิโก บราซิล อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รัสเซีย และอินเดีย นอกจากนี้อาจจะรวมถึงสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ด้วย
– ประเทศที่ใช้แนวทางปล่อยให้คนติดเชื้อจำนวนมาก เช่น สวีเดน
– ประเทศที่ควบคุมการระบาดได้ แต่ยังไม่พ้นระยะการระบาด เช่น อิหร่าน สเปน ตุรกี อิตาลี และเยอรมัน ส่วนสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และมาเลเซีย ยังต้องติดตามต่อไป
– ประเทศที่พ้นการระบาดระยะแรก เช่น สโลวีเนีย และจีน
– ประเทศที่เกิดการติดเชื้อในระยะที่สอง เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์
– ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่ไม่เกิดการระบาดใหญ่ เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน เวียดนาม

สำหรับประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถือว่าควบคุมการระบาดได้แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะระบาดได้อีก ดังนั้นต้องพิจารณามาตรการในการผ่อนปรนอย่างถี่ถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดระยะที่2 เหมือนเช่นกรณีของเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์

ทั้งนี้ สโลวีเนีย เป็นประเทศแรกในยุโรป ที่การประกาศการสิ้นสุดของการแพร่ระบาด โดยล่าสุดมีผู้ติดเชื้อ 1,466 ราย เสียชีวิต 104 ราย และรักษาหาย 1,335 ราย

ที่มา ประมวลข้อมูลโดย ศูนย์ปฏิบัติการด้านนวัตกรรมการแพทย์ และการวิจัยและพัฒนา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จากข้อมูล ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2563

มาตรการปิดเมือง ‘สิงคโปร์’ จะสิ้นสุดลง 1 มิ.ย.
พร้อมเดินหน้าเปิดกิจกรรมเศรษฐกิจ 3 ระยะ

แม้ สถิติ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2020 สิงคโปร์จะมีผู้ติดเชื้อ 28,794 ราย และเสียชีวิต 22 ราย แต่รัฐบาลสิงคโปร์ก็ยังเตรียมตัวเพื่อเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ หลังมาตรการปิดเมืองสิ้นสุดลงในวันที่ 1 มิถุนายน นี้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

1.การกลับมาเปิดใหม่อย่างปลอดภัย แรงงานจำนวนมากจะได้รับการอนุญาตให้กลับไปทำงานอีกครั้ง โดยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็น และธุรกิจที่มีความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อต่ำ แต่กระนั้นก็ยังแนะนำว่าใครที่สามารถทำงานที่บ้านได้อยู่ ก็ให้ทำต่อไป ส่วนโรงเรียนจะเปิดทำการเรียนการสอนในวันที่ 2 มิถุนายน โดยทยอยเปิดตามลำดับชั้น และเปิดได้ทั้งหมดทุกระดับชั้นในวันที่ 10 มิถุนายน ศาสนสถานจะเปิดทำการในเดือนหน้า แต่อนุญาตเฉพาะการสักการะแบบรายบุคคล ไม่ให้รวมกลุ่มกันเพื่อทำพิธีต่าง ๆ เช่นเดียวกับการรวมกลุ่มทางสังคมอื่น ๆ ที่ยังต้องงดอยู่ ยกเว้นการเดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ วัยชรา ที่อนุญาตให้เยี่ยมได้วันละครั้ง โดยมีผู้เยี่ยมสูงสุด 2 คนต่อครั้ง และผู้ที่ไปเยี่ยมต้องเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ขณะที่สถานรับเลี้ยงเด็กจะกลับมาทำการอีกครั้งในระยะนี้เช่นกัน และสามารถจัดพิธีการแต่งงานได้โดยมีผู้ร่วมงานสูงสุด 10 คน

ทางการสิงคโปร์ยอมรับว่าในระยะแรกนี้ที่จะใช้เวลาราว 2-3 สัปดาห์ มีโอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดสูง ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกจากเคหสถาน

2. การเปลี่ยนผ่านที่ปลอดภัย ประชาชนได้รับอนุญาตให้ทำกิจกรรมทางสังคมอื่น ๆ มากขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ จะสามารถเปิดบริการได้มากขึ้น เช่น สถาบันกวดวิชา ศูนย์ส่งเสริมประสบการณ์ สถานออกกำลังกาย สนามกีฬา เป็นต้น ภายใต้การใช้มาตรการในการการรักษาระยะห่างทางสังคมอย่างเข้มงวดของผู้ประกอบการ เช่นเดียวกับระยะแรกที่หากใครสามารถทำงานจากที่บ้านได้ก็ควรจะทำต่อไป นอกจากนี้ในระยะที่ 2 นี้ การรวมกลุ่มกันจำนวนไม่กี่คนรวมถึงการรับประทานอาหารในร้านจะได้รับการอนุญาตด้วยเช่นกัน ซึ่งระยะนี้อาจกินเวลานานหลายเดือน โดยจะต้องประเมินร่วมกับสถานการณ์ผู้ติดเชื้อในแต่ละวัน จึงจะก้าวไปสู่ระยะสุดท้ายต่อไป

3. ประเทศชาติปลอดภัย เป็นการก้าวสู่การใช้ชีวิตแบบ New Normal จนกว่าจะมีการค้นพบวัคซีนต้าน COVID-19 ได้ โดยกิจกรรมทางสังคม วัฒนธรรม ศาสนา ธุรกิจต่าง ๆ และอีเวนท์ สามารถกลับมาดำเนินการได้ ภายใต้การจำกัดจำนวนคน

Donald Trump ห้าวไม่หยุด
ขู่งดให้เงินสนับสนุน WHO ถาวร พร้อมถอนสมาชิกภาพ

ในขณะที่โลกกำลังแสวงหาความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ออกแถลงการณ์ถึง ดร.Tedros Adhanom Ghebreyesus ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่า จะตัดเงินสนับสนุน WHO ทั้งหมดเป็นการถาวร หรือกล่าวคือจะไม่บริจาคให้เงินกับ WHO แม้แต่ดอลลาร์เดียว และพร้อมที่พิจารณาเรื่องการดำรงสถานะในการเป็นสมาชิกภาพขององค์การนี้ด้วยว่าควรจะไปต่อหรือพอแค่นี้ หากองค์การอนามัยโลกไม่มีปรับปรุงการทำงานครั้งใหญ่ใน 30 วัน

คำขู่ของผู้นำสหรัฐอเมริกา เกิดขึ้นขณะที่โลกยังคงต่อสู้กับการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ซึ่งมีผู้ติดโรคร้ายนี้ 4,943,001ล้านรายทั่วโลก และมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ 321,998 รายแล้ว โดยสหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก 1,557,770 ราย และผู้เสียชีวิตมากที่สุดในเช่นกันด้วยจำนวน 92,478 ราย และเป็นคำขู่ที่ไม่สนใจคำร้องขอของ António Guterres เลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ ที่เรียกร้องการมเอกภาพของประเทศทั่วโลกและการสนับสนุนองค์การอนามัยโลกเพื่อต่อสู้กับปัญหาการระบาดของ COVID-19

โดย Donald Trump เคยประกาศไว้เมื่อวันที่ 14 เมษายนว่า จะหยุดการระดมทุนให้แก่องค์การอนามัยโลกเนื่องจากไม่พอใจท่าทีขององค์การอนามัยโลกที่เขากล่าวหาว่าฝักใฝ่จีน และด้อยประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาโรคระบาดนี้ โดยผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ว่าการกระทำเช่นนี้ของเขาเป็นการโยนความผิดกันไปมา และถือเป็นปฏิปักษ์ต่อวงการสาธารณสุขโลก
‘สวีเดน’ เตรียมพิจารณาให้ผู้สูงวัย 70+ ออกนอกบ้านได้

แม้กว่า 90% ของผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 ของสวีเดน จะเป็นผู้สูงวัยที่อายุมากกว่า 70 ปี รวมถึงผู้ติดเชื้อท่ี่มีสัดส่วนเป็นผู้เฒ่าผู้แก่สูงถึง 10,500 คน แต่ Anders Tegnell นักระบาดวิทยาแห่งชาติ (State Epidemiologist) สาธารณสุขสวีเดน แจ้งว่า สาธารณสุขฯ อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการสำหรับประชาชนที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ให้สามารถเดินทางออกนอกบ้านได้ (แต่ต้องเว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างเคร่งครัด) และสามารถพบปะกับสมาชิกครอบครัวได้ในพื้นที่ปลอดโปร่ง หรือสถานที่กลางแจ้งที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดภาวะความตึงเครียดในกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งนี้ คาดว่าอาจมีการประกาศอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้

ขณะที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสวีดเดนจัดสรรงบประมาณ จำนวน 50 ล้านโครนาสวีเดน (ราว 165 ล้านบาท) ให้แก่องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือกลุ่มประชาชนที่เปราะบาง โดยเฉพาะผู้ที่ไร้บ้าน และอีก 50 ล้านโครนาสวีเดน สำหรับการดำเนินมาตรการเพื่อลดปัญหาซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่ต้องกักตัวในช่วง COVID-19 นอกจากนี้ จะเพิ่มจำนวนบุคลากรที่ดูแลผู้สูงอายุและผู้ช่วยพยาบาลอีก 10,000 อัตรา