สำรวจพฤติกรรม ‘การใช้จ่าย’ ของผู้บริโภคชาวไทย ที่เปลี่ยนไปเพราะระแวงไวรัส

351

ขณะที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตโควิดตัวร้ายที่มีผลต่อความเป็นความตาย ตำแหน่งงาน ความอยู่รอดทางธุรกิจ ตลอดระบบเศรษฐกิจที่ฉายแววว่าจะทรุดหนักในประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่ในสถานการณ์นี้ กลับทำให้คนจำนวนมากหันมาเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัล เสมือนเป็น ‘วิชาชีวิตภาคบังคับ’ เช่น ใช้แพลตฟอร์มตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง ใช้แอปพลิเคชันบันทึกการเดินทางในแต่ละวัน ใช้กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ชำระค่าสินค้า ไปจนถึงการรับชมคอนเทนต์เพื่อความบันเทิงผ่าน Live Streaming 


อีคอมเมิร์ซไทยในปี 2020 อาจมีมูลค่าถึง 220,000 ล้านบาท

มาตรการล็อกดาวน์ทำให้เราไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ และกลายเป็นแรงผลักดันให้การค้าขายออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว และในการเติบโตนั้นก็สร้างความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ดังที่ บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด ผู้ให้บริการ Priceza เครื่องมือค้นหาสินค้าและบริการเปรียบเทียบราคา เผยมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยปี 2019 ว่าอยู่ที่ 163,300 ล้านบาท

แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 (COVID-19) ผู้บริโภคหันมาช็อปปิงสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นในปีนี้ ตัวเลขตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจึงอาจพุ่งสูงถึง 220,000 ล้านบาทในปี 2020 นี้ และคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงขึ้น 35% จากปี 2019

ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด ให้ข้อมูลตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในงาน Priceza Virtual Conference สรุปภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซไทย ปี 2019 และทิศทางปี 2020 ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ว่า มีมูลค่าเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ของตลาดค้าปลีกทั้งหมดในประเทศ
ส่วนประเทศที่มีมูลค่าอีคอมเมิร์ซมากที่สุด ได้แก่
  • จีน 25 เปอร์เซ็นต์
  • เกาหลีใต้ 22 เปอร์เซ็นต์
  • อังกฤษ 22 เปอร์เซ็นต์
หมายความว่า ถึงแม้คนไทยจะรู้สึกว่ากระแสการซื้อขายออนไลน์เป็นที่นิยม แต่หากดูสถิติประเทศไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ จะเห็นว่าตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยยังสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องได้อีก
ทางฝั่ง ETDA หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ให้ข้อมูลตลาดอีคอมเมิร์ซในอีกด้านว่า สัดส่วนมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยเฉพาะ B2C (Business-to-Consumer) และ C2C (Consumer to Consumer) ในปี 2019 มีการเปลี่ยนแปลงไป
โดยพบว่า ช่องทาง e-Marketplace เป็นช่องทางที่ผู้บริโภคนิยมใช้ซื้อของออนไลน์ ในสัดส่วนมากขึ้นจากปี 2018 ที่มีอยู่ 35% เติบโตขึ้นเป็น 47% ในปี 2019 นอกจากนี้ สัดส่วนของช่องทาง Social Media และ e-tailer/Brand.com ก็มีมูลค่าลดลงตามสัดส่วน

ผลพวงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้เกิดความต้องการ กลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม สินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือน และ เครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ยกว่า 29 เปอร์เซ็นต์ โดยในกลุ่มสุขภาพและความงาม สินค้าที่มีปริมาณความต้องการมากที่สุดได้แก่ หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ เครื่องวัดอุณหภูมิ เจลล้างมือ สมุนไพรฟ้าทะลายโจร ตามลำดับ และเมื่อคน Work From Home มากขึ้น รองเท้ากีฬา เป็นสินค้าในหมวดที่มียอดความสนใจซื้อลดลงมากถึง 58 เปอร์เซ็นต์ 


สำรวจเทรนด์การใช้จ่ายแบบ ‘ไม่จับ’ เงินสด

ยุคที่สังคมโลกกำลังปรับตัวเข้าสู่ “นิวนอร์มอล” (New Normal) หรือ “ชีวิตวิถีใหม่” การเก็บข้อมูล วีซ่า (VISA) ผู้ให้บริการการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก จึงสำรวจการปรับเปลี่ยนด้านอุปนิสัยและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวไทย จากกลุ่มตัวอย่างใน 40 ประเทศทั่วโลก (รวมประเทศไทย)
จากการสำรวจ วีซ่าพบว่า 3 ใน 5 ของคนไทย หรือ 61 เปอร์เซ็นต์ กำลังพัฒนานิสัยในการใช้จ่ายแบบไร้เงินสด โดยเลือกที่จะใช้จ่ายด้วยบัตรชำระเงินหรือผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนมากกว่าการใช้เงินสด

นอกจากนี้ เกือบ 7 ใน 10 ของคนไทย หรือ 69 เปอร์เซ็นต์ บอกว่า หลังสถานการณ์โรคระบาดสิ้นสุดลง มีแนวโน้มที่จะผูกติดกับการใช้จ่ายผ่านช่องทางดิจิทัลแทนการกลับไปใช้เงินสดแบบเดิม

เพื่อสร้างความเข้าใจด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายกำลังปรับตัวเข้าสู่ ‘นิวนอร์มอล’ สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ที่ทำแบบสำรวจว่า
“เราอยากจะแบ่งปันข้อมูลอันเป็นประโยชน์นี้เพื่อช่วยอีโคซิสเท็มและธุรกิจต่างๆ ในไทย สามารถปรับตัวและเปิดรับ ‘สภาพที่เป็นจริงแบบใหม่’ และท้ายที่สุดแล้ว ความร่วมมือของพวกเราทุกคนจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางที่ถูกต้องได้”

แม้ประชากรทั่วโลก กังวลในเรื่องสุขภาพร่างกาย แต่ผู้บริโภคชาวไทยและทั่วโลกกลับมีความ กังวลด้านสุขภาพทางการเงิน มากกว่า

โดย 4 ใน 5 หรือ 79 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ตอบแบบสำรวจชาวไทย เห็นพ้องว่าสถานการณ์ปัจจุบันทำให้พวกเขาจำเป็นต้องวางแผนด้านการเงินโดยปฏิบัติตัวในเชิงรุกมากขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจชาวไทย 53 เปอร์เซ็นต์ ยังให้ข้อมูลบ่งชี้ถึงความ กังวลในเรื่องการเจ็บป่วย อีกด้วย

ผู้บริโภคชาวไทยจำนวนมากเริ่มจับจ่ายใช้สอยผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซเป็นครั้งแรก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มการซื้อสินค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้นในอนาคต
  • 67 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคชาวไทย กล่าวว่า อาจจะมีการซื้อของออนไลน์เพิ่มขึ้น ในจำนวนเกือบเท่าตัวของนักช็อปทั่วโลก (35 เปอร์เซ็นต์) และค่อนข้างจะมากกว่าค่าเฉลี่ย (47 เปอร์เซ็นต์) สำหรับนักช็อปในแถบเอเชียแปซิฟิก
  • 54 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างชาวไทย กล่าวว่า การช็อปปิงออนไลน์ให้ประสบการณ์ที่ดีมากกว่าการช็อปปิง ณ ร้านค้าแบบเดิม 

การใช้จ่าย ผู้บริโภคชาวไทย

การศึกษาครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นด้วยว่าการเสริมสร้างนิสัย การใช้จ่ายแบบไร้เงินสด กำลังก่อตัวขึ้นทั่วโลก  โดย 61 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างชาวไทย กล่าวว่า พวกเขาชอบที่จะชำระด้วยวิธีที่ไม่ใช้เงินสดมากกว่า
ในทำนองเดียวกัน 58 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างในเอเชียแปซิฟิก และ 64 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างทั่วโลกกล่าวว่า พวกเขาชอบการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดมากกว่า

การใช้จ่าย ผู้บริโภคชาวไทย

อนึ่ง แนวโน้มด้านการชำระเงินของผู้คนทั่วโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตดูจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วโลก โดยผู้บริโภคชาวไทย 69 เปอร์เซ็นต์ เอเชียแปซิฟิก 75 เปอร์เซ็นต์ และทั่วโลก 66 เปอร์เซ็นต์ เลือกที่จะใช้วิธีการชำระแบบ ‘ไร้เงินสด’ หลังจากสถานการณ์ในปัจจุบันสิ้นสุดลง


ในทางตรงข้าม ‘ความต้องการใช้เงินสด’ จะได้ไปต่อแค่ไหน

1 ใน 4 หรือ 24 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคชาวไทย เปิดเผยว่า จะกลับไปชำระด้วยเงินสดอีกครั้งเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งมากกว่ากลุ่มตัวอย่างในเอเชียแปซิฟิกที่จะกลับไปใช้เงินสด 17 เปอร์เซ็นต์ และทั่วโลก 20 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

ส่วนผู้บริโภคที่เหลือ นั่นคือ 14 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคทั่วโลก ตามมาด้วยผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิก 8 เปอร์เซ็นต์ และประเทศไทย 7 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ได้ตัดสินใจว่า จะยังคงเลือกชำระเงินด้วยวิธีใหม่หรือกลับไปใช้วิธีเดิม 

4 ใน 5 หรือ 78 เปอร์เซ็นต์ของคนไทย กล่าวว่า พวกเขาให้ความสำคัญด้าน ราคา มากยิ่งขึ้น โดยมากกว่าผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกที่ 59 เปอร์เซ็นต์ และทั่วโลก 53 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้น ผู้บริโภคชาวไทย 65 เปอร์เซ็นต์ จะพุ่งความสนใจไปที่สินค้าปรับราคาลง สูงกว่าผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกที่มีอยู่ 45 เปอร์เซ็นต์ และทั่วโลก 41 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

การใช้จ่าย ผู้บริโภคชาวไทย

การวางแผนด้านการเงิน เป็นอีกประเด็นที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ โดย 79 เปอร์เซ็นต์ของคนไทย เชื่อว่า พวกเขาจำเป็นต้องปรับตัวและให้ความสำคัญด้านการบริหารจัดการด้านการเงินของตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีเนื่องจากมีตัวเลขที่สูงกว่ากลุ่มตัวอย่างในเอเชียแปซิฟิก 74 เปอร์เซ็นต์ และทั่วโลก 70 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ


จากสังคมไร้เงินสดสู่ ‘การใช้จ่ายไร้สัมผัส’ ทำผ่านผ่านเทคโนโลยีใดได้บ้าง

Contactless Payment การใช้งานและเติบโตอย่างแตกต่างของแพลตฟอร์มใช้จ่ายใน 4 ประเทศเอเชีย

เทคโนโลยี e-KYC คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรในชีวิตประจำวันและในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ