COVID เปิดพรมเจอขยะ เรียนออนไลน์ ไทยไม่มีวันพร้อม?

801

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พาดหัวว่า สารพัดปัญหา เรียนออนไลน์วันแรก เน็ตไม่พร้อม เว็บล่ม จูนทีวีดูไม่ได้

ถือเป็นประเด็นระดับ “ขยะใต้พรม” ของ “กระทรวงศึกษาธิการ”
นอกจากปัญหา “เน็ตไม่พร้อม-เว็บล่ม-จูนทีวีดูไม่ได้” แล้ว หลายครอบครัว อย่าว่าแต่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ยังไม่มี และผู้ปกครองในพื้นที่ทุรกันดาร ไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้า!
อีกทั้งหลายครอบครัวมีบุตรเรียนคนละชั้นปี แต่มี TV เครื่องเดียว ทำให้เกิดความยากลำบากมากใน “การเรียนออนไลน์”
ภาพสะท้อนของปัญหาการเรียนออนไลน์ในขณะนี้ชี้ชัดว่า การพัฒนาประเทศภายใต้ร่มธง Thailand 4.0 เป็นเพียงภาพลวงตา?
เป็นเพียงคำโฆษณาสวยหรูที่ดูดี โดยเฉพาะหากไปถามคนในแวดวงการศึกษา ที่ลึกๆ แล้วทราบกันดีว่า
ปัญหา “ขยะใต้พรม” โดยเฉพาะ “การเรียนออนไลน์” ที่หมักหมมมานานใน ศธ. ยากเกินเยียวยา

หากเปิดงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ ในภาพรวมงบการศึกษาคิดเป็น 11.5 เปอร์เซ็นต์ รองจากงบกลาง

โดยงบทั้งหมดของ ศธ. นั้น ลงไปกับบุคลากรมากที่สุด

คือเกือบ 4 หมื่นล้านบาท ถามว่าคุ้มค่าไหม ที่ทุ่มเงินให้กับครูขนาดนี้ เมื่อแลกกับกระแสข่าวเด็กอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ โดยเฉพาะ “ภาษาไทย”

นักเรียนในพื้นที่ทุรกันดาร

ที่สำคัญที่สุดก็คือ “โครงการพัฒนาดิจิทัล” ที่มากถึง 3,500 ล้านบาท ทุ่มลงไปขนาดนี้
แต่กลับได้ “ปัญหาการเรียนออนไลน์” คืนมา ตามพาดหัวของ “ไทยรัฐ” ข้างต้น
COVID กับ “การเรียนออนไลน์” คือปัญหาที่แท้จริง หรือ “ขยะใต้พรม” ศธ. ในยุค Thailand 4.0
ที่ถ้าไม่มี COVID เราคงไม่รู้ว่า ศธ. “ไม่มีความพร้อมอะไรเลย” ในการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหา “ความเข้าใจ” Concept “การเรียนออนไลน์” ที่ต้องเรียกว่า Misconception หรือ “เข้าใจคลาดเคลื่อน”
เพราะ “การเรียนออนไลน์” ไม่ใช่ให้เด็กนั่งดู DLTV เพราะอันนี้คือ Distance Learning หรือ “การเรียนทางไกล” ที่ มสธ. และ ม.รามฯ ทำมาหลายสิบปีแล้ว
บุคลากรของ ศธ. ควรหาเวลาเข้าไป “อ่านเว็บไซต์ของตัวเอง” คือ https://www.moe.go.th/elearning-คืออะไร?

อธิบายง่ายๆ ก็คือ “การเรียนออนไลน์” หมายถึง “การเรียนการสอนที่ใช้สื่ออิเล็คทรอนิกส์ผ่านทาง World Wide Web ซึ่งผู้เรียนและผู้สอนใช้เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลมากมายที่มีอยู่ทั่วโลกอย่างไร้ขอบเขตจำกัด ผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมหรือแบบฝึกปฏิบัติต่างๆ แบบออนไลน์” 

สรุปง่ายๆ ก็คือ “การเรียนออนไลน์” หมายถึง “การจัดการศึกษา ที่ผู้เรียนและผู้สอนใช้เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน”
ดังนั้น ไม่ใช่ DLTV แน่นอนครับ
เพราะ DLTV เป็นเพียง “ช่องทางหนึ่ง” ของ “การเรียนออนไลน์” ไม่ใช่ “ช่องทางหลัก” การที่ ศธ.ยกเอา DLTV มาเป็น “ตัวหลัก” ในการแก้ปัญหาอยู่นี้จึงผิด
ยิ่งประกอบกับ “เน็ตไม่พร้อม-เว็บล่ม-จูนทีวีดูไม่ได้” ก็ยิ่งทำให้เห็นว่า ศธ. ทั้ง Misconception และทั้ง “ไม่มีความพร้อมอะไรเลย” ในการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์
หากย้อนกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์ “ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์” ใน SALIKA ของเราแห่งนี้ ที่ท่านได้กล่าวว่า “ศธ. ต้องวางโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุมรองรับสถานการณ์แบบนี้เอาไว้ ต้องปรับกระบวนทัศน์ ต้องเตรียมการ ใช้ COVID เป็น Model”
ก็จะยิ่งเห็นภาพ “ความไม่พร้อม” ของ ศธ. มากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี หากไปถามปัญหา “การเรียนออนไลน์” กับผู้ปกครอง “เด็กนอกระบบ” ไม่ว่าจะเป็น “เด็ก กศน.” หรือ “เด็ก Homeschool” แล้ว ก็ยิ่งพบคำตอบที่แตกต่างออกไปจาก “เด็กในระบบ”
“ติณ นิติกวินกุล” (นามปากกา “จารี จันทราภา”) และ “นทธี ศศิวิมล” นักเขียนร่วมสมัย ผู้ปกครองน้องไอย์และน้องเอวา ที่ทำ Homeschool เอง

Homeschool

“นทธี” ชี้ว่า บุตรของเธอไม่ได้รับผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ขณะนี้
“ปกติเราค้นเนื้อหามาสอนกันเองอยู่แล้ว โดยสื่อที่หามาสอนเสริมทางเราก็เลือกมาก่อนสอนอย่างดี ที่กระทบบ้างก็คือการออกภาคสนาม คือก่อน COVID จะพาเด็กไปเรียนนอกสถานที่ เช่น พิพิธภัณฑ์ หรือห้องสมุด แต่ตอนนี้ไปไม่ได้”
ปัญหาการเรียนออนไลน์จากส่วนกลางที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เราไม่ได้เรียนกับเขาเพราะเราเรียนคนละระบบกันก็เลยไม่กระทบ “นทธี” สรุป
สอดคล้องกับ “อนุสรณ์ สายนภา” (ชื่อในวงการเพลงคือ “แกละ ใต้ดิน”) ผู้ปกครอง “เด็ก กศน.” ซึ่งบุตรของเขามีทั้งระดับอุดมศึกษา มัธยมศึกษา และประถมศึกษา
“อนุสรณ์” บอกว่า เนื่องจากเราเรียนคนละระบบกับเขา ปัญหาการเรียนออนไลน์แบบนี้จึงไม่มี

“ลูกทุกคนเคยชินกับการเรียน กศน.แล้ว เราพึ่งตนเองอยู่แล้ว จึงไม่พบปัญหาเหมือนที่คนอื่นกำลังเผชิญครับ” อนุสรณ์ กล่าว และว่า
“ปัจจุบัน ลูกคนโตเรียนดนตรี เรียนทางไลน์ เรียนแบบตัวต่อตัว ทางมหาวิทยาลัยไม่มีปัญหา สามารถนัดเวลาเรียนตามสะดวกทั้งครูและนักเรียน”
“ลูกคนรองเรียนมัธยม กศน.เทอมสุดท้าย ก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะส่งงานทางไลน์เป็นปกติ ส่วนคนเล็กเพิ่งจบ ป.6 ก็คงจะเหมือนคนสอง พวกเราไม่มีปัญหาครับ” อนุสรณ์ ทิ้งท้าย

จะเห็นได้ว่า หาก ศธ.จัดระบบการเรียนรู้ที่ให้ผู้ปกครองและเด็กสามารถ “พึ่งตัวเองได้” โดยดูต้นแบบการจัดการศึกษาของ ศธ. เองที่วางกฎเกณฑ์เอาไว้มากมาย

ไม่ว่าจะเป็น กศน. หรือ Homeschool ไม่ว่าครอบครัวจะเผชิญหน้ากับปัญหาอะไร ก็ดูจะไม่ติดขัดกับการจัดการเรียนรู้

ไม่ต้องพึ่งงบประมาณมหาศาล ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

ผมคุย “หลังไมค์” Off-record ผู้ปกครอง “เด็กนอกระบบ” หลายท่านที่จัดการศึกษาเอง หรือ “ให้ลูกออกนอกระบบ” ส่วนใหญ่ “ไม่เชื่อมั่นศักยภาพครู”
ทั้ง “ความรู้” “ความสามารถ” ของครู และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ศีลธรรม” “คุณธรรม” “จริยธรรม” ของครู ที่พวกเขา “ไม่เชื่อมั่นเลย”

เรียนออนไลน์

วิกฤตการณ์ COVID จึงเสมือนมี “ไวรัส” มาช่วย “คุ้ยขยะใต้พรม” ศธ.
สะท้อนให้เห็น “ศักยภาพที่แท้จริง” ทั้งของ “ครู” และ “ผู้บริหาร” ที่ไม่สามารถ “รับมือกับปัญหาการเรียนออนไลน์” ได้เลย

นำไปสู่ “ข้อเสนอ” ที่ผมได้เขียนเอาไว้ใน SALIKA ของเราแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น

1) “Blended Learning ชั่วโมงนี้ดีที่สุด เหมาะสุดสำหรับผู้เรียนและผู้สอนในยุคดิจิทัล”

2) “New Normal กระทรวงศึกษาธิการ Blended Learning ภาค 2 มอบ “ชีวิตวิถีใหม่” ให้ ศธ. ด้วย Hybrid Home School”

3) “ทำไม Work from Home และ e-Learning แบบไทยไทย จึงไม่เจริญ?”

4) “ถ้าไม่ใช่ Tablet PC “การศึกษาไทย” มีช่องทางเรียนรู้อะไรบ้าง?”

5) “Higher Ed 5.0 ทิศทางใหม่ “อุดมศึกษาไทย” ที่ควรเป็น”

6) “e-Education ทางออกการศึกษาไทย สู้ภัย COVID-19”

โอ้โห! รวมเล่มได้เลยนะครับ!