“ความรู้คู่ความสุข” เปิดใจ “คุณแม่ Homeschool” ครอบครัว “นักเขียนดัง” ปลดล็อคเพื่อ “ความสุขลูก”

705

หลังจากบทความ “COVID เปิดพรมเจอขยะ เรียนออนไลน์ ไทยไม่มีวันพร้อม?” เผยแพร่ใน SALIKA ของเราแห่งนี้

ที่มีคำให้สัมภาษณ์ของ “นทธี ศศิวิมล” นักเขียนหญิงแถวหน้าคนหนึ่งในวงวรรณกรรมไทย หรือ “คุณแม่ Homeschool”
ซึ่งเธอกับ “คุณพ่อ Homeschool” คือ “ติณ นิติกวินกุล” เจ้าของนามปากกา “จารี จันทราภา” สามี ได้ตัดสินใจ “ทำ Homeschool” ให้ “น้องไอย์” กับ “น้องเอวา”
มีประเด็นที่น่าสนใจพูดคุยกับ “คุณแม่ Homeschool” ต่อ ถึงเรื่องราวของ “ครอบครัว Homeschool” ที่หลายคนอาจมองว่า ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ “เป็นนักเขียน”
ซึ่งหมายถึง ทั้งคู่ Work from Home จึงมีเวลาดูแลลูกอย่างเต็มที่
ข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร ไปฟังจากปากคำของเธอ “นทธี ศศิวิมล” หรือ “แม่นัท”

ครอบครัว Homeschool

ถาม: ขอเริ่มที่จุดเริ่มต้นของการทำ Homeschool ก่อนครับ

ตอบ: ต้องเล่าก่อนว่า น้องไอย์สุขภาพไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิม แต่เราก็อยากให้เขาได้รับการศึกษาเหมือนเด็กคนอื่นในสังคม แต่เราได้เริ่มให้ลูกเข้าเรียนตอน 4 ขวบกว่าค่ะ เพราะไอย์สุขภาพไม่ค่อยดีอย่างที่บอก ซึ่งตอนนั้น ก็เป็นการส่งไอย์เข้าไปเรียนโรงเรียนอนุบาลตามปกติ ย้อนกลับไปมองปัญหาตอนนั้น ที่ไอย์เจอที่โรงเรียนก็มีบ้าง เช่น การถูกเพื่อนรังแก หรือปัญหาความเครียดที่ต้องเรียนแบบอัดแน่น ประกอบกับตอนนั้นไอย์มีปัญหาสุขภาพถี่มาก วนเวียนกับการเข้าออกโรงพยาบาลกับโรงเรียน และบางครั้ง อาการก็หนักมาก ถึงขั้นต้องนอนไอซียูนานถึง 20 วันก็มี เพราะไอย์เป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักน้อยมาก 740 กรัมเอง จึงติดเชื้อง่าย จนมาถึงตอน ป.1 ไอย์ก็ป่วยหนักมากอีกครั้ง เราเลยตัดสินใจเปลี่ยนมาทำ Homeschool กันดีกว่า

ถาม: ขั้นตอนขออนุญาตทำ Homeschool ยากง่ายอย่างไรครับ

ตอบ: ก็ต้องยื่นเอกสารแนบไปกับแผนการเรียนการสอน ซึ่งต้องให้ตรงกับหลักสูตรแกนกลางการเรียนรู้ที่ทางกระทรวงกำหนดไว้ การเขียนแผนไม่ยากนักค่ะ เพราะนัทเคยเป็นครูมาก่อน ตอนเขียนแผนค่อนข้างสนุกด้วยซ้ำ เพราะได้ศึกษาข้อมูลจากรุ่นพี่ที่เป็นนักการศึกษา และจากคุณพ่อคุณแม่กลุ่มบ้านเรียนที่เขามีประสบการณ์มาก่อน โดยเฉพาะรุ่นพี่ที่เป็นคุณหมอ ซึ่งมีลูกคลอดก่อนกำหนด และมีปัญหาสุขภาพคล้ายๆ กับไอย์ ในช่วงเวลานี้ ทำให้เราได้เห็นว่า อันที่จริง ทุกครอบครัวสามารถจัดการศึกษาที่เหมาะสมโดยเฉพาะให้ลูกเราเองได้ เขาเด่นเรื่องไหนก็ผลักดันเรื่องนั้น อันไหนที่รู้สึกว่าไม่เหมาะ ไม่น่าจะได้ใช้ก็ไม่ต้องใส่ไป โดยเฉพาะเรื่องร่างกายของลูกที่ไม่อำนวย เราก็ให้น้ำหนักน้อยลง ความยากอาจจะอยู่ที่ขั้นตอนการทำให้แผนผ่าน เพราะศึกษานิเทศก์เขาต้องอ่านแผนของเรา เพื่อพิจารณา โจทย์คือเราจะโน้มน้าวให้เขาเห็นพ้องกับเราอย่างไร  ว่าแผนของเรามีความเหมาะสม และเห็นควรให้บ้านเราจัดการเรียนการสอนด้วยตัวเองได้ไหม ถ้าเขายังไม่เห็นควรกับเราข้อไหน เขาก็จะส่งกลับมาให้แก้ บ้านนัทก็ส่งกลับไปกลับมาแบบนี้สักสามสี่รอบ ก็ผ่านได้ค่ะ

ครอบครัว Homeschool

ถาม: ขอถามถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอน

ตอบ: ก็จัดแบ่งหมวดการเรียนเป็นกลุ่มๆ ตามกลุ่มประสบการณ์ ประกอบด้วย
  • 1. ด้านภาษา การอ่าน การเขียน การคิดวิเคราะห์ ภาษาไทย/อังกฤษ
  • 2. ด้านหน้าที่พลเมือง และการงานอาชีพ/สังคมศึกษา
  • 3. ด้านศิลปะ/ดนตรี/การแสดงออกทางสื่อสารมวลชน
  • 4. ด้านสุขศึกษา/พลศึกษา/วิทยาศาสตร์
  • 5. ภูมิศาสตร์ การปกครองของโลกเบื้องต้น
  • 6. คณิตศาสตร์เบื้องต้น เทคโนโลยี และการประดิษฐ์
ส่วนในด้านเนื้อหาการเรียนการสอนนั้น ก็พยายามปรับให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เน้นที่ความเข้าใจ เหตุและผล ที่มาที่ไป รู้จักประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้มาทำประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ต้องรู้จักยืดหยุ่น ฝึกวินัยเท่าที่จะทำได้ค่ะ หลักคิดของเราก็คือความรู้คู่ความสุข คือเราทำตามตัวชี้วัดในด้านความรู้อย่างครบถ้วน ขณะเดียวกันการทำ Homeschool นัทมองว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนที่เด็กมีความสุข เพราะได้ใกล้ชิดกับพ่อแม่ ในช่วงวัยที่เขากำลังเติบโต จากการสังเกต ไอย์มีความสุขกับการเรียนกับพ่อแม่มากกว่าตอนที่ไปเรียนที่โรงเรียน

ถาม: การประเมินผลทำอย่างไรครับ

ตอบ: ของบ้านเราใช้แบบประเมินของเขตพื้นที่การศึกษา ตามตัวชี้วัด และเกณฑ์การประเมินผล ที่บังคับใช้ร่วมกันในหมู่เด็ก Homeschool ร่วมกับแบบประเมินผลของเราเอง เป็นการให้คะแนนแบบร้อยละ โดยตลอดทั้งปี เวลาที่ลูกเรียนอะไร เราก็จะเก็บร่องรอยการเรียนรู้ สะสมไว้ จัดแยกเป็นหมวดตามกลุ่มวิชา สิ้นปีก็จัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม และทำวิดีโอคลิปแบบมัลติมีเดีย เพื่อนำเสนออาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของเขตพื้นที่การศึกษาในวันที่ลูกต้องไปสอบประเมินรายปีค่ะ วันที่สอบก็เน้นให้ลูกเป็นคนพูด เพื่อนำเสนอด้วยตนเอง ที่ผ่านมาก็ผ่านตลอด ยังไม่มีปัญหาอะไรค่ะ

ถาม: สภาพการจัดการเรียนการสอน อยากให้เล่าคร่าวๆ ว่าใน 1 สัปดาห์ ทำอะไรบ้าง

ตอบ: ก็เน้นสอนผ่านการเล่น การทำงานบ้าน และการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ทำกับข้าวก็จะสอนเรื่องของสารอาหารในวัตถุดิบต่างๆ สอนเรื่องสุขศึกษา ความสะอาด สอนศัพท์ภาษาอังกฤษ เช่น ยกแครอทขึ้นมา แล้วถามว่า ถ้าต้องการสีนี้ เราต้องใช้สีอะไรผสมกับสีอะไร เป็นต้น แต่ก็มีวิชาคณิตศาสตร์ที่ลูกอ่อนมากๆ จริงๆ เราต้องการคนที่มีประสบการณ์ มีเทคนิค ใจเย็นมากพอจะสอนลูกให้เข้าใจได้ เราจึงให้ลูกไปเรียนพิเศษเพิ่มที่คุมองสาขาใกล้บ้าน ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะตอนนี้ไอย์สามารถบวก ลบ คูณ หารได้แล้ว ส่วนวิชาภาษาอังกฤษ เราต้องการให้ลูกได้เรียนภาษาแบบวิธีธรรมชาติ ก็เลยอยากเน้นเรื่องการพูดและฟัง โชคดีที่ได้ครูเจ้าของภาษา สอนทางออนไลน์ตัวต่อตัวข้ามทวีป สัปดาห์ละครั้ง เล่านิทานร่วมกัน เรียนผ่านบัตรคำ หรือพูดคุยเรื่องอื่นๆ ลูกก็สนุกกับการเรียนมากขึ้น ตกเย็นหรือบางวันก็หัวค่ำ เราก็พาเขาไปเดินออกกำลังกายที่สวนหย่อมแถวบ้าน คือพยายามทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวเท่าที่จะทำได้ อย่างต้นไม้ ใบหญ้า เดือน ดาว ดิน ท้องฟ้า แมลง แดด ลม ฝน ทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างไร แล้วก็มีการจัดตารางไปพิพิธภัณฑ์ หรือแหล่งเรียนรู้ตามวาระและโอกาสด้วยค่ะ 

ครอบครัว Homeschool

ถาม: นัทมีความภาคภูมิใจ และความพึงพอใจในการทำ Homeschool มากน้อยแค่ไหน

ตอบ: จากที่เห็นพัฒนาการของลูก สิ่งที่ตอบโจทย์มากที่สุดคือเรื่องสุขภาพ เพราะลูกไม่ป่วยแบบหนักๆ อีกเลย สุขภาพจิตก็ดีขึ้น ส่วนสูงขึ้น น้ำหนักขึ้น มีความรู้ มีความเข้าใจในสิ่งที่เราสอน ตอนนี้ลูกเลือกอ่านหนังสือเล่มที่ตัวเองชอบอ่านเองได้แล้ว สามารถสรุปใจความสำคัญ เวลาดูข่าวร่วมกัน ก็จับประเด็นข่าว วิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ได้ มีความรับผิดชอบในงานของตัวเองมาก โดยเริ่มมองเห็นด้วยตัวเองได้แล้ว ว่าสิ่งที่พ่อแม่ให้ทำ มันส่งผลดีอย่างไร เชื่อมโยงกับอะไรบ้าง ไม่ใช่สักแต่ว่าทำตามที่เราบอก หรือแค่ทำไปตามหน้าที่อย่างเดียว แต่สามารถเอาความรู้ที่ได้ ไปเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง และนำมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เองด้วยค่ะ โดยสรุป นัทกับน้าติณ (คุณพ่อน้องไอย์) มีความสุขที่เห็นลูกมีความสุขกับการเรียน Homeschool มากค่ะ