COVID-19 Global Report Vol.56

97

‘นิวยอร์ก’ เปิดแผนช่วยเหลือผู้สูงอายุอย่างจริงจัง

Bill de Blasio นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก เปิดเผยแผนการช่วยเหลือผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ/บ้านพักคนชรา ซึ่งมีกว่า 169 แห่งทั่วนครนิวยอร์ก และหลายแห่งเป็นองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร โดยแผนการดังกล่าว สถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก ให้รายละเอียดว่าจะแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่
1. เสนอให้ตรวจทดสอบการติดเชื้อผู้สูงอายุแบบ On-site testing โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และจะเริ่มสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป
2.เสนอให้บังคับตรวจทดสอบการติดเชื้อเจ้าหน้าที่ที่ดูแลผู้สูงอายุทุกคน ปัจจุบันนครนิวยอร์กประสบภาวะขาดแคลนเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเนื่องจากหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบการติดเชื้อ จะต้องกักบริเวณเพื่อสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน โดยแนวทางแก้ปัญหาคือ นครนิวยอร์กได้จัดหาเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมแล้ว 250 คน และหากศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ/บ้านพักคนชราใดประสงค์จะขอเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม ก็สามารถยื่นคำร้องได้
3. จัดตั้งทีมเครือข่ายเตือนภัย เฝ้าระวังและรับมือกับโรคระบาดที่มีสมาชิกอย่างน้อย 3 คน (นักระบาดวิทยา จิตแพทย์ และนักสังคมสงเคราะห์) เพื่อตรวจตราตามศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ/บ้านพักคนชรา ซึ่งขณะนี้ มี 10 ทีมที่พร้อมดำเนินการ
4. การวางแผนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการดูแลผู้ป่วยที่บ้านในอนาคต

ด้านความพร้อมในการรับมือ COVID-19 ในขณะนี้ นครนิวยอร์กมีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ที่เพียงพอสำหรับการใช้ไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งจะขยายการสำรองอุปกรณ์ดังกล่าวไปให้สามารถใช้ได้ถึง 90 วัน รวมทั้งจะสำรองเครื่องช่วยหายใจ จำนวน 4,000 เครื่อง ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานไปเข้ารับการฉีดวัคซีน เนื่องจากจำนวนการฉีดวัคซีนในเด็กลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยการฉีดวัคซีนบังคับลดลง63% การฉีดวัคซีนในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีลดลง42%วัคซีนในเด็กอายุมากกว่า 2 ปี ลดลงร้อยละ 91

ส่วนมาตรการผ่อนปรนอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น นับตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2020 เป็นต้นไป อนุญาตให้ศาสนสถานสามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนากลุ่มเล็ก จำนวนไม่เกิน 10 คน โดยจะต้องปฏิบัติตามมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้จากผลสำรวจการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในนครนิวยอร์ก พบว่า อัตราการติดเชื้อสูงสุดอยู่ในชุมชนผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีคนเชื้อสาย Hispanic และ African American อาศัยอยู่ อาทิ เขต Morrisania ใน Bronx พบประชากรติดเชื้อ 43% เขต Brownville ใน Brooklyn ซึ่งมีคนผิวสีจำนวนมาก พบประชากรติดเชื้อ 41%

สถิิติ ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2020 นิวยอร์กมีผู้ติดเชื้อ 359,235 ราย เสียชีวิต 28,540 ราย

เปิดมาตรการเด็ด ‘ฝรั่งเศส’ กระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ

ฝรั่งเศสเป็นหมุดหมายที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเยือนมากที่สุดในโลก โดยปี 2019 ที่ผ่านมามีมากถึง 89 ล้านคน 9.7% ของจีดีพีของประเทศ มาจากการภาคการท่องเที่ยว โดย 30% ของรายได้จากการท่องเที่ยวนั้นมาจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในขณะที่ 70% ที่เหลือมาจากการท่องเที่ยวภายในประเทศ ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤต COVID-19 ที่ส่งผลทำให้การเดินทางหยุดชะงัก การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบแบบเต็ม ๆ ทำให้ขณะนี้ฝรั่งเศสต้องผุดมาตรการมาฟื้นฟูหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เริ่มจากการกระตุ้นให้มีการท่องเที่ยวภายในประเทศก่อน ซึ่งในปี 2018 มียอดใช้จ่ายในส่วนนี้สูงถึง 114.9 พันล้านยูโร (ราว 4,008.6 พันล้านบาท)

โดย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ระบุว่า Jean-Baptiste Lemoyneรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส ซึ่งรับผิดชอบประเด็นด้านการท่องเที่ยว ให้รายละเอียดว่า รัฐบาลและแคว้นต่าง ๆ มีโครงการแจก ‘เช็คกระตุ้นการท่องเที่ยว’ สำหรับช่วงฤดูร้อนของปีนี้เพื่อจูงใจให้มีการท่องเที่ยวภายในประเทศ   โดยแต่ละแคว้นจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะแจกจ่ายเช็คดังกล่าวให้กับผู้ใดบ้าง อาทิ ครอบครัวที่มีรายได้น้อย หรือเพื่อตอบแทนผู้ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักในช่วงวิกฤตินี้ โดยจะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมในช่วงต้นเดือนมิถุนายน นี้

ทั้งนี้ แคว้น Grand Est ได้มีโครงการดังกล่าวแล้วตั้งแต่เมื่อต้นเดือนเมษายน ด้วยการแจกจ่ายเช็คกระตุ้นการท่องเที่ยวจำนวน 1 แสนใบ มูลค่ารวม 5 ล้านยูโร (ราว 174ล้านบาท) ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ พนักงานส่งของ พนักงานแคชเชียร์และพนักงานขายในร้านค้า ขณะที่รัฐบาลได้เคยแจ้งเมื่อกลางเดือนเมษายนว่าต้องการให้ลูกจ้างเอสเอ็มอีมีสิทธิรับเช็คดังกล่าวได้ด้วยในปีนี้

ด้านผลกระทบของวิกฤติ COVID-19 ต่อการจ้างงาน กระทรวงแรงงานฝรั่งเศสเปิดเผยข้อมูลว่า เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีคำขออนุญาตให้ลูกจ้างอยู่ภายใต้มาตรการพักงานโดยยังได้รับเงินเดือนอยู่จำนวน 11.8 ล้านราย แต่มีลูกจ้างเพียง 8.6 ล้านรายที่ได้ใช้สิทธิตามมาตรการนี้

สถิิติ ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2020 ฝรั่งเศสมีผู้ติดเชื้อมากเป็นอันดับที่ 7 ของโลก ด้วยจำนวน 181,575 ราย เสียชีวิต 28,132 ราย และรักษาหาย 63,354 ราย

โรงแรมใน ‘ออสเตรีย’ กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง
พร้อมมาตรการด้านสุขอนามัยที่เข้มกว่าเดิม

ออสเตรียนับเป็นอีกหนึ่งประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวและการบริการเป็นอย่างมาก โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 62.46% ของจีดีพีเลยทีเดียว โดยหนึ่งในองคาพยพสำคัญก็คือธุรกิจโรงแรม ที่ทางการออสเตรียเห็นว่าจะต้องกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไป แต่ก็อยู่ภายใต้ข้อกำหนดและกฎเกณฑ์ที่รัฐบาลวางไว้

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา รายงานว่า รัฐบาลออสเตรียได้ออกกฎระเบียบสำหรับโรงแรมที่จะเปิดให้บริการในวันที่ 29 พฤษภาคม 2020 ดังนี้
– รักษาระยะห่างระหว่างกันอย่างน้อย 1 เมตร (ยกเว้นที่มาเป็นหมู่คณะ)
– ให้สวมหน้ากากปิดปากและจมูกในบริเวณพื้นที่ส่วนรวม เช่น โถงทางเข้าโรงแรม แผนกต้อนรับ และห้องอาหาร หากพื้นที่จำกัด ไม่สามารถรักษาระยะห่าง 1 เมตรได้ ต้องมีกระจกกั้น
– อนุญาตให้เปิดส่วนบริการด้านสุขภาพ (Wellness Area) แต่ต้องมีมาตรการด้านสุขอนามัย ตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข
– อนุญาตให้เปิดห้องชาวน่าและสระน้ำวนได้ แต่ต้องรักษาระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร และจำกัดเวลาในการใช้บริการ
– อนุญาตให้เปิดบริการอาหารบุฟฟต์ได้สำหรับแขกที่พักในโรงแรมเท่านั้น โดยต้อง รักษาระยะห่าง 1 เมตร
– อนุญาตให้จัดงานสัมมนาได้ โดยผู้เข้าร่วมไม่เกิน 100 คน โดยต้องรักษาระยะห่าง 1 เมตร
– ดำเนินมาตรการด้านสุขอนามัยอื่น ๆ อย่างเคร่งครัด อาทิ ล้างมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนเข้าใช้บริการ แจกถุงมือแบบใช้ครั้งเดียวสำหรับตักอาหาร กิ

สถิิติ ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2020 ออสเตรียมีผู้ติดเชื้อจำนวน 16,404 ราย เสียชีวิต 633ราย และรักษาหาย 14,951 ราย

‘เคมบริดจ์’ ประกาศเรียนออนไลน์อย่างเดียวไปจนถึงฤดูร้อนปี 2021

ในขณะที่หลายประเทศเริ่มประกาศให้โรงเรียนและสถานบันการศึกษาต่าง ๆ ทยอยเปิดทำการเรียนการสอนในชั้นเรียนปกติอีกครั้ง แต่สำหรับ ‘เคมบริดจ์’ สหราชอาณาจักร มหาวิทยาลัยอันดับ 7 ของโลกจากการจัดอันดับของ QS World University Rankings ประจำปี 2020 เปิดเผยว่า ในปีการศึกษา 2021 นี้จะทำการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ทั้งปี เนื่องจากประเมินว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสร้ายนี้จะยังอยู่ต่อไปอีกสักระยะ ดังนั้นการรักษาระยะห่างทางสังคมจึงเป็นสำคัญและจำเป็นเพื่อป้องกันการติดเชื้อนี้

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จัดการเรียนการสอน 3 ภาคการศึกษา ประกอบด้วย 1.ตุลาคม-ธันวาคม 2.มกราคม-มีนาคม และ 3.เมษายน-มิถุนายน โดยปีการศึกษา 2019/20 ได้ให้เรียนจากที่บ้านมาตั้งแต่มีนาคมแล้ว ส่วนปีการศึกษา 2020/21 ซึ่งจะเริ่มในเดือนตุลาคม นี้ จะเป็นการเรียนการสอนออนไลน์ทั้งหมดจนถึงปิดภาคเรียนในช่วงฤดูร้อนเดือนมิถุนายน 2021

กระนั้นแม้จะเป็นการเรียนออนไลน์แต่นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่เป็นพลเมืองอังกฤษที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ก็ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนถึง 9,250 ปอนด์/ปี (ราว 360,453 บาท) เหมือนการเล่าเรียนปกติ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าต่อให้เป็นเคมบริดจ์ ก็ไม่คิดว่าการจ่ายเงินจำนวนด้วยดังกล่าวจะคุ้มค่าหรือต้องยอมจ่ายเพียงเพื่อจะเรียนผ่านจอคอมพิวเตอร์อย่างเดียว

มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์นับเป็นมหาวิทยาลัยแรกในสหราชอาณาจักรที่ประกาศใช้มาตรการนี้

แม้จะทยอยผ่อนปรนมาตรการเข้ม
แต่ ‘ฟินแลนด์’ ยังเกาะติดสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด

นับตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่ Sanna Marin นายกรัฐมนตรีสาววัย 34 ปีของฟินแลนด์ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับผ่อนคลายมาตรการและข้อบังคับว่าด้วยการป้องกันและควบคุมการระบาดของCOVID -19ในฟินแลนด์ โดยทยอยเปิดกิจการและบริการสังคมต่าง ๆ เป็นลำดับ เริ่มจากโรงเรียน Grade 1-9 (การศึกษาภาคบังคับ) ได้เปิดเรียนเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม โดยคำนึงถึงมาตรการระยะห่างทางสังคม และข้อพิจารณาด้านสาธารณสุข ส่วนโรงเรียน Grade 10-12 มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ให้พิจารณาเองตามความเหมาะสมว่าจะเปิดทำการเรียนการสอนเมื่อไหร่ แต่รัฐบาลแนะนำให้เรียนทางไกลต่อไปจนจบภาคเรียนนี้ (ประมาณวันที่ 31 พฤษภาคม หรือต้นเดือนมิถุนายน นี้)

ส่วนสนามกีฬากลางแจ้งเปิดให้บริการในขอบเขตจำกัด สถานที่สาธารณะอื่น ๆ อาทิ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ โรงละคร ซาวน่า สระว่ายน้ำ และโรงภาพยนตร์ จะเปิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ขณะเดียวกันก็อนุญาตให้มีการรวมตัวของคนไม่เกิน 50 คน ตั้งแต่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไปเช่นกัน แต่ห้ามการรวมตัวของคนจำนวนมากกว่า 500 คน จนถึง 31 กรกฎาคม และจะทบทวนการรวมตัวของคนจำนวนมากอีกครั้งในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้

นอกจากนี้ยังแนะนำให้มีการทำงานจากบ้านไปอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง ด้านร้านอาหาร ภัตตาคาร ร้านกาแฟ และบาร์ จะกลับมาเปิดให้บริการตั้งแต่ 1 มิถุนายน ทั้งนี้ชาวฟินแลนด์ได้รับอนุญาตให้เดินทางภายในประเทศสมาชิกความตกลงเชงเกนเพื่อทำธุรกิจหรือหากมีเหตุจำเป็นได้ ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา และจะหารือเพื่อยกเลิกข้อจำกัดการเดินทางข้ามแดนกับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปโดยเฉพาะกับเพื่อนบ้าน แต่ยังควบคุมการเดินทางไปประเทศนอกความตกลงเชงเกนอีก 1 เดือน

โดยยังคงมาตรการการกักตัว สำหรับคนที่เดินทางเข้ามาฟินแลนด์จะต้องกักตัวเองที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน หรือหากทำไม่ได้ สามารถขอรับการกักตัวในสถานที่รัฐจัดให้ได้ (โรงแรม) โดยเสียค่าใช้จ่ายเอง ต่อไป และที่ยังคงเน้นย้ำเป็นพิเศษก็คือมาตรการหลีกเลี่ยงและสัมผัสคนชรา อายุเกิน 70 ปีขึ้นไปเพราะเป็นกลุ่มที่เปราะบาง

อย่างไรก็ตาม แม้ สถิิติ ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2020ฟินแลนด์จะมีผู้ติดเชื้อน้อยกว่าหลายประเทศในยุโรป ด้วยจำนวน 6,493 ราย เสียชีวิต 306 ราย และรักษาหาย 4,800 ราย แต่รัฐบาลฟินน์ก็ไม่ประมาท และเห็นว่าภัยคุกคามของการระบาดของเชื้อ COVID -19 ในฟินแลนด์ยังอยู่ในขั้นร้ายแรง จึงไม่อาจมองข้ามความเป็นไปได้ของการระบาดของโรคอุบัติใหม่นี้ที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นระลอกที่ 2 ได้ โดยรัฐบาลจะประเมินผลการใช้มาตรการและข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดอีกครั้งในสิ้นเดือนมิถุนายน นี้