COVID-19 Global Report Vol.57

39

เปิดโรดแมป ‘โตเกียว’ 4 ระยะ รับมือ COVID-19 ให้อยู่หมัด

กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เช่นเดียวกับหลายเมืองทั่วโลก ที่เริ่มผ่อนปรนมาตรการปิดเมืองแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ผลีผลาม โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นำเสนอข้อมูลว่า KOIKE Yuriko ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวประกาศโรดแมป4 ระยะ เพื่อผ่อนปรนมาตรการ #StayHome ภายหลังยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนี้
ระยะที่ 0 คือ ปัจจุบัน (ช่วงก่อนยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน)
ระยะที่ 1 จะมีผลตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2020 หากรัฐบาลกลางยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในวันที่ 25 พฤษภาคม
         – เปิดโรงเรียน โดยลดเวลาเรียนในโรงเรียน เรียนออนไลน์ควบคู่ไปด้วย และสลับกันเข้าเรียน
         – เปิดพิพิธภัณฑ์และห้องสมุด โดยจำกัดจำนวนผู้เข้าชม
         – เปิดโรงยิม สถานที่เล่นกีฬาในร่ม และสระว่ายน้ำในร่มที่ไม่มีผู้เข้าชม
         – ร้านอาหารสามารถเปิดให้รับประทานในร้าน และอนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ถึงเวลา 22.00 น.
         – สามารถจัดกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมไม่เกิน 50 คน ทำให้จัดการแข่งขันกีฬาเบสบอลหรือกีฬาอาชีพแบบไม่มีผู้เข้าชมในสนามได้ และนักกีฬาสามารถฝึกซ้อมในสนามซ้อมได้
         ระยะที่ 2 เปิดโรงเรียนกวดวิชา โรงละคร โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าทั่วไป และการจัดกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมไม่เกิน 100 คน โดยต้องเป็นสถานที่ที่ไม่มีประวัติการติดเชื้อแบบ cluster และไม่เป็นสถานที่ 3Cs หรือไม่เป็น Closed spaces (พื้นที่ปิด) Crowded places (พื้นที่แออัด) และ Close-contact (มีการสัมผัสใกล้ชิด)
         ระยะที่ 3 ธุรกิจที่ให้ความบันเทิง และความสนุกสนาน เช่น เกมเซนเตอร์ สวนสนุก ร้านปาจิงโกะ อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ และร้านอาหาร (อนุญาตให้เปิดได้ถึง 00.00 น.) สถานที่หรือสถานประกอบการที่จำกัดจำนวนผู้ใช้บริการ และอีเวนท์ที่มีผู้เข้าร่วมไม่เกิน 1,000คน ทั้งนี้ จะต้องเป็นสถานที่หรือสถานประกอบการที่ไม่มีประวัติการติดเชื้อแบบ cluster และไม่เป็นสถานที่ 3Cs

ส่วนสถานประกอบการที่ยังขอความร่วมมือไม่ให้เปิดทำการ ได้แก่ ร้านอาหารที่ใช้เป็นสถานที่จัดเลี้ยงลูกค้า สถานที่ออกกำลังกาย คาราโอเกะ และไลฟ์เฮ้าส์หรือคาเฟ่ดนตรี ที่ลูกค้าสามารถขอเพลงได้หลังจากสั่งเครื่องดื่ม เป็นที่ ๆ คนไปเพื่อเสพดนตรีมากกว่าที่จะไปดื่มกินเหมือนกับการไปดื่มในผับบาร์ที่มีดนตรีเป็นแค่ของแถม
        
ทั้งนีั้ กรุงโตเกียวจะประเมินสถานการณ์ในแต่ละระยะทุก 2 สัปดาห์ โดยใช้เกณฑ์ Tokyo Alert 7 ข้อ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดระลอกที่ 2 ได้แก่ 1.จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2.อัตราส่วนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ไม่ทราบที่มาของการติดเชื้อ 3.เปรียบเทียบการเพิ่มของผู้ติดเชื้อในแต่ละสัปดาห์ 4. จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อที่มีอาการหนัก 5.จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อที่อยู่ในโรงพยาบาล 6.อัตราผู้ติดเชื้อต่อการตรวจ PCR และ 7.จำนวนผู้ที่ขอรับคำปรึกษา โดยหากพบตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เกินเกณฑ์ จะแจ้งเตือนให้ประชาชนในกรุงโตเกียวทราบ ด้วยการเปิดไฟสีแดงทั้งสะพาน Rainbowบริเวณปากอ่าวโตเกียว

สถิติ ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2020 โตเกียวมีผู้ติดเชื้อ 5,187 ราย เสียชีวิต 268 ราย และรักษาหาย   561 ราย

งามหน้า! รมว.สาธารณสุข ‘โบลิเวีย’ คอรัปชั่นเครื่องช่วยหายใจ

ท่ามกลางวิกฤต COVID-19 ที่หลายฝ่ายต่างร่วมด้วยช่วยกันเพื่อเอาชนะไวรัสร้ายนี้ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของโบลิเวียกลับคอร์รัปชั่นการจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจ หนึ่งในอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญที่ใช้ต่อสู้กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

Marcelo Navajas รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของโบลิเวียถูกจับกุมในข้อหาคอร์รัปชั่นเกี่ยวกับการซื้อเครื่องช่วยหายใจ ก่อนที่จะถูก Jeanine Anez ประธานาธิบดีโบลิเวียจะขับออกจากรัฐบาล

นักการเมืองผู้อื้อฉาวนี้ถูกควบคุมตัวโดยตำรวจในลาปาซ เมืองหลวงด้านการบริหารของโบลิเวีย เพียง 1 วันหลังจากผู้นำประเทศสั่งให้มีการสอบสวนในการจัดซื้อที่น่าสงสัย โดยมีเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขอีก 2 คนถูกจับกุมในครั้งนี้เช่นกัน

Anez กำลังเผชิญกับเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตครั้งใหญ่ที่สุดของเธอในช่วง 6 เดือนที่มีอำนาจและถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงเกี่ยวกับการจัดการกับวิกฤต

ทั้งนี้ โบลิเวียซื้อเครื่องช่วยหายใจ 179 เครื่อง ในราคาเครื่องละ 27,683 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 882,620 บาท) จากผู้ผลิตในสเปนซึ่งมีมูลค่าเกือบ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 159 ล้านบาท) ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินจากธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างทวีปอเมริกา (Inter-American Development Bank) อย่างไรก็ตามภายหลังปรากฏว่าผู้ผลิตได้เสนอเครื่องช่วยหายใจในราคาประมาณครึ่งหนึ่ง หรือเครื่องละประมาณ 10,312-11,941 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 328,778-380,716 บาท)

Anez โพสต์ใน Twitter ว่าโบลิเวียจ่ายเงินซื้อเครื่องช่วยหายใจไปแล้วมากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 64 ล้านบาท) และจะไม่จ่ายเงินเพิ่มอีกแม้แต่เซ็นต์เดียว พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาว่าจะไล่ล่าเงินส่วนที่จ่ายเกินไปกลับคืนมาให้ได้

เรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วเมื่อแพทย์ประจำหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ร้องเรียนว่าเครื่องช่วยหายใจไม่เหมาะกับห้อง ICU ของโรงพยาบาลในโบลิเวีย

ผู้นำโบลิเวียตัดสินใจให้ Navajas ออกจากตำแหน่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการแทรกแซงใด ๆ ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตามกฎหมาย

สถิติ ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2020 โบลิเวียมีผู้ติดเชื้อ 5,187 ราย เสียชีวิต 268 ราย และรักษาหาย   561 ราย 

ทั้งนี้ ตลาดเครื่องช่วยหายใจทั่วโลกมีมูลค่า 932.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 29,739 ล้านบาท) ในปี 2020

‘ฮ่องกง’ พร้อมให้อภิสิทธิ์ ‘นักเดินทางธุรกิจ’ เข้าดินแดนก่อน
หวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากนักเดินทางคุณภาพ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ของไทย รายงานว่า Edward Yau รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และพัฒนาเศรษฐกิจ ฮ่องกง เผยว่ารัฐบาลกําลังวางแผนโครงการเปิดเมืองอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 นี้ โดยจะสนับสนุนผู้เดินทางเพื่อธุรกิจเป็นอันดับแรก เพราะกลุ่มนักธุรกิจเป็นกลุ่มเป้าหมายในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงกลุ่มคนที่เดินทางเพื่อมาจัดงานแสดงสินค้า และนิทรรศการต่าง ๆ ในฮ่องกง หรือนักเดินทางกลุ่มไมซ์

ท้ังนี้ Yau ได้แสดงความคิดเห็นว่า ฮ่องกงไม่สามารถคาดหวังให้กลุ่มนักท่องเท่ียวกลับมาเที่ยวดังเดิมได้ แต่สิ่งที่คาดหวังได้ง่ายกว่าก็คือการเดินทางของนักธุรกิจที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ดังนั้น นักธุรกิจซึ่งถือเป็นนักเดินทางคุณภาพจะได้รับอภิสิทธ์ให้สามารถเดินทางมาเยือนฮ่องงได้ก่อนกลุ่มอื่น อย่างไรก็ตาม Yau ได้กล่าวเตือนว่าโครงการดังกล่าวจะเริ่มดําเนินการได้ ก็ต่อเมื่อฮ่องกงสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้แล้วเท่านั้น และต้องทำให้ทั่วโลกมั่นใจว่าการเดินทางมาฮ่องกงปลอดภัยจากโรคอุบัติใหม่นี้

ขณะเดียวกันก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับการประท้วงที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานก่อนที่ COVID-19 จะแพร่ระบาดอีกด้วย โดยเขาร้องขอให้ผู้ประท้วงหยุดประท้วงเนื่องจากกฎหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่เป็นฉนวนเหตุสำคัญได้ถูกถอดถอนอย่างเป็นทางการแล้ว และการประท้วงนั้นก็ได้ส่งผลกระทบต่อทุกคนในฮ่องกงอย่างถ้วนหน้า โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่ผู้ประกอบการหลายรายตัดสินใจย้ายฐานการผลิต การลงทุนออกจากฮ่องกง เนื่องจากไม่มั่นใจในสถานการณ์ว่าหากยังมีการประท้วงต่อไปจะส่งผลกระทบท่ี่หนักหนาสาหัสและเรื้อรังเพียงใด

ข้อมูลสถิติล่าสุดจาก คณะกรรมการการท่องเที่ยวฮ่องกงเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของCOVID-19 ที่ยังไม่สิ้นสุดลงนี้ ส่งผลให้จํานวนนักท่องเที่ยวในเดือนมีนาคม 2020 ลดลงมากถึง99% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยในไตรมาสแรกของปี 2020 มีผู้เดินทางเข้าฮ่องกงเพียง 3.49 ล้านคน เท่านั้น ลดลงถึง 80.9% เมื่อเทียบกับช่วง เดียวกันในปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ หากฮ่องกงเปิดโอกาสให้นักธุรกิจได้รับอภิสิทธิ์ในการเดินทางอีกครั้ง จะถือว่าเป็นข้อได้เปรียบของผู้ประกอบการในการดําเนินธุรกิจ เพื่อพบปะหารือ หรือพิจารณา และการเข้าร่วมการจัดแสดงงาน การจัดนิทรรศการ ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่สามารถกระทําได้จากการประชุมออนไลน์ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรวางแผนเตรียมตัว และหมั่นติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ไม่เสียโอกาสในการดําเนินธุรกิจ หรือกลับมาดำเนินธุรกิจได้หลังจากที่หยุดชะงักไปนาน

สถิติ ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2020 ฮ่องกงมีผู้ติดเชื้อ 1,066 ราย เสียชีวิต 4 ราย และรักษาหาย 1,029 ราย

คาด 70% ของบริษัทในดูไบ ยกธงขาวภายใน 6 เดือน

หอการค้าดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สำรวจความคิดเห็นซีอีโอ 1,228 คน เมื่อปลายเดือนเมษายน พบว่า เกือบครึ่งของร้านอาหารและโรงแรมกว่า 70% คาดว่าจะปิดกิจการภายในเดือนมิถุนายนนี้ เช่นเดียวกับ 3 ใน 4 ของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องที่จะปิดตัวภายในเดือนหน้า เนื่องจากได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลให้รัฐบาลต้องบังคับใช้มาตรการปิดเมืองอย่างเคร่งครัด

ที่น่าตกใจคือ 70% ของธุรกิจในดูไบ เตรียมโบกมือลาภายใน 6 เดือน เนื่องจากมิอาจต้านภัยไวรัสร้ายนี้ได้ โดย 3 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่างในผลสำรวจนี้เป็นเอสเอ็มอีที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 20 คน ขณะที่ 2 ใน 3 ระบุว่ามีความเสี่ยงปานกลาง-สูง ท่ี่จะต้องยอมแพ้และจากลาไป และ 27% สิ้นหวังไปกว่านั้นเพราะคาดว่าจะยกธงขาวในเดือนมิถุนายนนี้

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ COVID-19 เป็นเหตุเท่านั้น เพราะเศรษฐกิจดูไบเติบโตต่ำมาก่อนหน้าแล้ว โดยจีดีพีปี 2019เติบโตเพียง 1.94% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเมื่อปี 2009

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศว่าได้ตรวจเชื้อไวรัสให้กับประชาชนไปแล้วกว่า 1.6 ล้านครั้ง และผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าอัตราส่วนของผู้ติดเชื้อในประเทศยังอยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้

ด้านสำนักงานอัยการยูเออีย้ำให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข และประกาศเพิ่มบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการทางสาธารณสุขในช่วงวิกฤต COVID-19 เช่น ปรับเงินผู้ที่ไม่สวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ หรือนั่งรถรวมกันเกิน 3 คน โดยมิใช่ครอบครัวเดียวกัน ซึ่งมีโทษปรับคดีละ 3,000 ดีแรห์ม (ราว 26,060 บาท) จากเดิมที่มีค่าปรับ 1,000ดีแรห์ม (ราว 8,690 บาท)

‘โปรตุเกส’ หนุนแผนจัดตั้งกองทุนฟื้นฟู 5 แสนล้านยูโร สู้ COVID-19

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิสบอน นำเสนอข้อมูลว่า António Costa นายกรัฐมนตรีโปรตุเกส เห็นด้วยกับการที่ฝรั่งเศสและเยอรมนีได้เสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟู ภายใต้วงเงิน 5 แสนล้านยูโร ( 17 ล้านล้านบาท) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต COVID-19 โดยชี้ว่าเป็นข้อริเริ่มที่ดียิ่ง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจช่วยเหลือบริษัทเอกชน รักษาการจ้างงานและรายได้ และเห็นว่าควรลงทุนกับการยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ในภูมิภาคยุโรป ซึ่งโปรตุเกสพร้อมรับมือความท้าทายนี้ และมีศักยภาพที่จะเป็นฐานการผลิตและอุตสาหกรรมใหม่ในยุโรปได้

สำหรับความคืบหน้าเมื่อมีผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองบางส่วนพบว่า หลังจากที่ได้มีการเปิดการเรียนการสอนสำหรับชั้น ม. ปลาย (เกรด 11 และ 12) เมื่อวานนี้ นักเรียน 20% ยังไม่มาโรงเรียน แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมาคมผู้ปกครองและโรงเรียนจะแสดงความเชื่อมั่นในระบบความปลอดภัย และ รัฐบาลได้จัดส่งหน้ากากอนามัยกว่า 4 ล้านชิ้น และอุปกรณ์ป้องกันไปให้กับโรงเรียนมัธยมต่าง ๆ ก่อนเปิดทำการเรียนการสอนแล้ว

ขณะที่ Joao Pedro Matos รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมโปรตุเกสกล่าวในการประชุมคณะกรรมาธิการวางแผนด้านสิ่งแวดล้อม ว่า เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) จะเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นฟู ศรษฐกิจภายหลังผ่านพ้น COVID-19 โดยรัฐบาลโปรตุเกสวางแผนที่จะลงทุนในโครงการที่ลดการปล่อยมลพิษ ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี การขนส่งอย่างยั่งยืน ตลอดจนเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเห็นว่าในปัจจุบัน โลกให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมและธุรกิจที่ช่วยบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

สถิติ ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2020 โปรตุเกสมีผู้ติดเชื้อ 30,200 ราย เสียชีวิต 1,289 ราย และรักษาหาย 7,590ราย