คาถาฝ่าวิกฤตจาก ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ อดทนรอฟ้าหลังฝน แล้วต่อยอดโอกาสให้ถูกจุด ดันไทยไปได้ไกลกว่าที่คิด

569

“แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ ผมยังคงเห็นว่า ประเทศไทย เต็มไปด้วยโอกาส” “เจ้าสัวธนินท์” หรือ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ย้ำมุมมองนี้อย่างชัดเจนในงานเสวนาออนไลน์ “จุฬาฯ ธุรกิจพิชิต Covid-19” ในหัวข้อ “Top CEO Vision for Business Crisis” จัดโดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ก่อนจะพูดถึงเรื่องธุรกิจ อยากขอกล่าวถึงคุณหมอและพยาบาล รวมถึงบุคลากรการแพทย์ทุกคนว่าผมมีความชื่นชมในการทำงานท่ามกลางความเสี่ยงของพวกท่านทุกคน ซึ่งต้องต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็นอย่างเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยความเสียสละ ทุ่มเท และมุ่งสร้างประสิทธิผลที่ดีเลิศ”

“ดังนั้น ผมจึงอยากจะฝากประชาชนให้มีส่วนร่วมช่วยปกป้องและไม่เอาปัญหามาเพิ่มเติมให้บุคลากรทางการแพทย์ของเรา ด้วยการดูแลตัวเอง ใส่หน้ากากอนามัย ไม่ไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งจะช่วยทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สงบลงให้ได้โดยเร็ว”
เจ้าสัวธนินท์ กล่าวถึงความในใจนี้ ก่อนที่จะเปิดฉากบรรยายให้ความรู้แก่นักธุรกิจและประชาชนคนไทยทั่วไปที่เข้ามาฟังเสวนาออนไลน์นี้ เพื่อนำไปปรับใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการธุรกิจ พิชิตวิกฤติในยุคโควิด-19 ไปด้วยกัน

ฉวยช่วงเวลาแห่งวิกฤต พัฒนาทุกมิติ เตรียมความพร้อมก่อนเดินหน้าชนทุกโอกาสที่จะเกิดขึ้นหลังโควิด-19 ผ่านพ้นไป

เช่นกันกับเจ้าของธุรกิจทุกท่าน ประธานอาวุโสเครือซีพี ก็มองเห็นโอกาสที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในวิกฤตครั้งนี้ในหลากหลายด้านเช่นกัน
“วิกฤตครั้งนี้สร้างโอกาสครั้งสำคัญในการพัฒนาการศึกษา เพราะการสอนออนไลน์จะเกิดขึ้นชัดเจนแน่นอนแล้วในโลกใบนี้ ผมมองในมุมที่ว่าอาจารย์ที่เก่งๆจะสามารถสอน ให้ความรู้ คนเป็นล้านคนได้ ไม่ได้จำกัดแค่การสอนในมหาวิทยาลัยเท่านั้น”
“เป็นโอกาสให้คนเก่ง คนอัจฉริยะ ที่มีสัดส่วนน้อยในสังคม สามารถถ่ายทอดความรู้ไปกับคนทั่วโลกได้ง่ายขึ้นผ่านการเรียนการสอนออนไลน์ ซึ่งแพลตฟอร์มนี้ไร้พรมแดนโดยสิ้นเชิง”

“ต่อมาความเปลี่ยนแปลงที่เป็นโอกาส คือ การที่หลายบริษัทจะได้วางระบบการทำงานแบบ Work from home ซึ่งผมมองว่าการทำงานจากบ้าน ได้ผลงานที่ชี้วัดได้มากกว่า ไม่ต้องมาใช้เวลาบนท้องถนนสองสามชั่วโมง ได้อยู่กับดูแลคนที่บ้าน หรืออาจพาครอบครัวไปเที่ยว และทำงานจากที่ไหนก็ได้ในโลก คนทำงานจะมีความสุขมากขึ้น แถมในมุมของบริษัท ก็สามารถประหยัดทรัพยากรการสร้างออฟฟิศ”

“ส่วนภาคการท่องเที่ยว ผมอยากบอกว่าอย่าเพิ่งใจเสีย เพราะต่อไปหลังวิกฤตโควิด ภาคการท่องเที่ยวจะพัฒนาไปไกลขึ้นได้แน่นอน อย่างน้อยก็เพราะระบบ Work from home เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเดินทางไปได้ทุกมุมโลก แบบไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ทำงานที่ไหนก็ได้ กลุ่มคนเหล่านี้จะกลายมาเป็นลูกค้าของภาคการท่องเที่ยว”
“แต่แค่ในตอนนี้ ภาคการท่องเที่ยว ต้องฉวยเอาเวลาแห่งวิกฤตนี้ไปใช้ประโยชน์ในการวางระบบความปลอดภัยให้ดี เพราะต่อไป การท่องเที่ยวต้องบวกความปลอดภัยเข้าไปด้วย ถ้าเจ้าของกิจการไหนสามารถสร้างหลักประกันเรื่องความปลอดภัยให้กับผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวได้ สถานที่ท่องเที่ยวนั้นก็ย่อมได้เปรียบ”
“และไม่ใช่แค่ ท่องเที่ยวที่ต้องบวกกับความปลอดภัยเท่านั้น แต่ต้องบวกทั้ง insurance หรือ ประกันภัยเพื่อสร้างความมั่นใจไปอีกต่อหนึ่งได้ด้วย และวิกฤตครั้งนี้ มันทำให้ทั่วโลกได้เห็นว่าไทยมีความโดดเด่นเรื่องการแพทย์ เรามีหมอที่เก่ง ถ้าเขาเดินทางมาในประเทศเราแล้วเกิดอะไรขึ้น เขาจะปลอดภัยแน่นอน”
โดยการต่อยอดจุดเด่นนี้ ธนินท์เน้นย้ำว่า เมื่อโลกรู้แล้วว่า หมอไทย เก่งไม่แพ้ใครในโลก ก็ต้องต่อยอดให้ถูกจุด

“เราต้องให้ความสำคัญกับการผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ที่เก่งๆ เพราะประเทศไทยยังคงขาดแคลน หมอ พยาบาล จำนวนมหาศาล เราจึงต้องใช้แรงกระตุ้นจากวิกฤตนี้ ต่อยอดโอกาสรากฐานที่ดีด้านการแพทย์ไทย ให้ไปได้ไกลและได้รับการยอมรับได้เพิ่มขึ้นอีก”


สี่ประสาน สามประโยชน์ บวกแนวคิดบูรณาการความร่วมมือ พาประเทศรอด พร้อมเฉิดฉายในหลังวิกฤตโควิด

สำหรับสูตรสำเร็จในการพาธุรกิจฝ่าวิกฤต ในมุมมองของประธานอาวุโสเครือซีพีนั้น ต้องครบในแบบ สี่ประสาน สามประโยชน์ บวกแนวคิดบูรณาการความร่วมมือ
“สี่ประสาน คือ รัฐบาล ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และภาคเกษตร ต้องร่วมมือกันในการพัฒนาประเทศและฝ่าวิกฤตในครั้งนี้” “ส่วนผม ในฐานะที่เราเป็นผู้นำองค์กร ประโยชน์ของพนักงาน ประโยชน์ของประเทศชาติ ต้องมาก่อนเสมอ จากนั้น เอาตัวเองไว้หลังสุด ถ้าใช้หลักการนี้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ มองการทำธุรกิจให้ขาด ตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ เชื่อว่านี่จะกลายเป็นวิสัยทัศน์ที่นำธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ให้สามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้แน่นอน”

“ส่วนแนวคิด สามประโยชน์ ถ้าเราเป็นผู้ผลิตก็ต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์จากการซื้อสินค้านั้นไปใช้ และที่ผ่านมา ในฐานะผู้นำหรือซีอีโอของ CP ไม่ว่าผมจะทำอะไร ก็จะคิดถึงบริษัทก่อน คิดถึงพนักงานก่อน และตัวเองคิดจะคิดถึงเป็นอันดับสุดท้ายเสมอ”
“ต่อมา การวางแผนบริหารจัดการในยุคนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการ Integrated หรือ บูรณาการความร่วมมือ โดยต้องกำหนดจุดยืนของตัวเอง ว่าเราจะอยู่ในส่วนไหนของการ Integrated”

“เช่นเรื่องเกษตร เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต ทำปศุสัตว์ก็มีชีวิต ทำการเกษตร พืชพันธุ์ก็มีชีวิต แถมยังเกี่ยวข้องกับฤดูกาล และดินฟ้าอากาศ และเมื่อเป็นการทำธุรกิจการเกษตร ก็มีการตัดแต่ง แปรรูป เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ และนำไปสู่การตลาดและโลจิสติกส์ นี่แสดงให้เห็นว่า มันพัวพัน เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วนเยอะมาก เป็นเหตุผลว่า ทำไมถึงได้กล่าวถึงเรื่องของการ Integrated”  

ในภาคการเกษตร ธนินท์ มองว่า ที่เกษตรกรประเทศไทยยังยากจน เพราะขาดเงิน ขาดความรู้ และขาดตลาด เพราะฉะนั้น ถ้าจะช่วยเกษตรกร ยิ่งในช่วงที่เขาได้รับผลกระทบจากวิกฤตเช่นนี้ ต้องไปช่วยให้เขามีรายได้ ช่วยเผยแพร่ความรู้ เผยแพร่เทคโนโลยีใหม่ๆให้เขา เพิ่มผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และต้องอย่าลืมสิ่งสำคัญ คือ ต้องไปช่วยเขาขายด้วย ขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“โดยในการขายนี้ รัฐบาลต้องสนับสนุนและคิดว่าทำอย่างไรให้เกษตรกรเงยหน้าอ้าปากให้ได้ มีรายได้สูงขึ้น อย่างน้อย ต่อหัว ต่อคน ต้องเท่ากับรายได้ขั้นต่ำของคนในเมืองกรุง”
“เพราะต่อไปคนเป็นเกษตรกรก็จะน้อยลง ก็ต้องแก้โดยเอาเครื่องทุ่นแรงเข้าไปช่วย ส่วนลูกหลานเกษตรกรก็ต้องส่งเสริมให้เขาไปอยู่ในกระบวนการผลิต แปรรูป โลจิสติกส์ สนับสนุนให้เขามีกิจการของตนเอง ทำอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ สร้างเครือข่าย ขายสินค้า สร้างอาชีพ ทุกอย่างที่พูดมาต้องเดินหน้าทำจริงอย่างจริงจัง”
“ต่อไปการส่งเสริมให้ทำเกษตรอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์แล้ว ต้องส่งเสริมให้เขาต่อยอด ส่งภาคอุตสาหกรรมด้วย ส่งโรงงานแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ สินค้า ถ้าทำได้เป็นวงจรแบบนี้ นอกจากคนไทยจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว ภาครัฐก็เก็บภาษีได้ด้วย และถ้าเราผลิตของที่มีคุณภาพ เราก็จะส่งออกไปทั่วโลกได้ด้วย”
“และเมื่อประเทศไทยเป็นเจ้าของวัตถุดิบทางการเกษตรเอง ก็สามารถผลิตสินค้าส่งออกได้ในราคาถูก ไปประเทศไหน เขาก็อ้าแขนรับ เพราะเราผลิตของดี ราคาเหมาะสมไปนำเสนอ โมเดลนี้สามารถช่วยให้เราผ่านวิกฤตนี้ไปได้”

แนะภาครัฐ ปล่อยกู้ระยะยาว ช่วยธุรกิจน้อยใหญ่ให้รอดพ้นวิกฤต เป็นสิ่งที่ควรทำ

“วิกฤตโควิด-19 นี้ มันทำให้ภาคธุรกิจหยุดชะงักหรืออัมพาตลงก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น วันนี้สายพานการผลิตอาจจะต้องหยุด แต่ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น ต้องอดทนรอฟ้าหลังฝน อีกไม่นานมันจะทำงานอีกครั้ง” ธนินท์ กล่าวขึ้นมาในช่วงเสวนาเพื่อเน้นย้ำความเชื่อว่าในมุมมองของเขาวิกฤตนี้มันแค่ชั่วคราวเท่านั้น เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
ทว่า สิ่งที่ทุกฝ่ายสมควรทำในตอนนี้ต่างหากที่ควรให้ความสำคัญมากกว่า
“ระหว่างนี้ ผมว่ารัฐบาลต้องทุ่มเท ต้องยอมกู้เงินระยะยาวสามสิบปี เอาดอกเบี้ยถูกๆ ออกพันธบัตร แล้วมาปล่อยกู้ให้นักธุรกิจวันนี้ที่เดือดร้อน ไม่ต้องให้ฟรี แต่กำหนดให้กู้แบบดอกเบี้ยถูกสักสามสิบปี การกระทำนี้ ผมว่ามาถูกทางแล้ว”
“ยกตัวอย่าง กิจการโรงแรมวันนี้เดือดร้อน ไม่มีคนมาพัก เราจะช่วยให้เขาผ่านวิกฤตตรงนี้ไปอย่างไร ตรงนี้ อาจต้องปล่อยกู้ให้เจ้าของกิจการถูกๆ เพื่อให้เขาผ่อนส่งระยะยาวสัก 10-30 ปี ถ้าทำได้ ผมเชื่อว่าเราจะประคองธุรกิจต่างๆที่ได้รับผลกระทบ ให้รอดไปได้ไม่น้อยเลย”
“และถ้าธุรกิจรอดผ่านวิกฤตช่วงนี้ไปได้ ผมมองว่าจากนี้ไปธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง หลายคนบอกว่า ต่อจากนี้ไปคนอาจเที่ยวกันน้อยลง เดินทางกันน้อยลง ผมไม่เชื่อนะ เราไม่ยอมติดคุกอย่างนั้นหรอก มนุษย์ไม่ใช่แบบนั้น”
“ในช่วงนี้ ผมมองว่า รัฐบาลควรทุ่มเงิน และเงินที่ทุ่มนั้นจะไม่เสียหายหรอกครับ ภาวะวิกฤตที่ตอนนี้เราเผชิญกันอยู่ มันแค่ชั่วคราวเท่านั้นอย่างที่ได้บอกไป”
“ดังนั้น ในตอนนี้เราต้องกู้เงินมาเพื่อรักษาสภาวะให้ใกล้เคียงกับภาวะปกติให้ได้มากที่สุด หนุนให้ภาคธุรกิจอยู่รอดได้ อย่าให้ล้มหายตายจากไป ทำให้เศรษฐกิจเรายังเข้มแข็งอยู่ได้ เพราะผมก็ยังเชื่อว่า เงินกู้ที่กู้มา เพื่อรักษาภาคธุรกิจไว้นั้น หลังวิกฤตนี้ผ่านพ้นไป เงินจำนวนนี้มันจะค่อยๆกลับคืนมาในรูปแบบของรายได้เข้าประเทศแน่นอน ไม่ได้เสียเปล่าอย่างแน่นอน”

“แล้วสำหรับองค์กรขนาดกลาง ถึงขนาดเล็ก การจะฝ่าวิกฤตนี้ไปได้ จำเป็นต้องคิดถึงปัจจัยที่ว่า ท่านผลิตได้ไหม มีเทคโนโลยีไหม และทำการตลาด มีเงินทุนหรือไม่ ลองประเมินแล้วถ้าขาดตรงไหน ค่อยมองหาความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่น”
“ส่วนคนที่เป็นเกษตรกร หรือทำธุรกิจ ต้องอย่าลืมเพิ่มมูลค่าตัวเอง อย่างปลูกแค่ข้าวธรรมดาคงไม่พอ ต้องยกระดับปลูกพืชที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ข้าวหอมมะลิ ทุเรียน ข้าวเหนียวที่มีราคาแพง มังคุด หรือผลไม้อื่น เพราะลูกค้า ไม่ว่าจะรวยหรือจน ก็ต่างต้องการของดี ราคาถูก ดังนั้น ถ้าสามารถตระหนักและเข้าถึงความจริงนี้ได้ ย่อมดำเนินธุรกิจต่อไปได้ด้วย”

คาถาช่วยรอดจาก ธนินท์ เจียรวนนท์ “ประเทศไทย เต็มไปด้วยโอกาส แค่ปรับมุมมอง หาโอกาสนั้นให้เจอ”

“ในวิกฤตแบบนี้ ทุกคนเสมอภาคเท่าเทียมกัน ได้รับผลกระทบจากวิกฤตกันทั้งหมด มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนคิดบวก เลยมองว่าในวิกฤต มีโอกาสเสมอ” ก่อนจบการเสวนาออนไลน์ ธนินท์ก็ยังคงย้ำแนวคิดที่เขาเชื่อมั่นนี้กับทุกคน พร้อมกล่าวต่อว่า
“อย่างในช่วงนี้ ผมว่าประเทศไทยควรเปิดประเทศรับนักลงทุน หรือนักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญที่เก่งๆเข้ามาในประเทศ ไม่ใช่ว่าจะให้เขามาแย่งงานคนไทย แต่ผมเชื่อว่าคนเก่งเหล่านี้ ถ้าเข้ามาในบ้านเรา เขาก็ต้องคิด และทำอะไรสักอย่างในแง่ของการพัฒนา ซึ่งตรงนี้เราเรียนรู้จากเขา และต่อยอดสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้คนไทยได้”
“ในวันนี้ ผมเชื่อว่าโลกมันเต็มไปด้วยโอกาสครับ อย่าไปมองเห็นแต่อุปสรรคที่มาจำกัดความสามารถของเรา ยิ่งในบริบทของประเทศไทย โอกาสอยู่รอบตัวเลย”
“มีที่ไหนที่มีรากฐานวัฒนธรรมที่ดีเท่าเรา ใครๆมาที่เมืองไทย ก็ชอบเมืองไทย คนไทยเรามีมิตรไมตรี แถมวิกฤตครั้งนี้ยังทำให้เรายิ่งโดดเด่นในเรื่องการแพทย์ อยู่ที่เมืองไทย ปลอดภัยกว่าการไปอยู่ในอีกหลายประเทศ”

“ดังนั้น ผมมีความเชื่อมั่นในประเทศไทยว่าจะฝ่าวิกฤตนี้ไปได้แน่นอน แต่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลและคณาจารย์ด้วยนะครับ ที่ต้องช่วยกันสร้างคนคุณภาพ มีทักษะที่โลกต้องการ”

“และอีกทางหนึ่ง ต้องช่วยกันสื่อสาร เน้นย้ำบ่อยๆว่าประเทศเราเต็มไปด้วยโอกาส และคนไทยก็เก่ง แค่ต้องส่งเสริมและต่อยอดโอกาสให้ถูกจุด ประเทศไทย คนไทย ไปได้ไกลกว่านี้แน่นอน”

ที่มา : เรียบเรียงจาก งานเสวนาออนไลน์ “จุฬาฯ ธุรกิจพิชิต Covid-19” ในหัวข้อ “Top CEO Vision for Business Crisis” จัดโดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


คมคิดจากซีอีโอหลากหลายบริษัท ที่รู้ไว้ สามารถนำไปปรับใช้ในการทำธุรกิจและการดำเนินชีวิตในช่วงวิกฤตแบบนี้ได้จริง

‘ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง’ ปรับวิกฤตเป็นวิสัยทัศน์องค์กร เดินสู่ Corporate Citizenship การเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม

‘ชฎาทิพ จูตระกูล’ Let’s RESET แล้วไปต่อด้วยกลยุทธ์ใหม่ สร้างคุณค่าในใจลูกค้า ส่งธุรกิจค้าปลีกรอดได้ในวิกฤต

Work Life Balance เคล็ดลับฝ่าวิกฤตโควิดไปด้วยกัน ของ มาดามแป้ง ‘นวลพรรณ ล่ำซำ’