COVID-19 Global Report Vol.58

127

‘จักรยาน’ บูม หลังฝรั่งเศสผ่อนปรนมาตรการปิดเมือง

การเดินทางในช่วงสัปดาห์แรกของการผ่อนปรนมาตรการปิดเมืองในฝรั่งเศสพบว่า มีผู้ใช้จักรยาน เพิ่มมากขึ้นถึง 44% ทั้งในพื้นที่เขตเมือง ชานเมืองและชนบท โดยมีการใช้จักรยานในช่วงสุดสัปดาห์เพิ่มมากขึ้นถึง 151% เลยทีเดียว ทั้งนี้ หลายเมืองในฝรั่งเศสได้สร้างเลนจักรยานและที่จอดจักรยานเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราวเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยรถยนต์เพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ประชาชนส่วนหนึ่งได้ลดการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟใต้ดิน รถเมล์ และรถแท็กซี่ เนื่องจากเกรงว่าจะติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลฝรั่งเศสได้อนุมัติงบประมาณ 20 ล้านยูโร (695.7 ล้านบาท) เเพื่อส่งเสริมการใช้จักรยานหลัง COVID-19 รวมถึงเงินช่วยเหลือ 50 ยูโร (ราว 1,739 บาท) สำหรับพลเมืองเพื่อใช้ในการซ่อมแซมหรือปรับแต่งจักรยาน

สถิติ ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2020 ฝรั่งเศสมีผู้ติดเชื้อ 182,219 ราย เสียชีวิต 28,289 ราย และรักษาหาย 64,209 ราย

มากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ร้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ทรุดหนักทั่วโลก ทำให้ ณ ขณะนี้ มีมากกว่า 90 ประเทศแล้วที่ร้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยขณะนี้ IMF ได้ประเมินว่ายอดรวมทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 287 ล้านล้านบาท) หรือมากกว่าเดิมที่เคยประมาณการไว้เมื่อเดือนที่แล้วถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31.9 ล้านล้านบาท) โดยแบ่งเป็นการสนับสนุนงบประมาณโดยตรงคาดว่าจะอยู่ที่ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 140.4 ล้านล้านบาท) และสินเชื่อภาครัฐเพิ่มเติม การอัดฉีดหุ้นการค้ำประกัน และการดำเนินการทางการเงินอื่น ๆ (เช่น กิจกรรมที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ของบริษัทมหาชน และอื่น ๆ อีก 4.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 146.8 ล้านล้านบาท)

สำหรับประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF เพื่อต่อสู่กับวิกฤต COVID-19 เช่น อียิปต์   2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 86 ล้านบาท) เอธิโอเปีย 411 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 13,115     ล้านบาท) บอสเนีย 361 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11,519 ล้านบาท)

‘ตุรกี’ แสวงหาความร่วมมือกับมิตรประเทศ
ฝ่าวิกฤต COVID-19 ไปด้วยกัน

การที่นานาอารยประเทศจะฝ่าวิกฤต COVID-19 นี้ไปได้ ไม่สามารถที่ตะลุยเดี่ยว หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือ และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันกับมิตรประเทศอย่างจริงจังในทุกด้าน เช่นเดียวกับตุรกี ซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จำนวนมาก เพราะมีจำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุดในเอเชีย และอันดับ 9 ของโลก โดย สถิิติ ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2020 ฝรั่งเศสมีผู้ติดเชื้อ 154,500 ราย เสียชีวิต 4,276 ราย และรักษาหาย 116,111 ราย

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศตุรกี เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร จัดการประชุม4 ฝ่ายเพื่อหารือเรื่องพัฒนาการในภูมิภาคและพัฒนาการต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์ COVID-19 ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวตุรกีและกรีซหารือทางโทรศัพท์ถึงความร่วมมือร่วมด้านการส่งเสริมท่องเที่ยวในเขตทะเล Aegean (ทะเลที่ติดต่อกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อยู่ระหว่างตุรกีกับกรีซ ถือเป็นหนึ่งในแหล่งอารยธรรมของโลก) ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักและสร้างจุดเด่นด้วยการเป็นหมุดหมายในวันหยุดที่ปลอดภัย กระนั้นประธานสมาคมบริษัททัวร์ของตุรกีกล่าวว่า แม้ว่าอาจจะมีการเริ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศสำหรับบางประเทศในช่วงกลางเดือนมิถุยายนนี้ แต่คาดว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเริ่มกลับมาในช่วงเดือน กันยายน-ตุลาคม และคาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะลดลงประมาณ 60-70% ในปีนี้

นอกจากนี้ ยังมีความตกลงด้านสาธารณสุขระหว่างตุรกี-มอลโดวา และตุรกี-ปาเลสไตน์ ที่เพิ่งตีพิมพ์ในรัฐกิจจานุเบกษาในวันนี้ โดยภายใต้ความตกลงกับมอลโดวา ตุรกีจะบริจาคหน้ากากอนามัย N95 30,000 ชิ้น ชุดคลุมป้องกันทางการแพทย์ 10,000 ชุด แว่นป้องกัน 5,000 อัน ถุงมือ 10,000 คู่ รองเท้าคลุม 10,000 คู่ และน้ำยาฆ่าเชื้อ 1 ตัน ในขณะที่ความตกลงกับปาเลสไตน์ ตุรกีจะจัดอบรมแพทย์ปาเลสไตน์ 5 คนในตุรกี โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง Palestine-Turkish Friendship Hospital in Gaza

ด้าน Faruk Özlü รัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมตุรกี กล่าวถึงภารกิจหลักจากนี้ไปคือ การฟื้นฟูภาคการผลิตในขณะที่ยังคงใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อปกป้องระบบสาธารณสุขของประเทศ โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีของภาคส่วนต่าง ๆ ยืนยันได้จากการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นในโซนอุตสาหกรรมและโรงงานผลิต อาทิ โรงงานผลิตรถยนต์ และสิ่งทอ นอกจากนี้ ได้ย้ำให้ภาคเอกชนให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอัจฉริยะ และการลงทุนด้านดิจิทัลด้วย

โดยขณะนี้ ตุรกีต้องการขยายความสัมพันธ์ทางการเมืองกับกลุ่มประเทศเอเชีย องค์กรและสถาบันระดับภูมิภาค ในช่วงวิกฤตนี้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ทั้งการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

COVID-19 ทำพิษ
Air-France-KLM เลิกใช้ Airbus A380 เร็วกว่ากำหนด 2 ปีครึ่ง

Air France-KLM ประกาศเลิกใช้เครื่องบิน Airbus A380 ทั้ง 9 ลำ (บริษัทฯ เป็นเจ้าของหรือเช่าซื้อ 5 ลำ และเช่า 4 ลำ) สำหรับเที่ยวบินพาณิชย์ระยะทางไกล โดยจะใช้เครื่อง Airbus A350 และ Boeing 787 แทน ถือเป็นการเลิกใช้เครื่องบิน Airbus A380 เร็วขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ว่าจะยกเลิกในอีก 2 ปีครึ่ง หรือในปลายปี 2022 ซึ่งบริษัทฯ ได้เคยแจ้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2019 แล้วว่าจำเป็นที่จะต้องเลิกใช้เครื่องบินดังกล่าวเนื่องจากเครื่องบินรุ่นนี้ใช้น้ำมันมากกว่าเครื่องบินรุ่นอื่นเฉลี่ยต่อที่นั่งถึง20-25% จึงไม่คุ้มทุน และยังก่อให้เกิดก๊าซ CO2 มากกว่าเครื่องบินรุ่นใหม่ด้วย และบริษัท Airbus เองก็ได้ประกาศเลิกผลิตเครื่องบินรุ่น A380 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019

ทั้งนี้ การเลิกใช้ Airbus A380 ก่อนกำหนดมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากวิกฤต COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อสถานภาพทางการเงินของบริษัทฯ เป็นอย่างมากจนต้องขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลซึ่งปัจจุบันบริษัท Air France ได้รับเงินกู้จากรัฐบาลฝรั่งเศสแล้วรวม 7 พันล้านยูโร (เงินกู้รับประกันโดยรัฐ 4 พันล้านยูโรและเงินกู้ตรงจากรัฐบาลฝรั่งเศส 3 พันล้านยูโร) หรือราว 243.5 พันล้านบาท โดยมีเงื่อนไขต้องดำเนินกิจการให้คุ้มทุนมากยิ่งขึ้นและรักษาสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งบริษัทฯ มีแผนจะทยอยใช้เครื่องบิน Airbus A220-300 จำนวน 60 ลำ แทนเครื่องบินรุ่น Airbus A318 และ Airbus A319 สำหรับทำการบินระยะทางกลางหรือระยะทางใกล้ด้วย

ผลประกอบการของ Air France-KLM ในปี 2019 อยู่ที่ 23,272 ล้านยูโร (ราว 809,477 ล้านบาท) แต่่สำหรับไตรมาสแรกของปีนี้ รายงานผลประกอบการขาดทุน 815 ล้านยูโร (ราว 28,348 ล้านบาท) ซึ่งเป็นผลกระทบจาก COVID-19

ทั้งนี้ ยอดสั่งซื้อ Airbus A380 จากสายการบินต่าง ๆ ทั่วโลก นับถึงวันที่ 31 มีนาคม 2020 พบว่า สายการบินที่สั่งซื้อเครื่องบินรุ่นนี้มากที่สุดในโลก คือ Emirates ด้วยจำนวน 115 ลำ รองลงมาคือ Singapore Airlines 24 ลำ อันดับอื่น ๆ ด้แก่ Lufhansa 14 ลำ Bristish Airways และ Qantas 12 ลำ Korean Air, Etihad Airways, Air France และ Qatar Airways สายการบินละ 10 ลำ Malaysia Airlines, Thai Airways International และ Asiana Airlines สายการบินละ 6 ลำ China Southern Airlines 5 ลำ และ All Nippon Airways 2 ลำ

ข้าใจว่าเครียด แต่ ‘ออสเตรเลีย’ เตือนพ่อแม่
อย่าดื่มแอลกอฮอล์ต่อหน้าลูก

สำนักข่าวเอสบีเอส ไทย รายงานว่า สถิติล่าสุดพบ พ่อแม่ชาวออสเตรเลีย 1 ใน 5 คน เริ่มดื่มแอลกอฮอล์ทุกวัน หรือวันเว้นวัน ต่อหน้าลูกๆ นับตั้งแต่เริ่มมีมาตรการปิดเมืองเป็นต้นมา และพ่อแม่ 1 ใน 4 กล่าวโทษว่าความเครียดในการต้องสอนลูกๆ ที่บ้าน เพราะเด็กๆ ไม่ได้ไปโรงเรียนจึงทำให้พวกเขาต้องดื่มแอลกอฮอล์ ขณะที่ 1 ใน 3 บอกว่ามีสาเหตุมาจากความวิตกกังวลและความเครียดจากสถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ สอดคล้องกับผลสำรวจบางส่วนของสำนักงานสถิติแห่งออสเตรเลียที่ระบุว่าชาวออสเตรเลีย 1 ใน 7 เพิ่มปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในขณะที่ต้องใช้ชีวิตในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ ขณะที่ เกือบครึ่งหนึ่งดื่มในปริมาณเท่าเดิม 10 % ดื่มน้อยลง และ 30% งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งหมายความว่าคนส่วนใหญ่กำลังดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ

Erin Lalor ประธาน มูลนิธิแอลกอฮอล์และยาเสพติด ซึ่งทำการสำรวจในกลุ่มพ่อแม่ 1,000 คนทั่วออสเตรเลีย ต้องการให้ประชาชนคิดทบทวนเกี่ยวกับพฤติกรรมดังกล่าวของตนว่าการกักตัวทำให้เกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์และเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อบุตรหลานของตนหรือไม่ ขณะเดียวกันยังกังวลถึงผลกระทบด้านสุขภาพจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ่อยครั้งขึ้น

ผลสำรวจนี้ แจกแจกลงไปอีกว่า พ่อแม่ของเด็กอายุ 9-12 ปี เป็นกลุ่มที่ดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด โดยพ่อแม่รุ่นมิลเลนเนียล (เกิดระหว่างปี 1986-1995) ดื่มมากกว่าพ่อแม่รุ่นเจนเอ็กซ์ (เกิดระหว่างปี 1965-1980) และรุ่นเบบี้ บูมเมอร์ (เกิดระหว่างปี 1946-1964)

สถิติ ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2020 ออสเตรเลียมีผู้ติดเชื้อ 7,111 ราย เสียชีวิต 102 ราย และรักษาหาย 6,494 ราย