4 โซลูชัน ไขข้อข้องใจ ทำไม เวียดนาม ควบคุมโรคโควิด-19 ได้อย่างน่าทึ่ง

ภาพความทรงจำเมื่อคิดถึงประเทศเวียดนาม โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่าง ฮานอย คือ ความวุ่นวายของรถราบนท้องถนน และความแออัดหนาแน่นของผู้คน ที่ต่างออกมาทำมาหากิน พบปะสังสรรค์ และใช้ชีวิตเฉกเช่นคนในเมืองหลวงทุกประเทศทำกัน ซึ่งนี่ก็คงเป็นภาพจำที่หลายคนมีไม่ต่างกันเมื่อนึกถึง เวียดนาม จนมาถึงช่วงที่ โรคโควิด-19 ระบาด ประเทศอาเซียนแห่งนี้ ก็ได้สร้างความแปลกใจให้นานาประเทศทั่วโลกในประเด็นเดียวกันว่า ทำไม เวียดนาม ควบคุมโรคโควิด-19 ได้ อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ปัจจัยเรื่องความหนาแน่นของประชากร กิจกรรมของประชาชน ก็ไม่ได้ต่างจากเมืองใหญ่ทั่วโลกเลย

โดยจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมของเวียดนาม ณ วันที่ 29 พฤษภาคม อยู่ 327 ราย เท่านั้น ทั้งที่ประชากรทั้งหมดของเวียดนามมีกว่า 97 ล้านคน 

เวียดนาม ควบคุมโรคโควิด-19

บทความ เรื่อง “Here are 4 ways Viet Nam has managed to control COVID-19” เผยแพร่ในเว็บไซต์ weforum.org  ได้มาเคลียร์ข้อข้องใจในเรื่องนี้ให้ได้ทราบกันแล้ว โดยมีคีย์เวิร์ดน่าสะดุดใจ จำกัดความมาตรการของประเทศเวียดนามที่ใช้ต่อสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่นำมาซึ่งความสำเร็จในขณะนี้ ว่าเป็นมาตรการ “น้อยแต่มาก”
ผู้เขียนบทความนี้ เริ่มต้นด้วยการปูให้เห็นภาพก่อนว่า ท่ามกลางระบบการดูและสุขภาพ สาธารณสุข ของประเทศพัฒนาแล้วที่ว่ากันว่ามีประสิทธิภาพ และมีเครื่องมือที่ใช้ต่อกรกับเชื้อโควิด-19 ครบมือนั้น เวียดนาม อยู่ในฐานะที่ไม่ได้มีความพร้อมอะไรเช่นนั้นเลย
แค่ปัจจัยที่เป็น Quick win ของประเทศนี้ คือ การกระตือรือร้นของภาครัฐ ที่วางมาตรการในเชิง Active เพื่อตอบโต้กับสถานการณ์โรคระบาดในครั้งนี้ค่อนข้างรวดเร็วเท่านั้นเอง
หรือนี่จะเป็นทางปฏิบัติใหม่ ที่ทำง่าย ทำได้เลย และมีประสิทธิผลจริง และสามารถใช้ต่อสู้กับวิกฤตโรคระบาด ระดับ Pandemic ของประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศที่มีรายได้ปานกลาง-ต่ำ ที่ได้ผล
เพราะอย่างที่เกริ่นมาข้างต้น ประเทศเวียดนามจัดเป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นแห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้ โดยมีประชากรกว่า 97 ล้านคน จุดนี้เองที่ทำให้เวียดนามก็มีต้นทุนเป็นประสบการณ์ ที่เคยใช้ต่อสู้กับวิกฤตโรคระบาดมาแล้วหลายครั้งหลายครา ตั้งแต่ โรคซาร์ส (SARS) โรคเมอร์ส (MERS) โรคหัด (Measles) และโรคไข้เลือดออก (Dengue)
รายงานของ Gavi and partners หน่วยงานนานาชาติที่คิดค้นวัคซีน ตอบคำถามไว้ชัดเจนว่า ทำไม เวียดนาม ควบคุมโรคโควิด-19 ได้ โดยระบุว่าเป็นเพราะ โซลูชัน หรือ แนวทางปฏิบัติ 4 ด้าน ที่เชื่อมโยงกันและนำสู่การต่อสู้กับไวรัสตัวร้ายนี้ได้แบบอยู่หมัด
โดย 4 โซลูชัน นี้ประกอบด้วย การตรวจคัดกรองแบบเชิงรุก ระบบติดตามตัวผู้ติดเชื้อ ผ่าน แอปพลิเคชัน และการสื่อสารอย่างเด็ดขาดและทรงประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทำพร้อมกันกับมาตรการล็อคดาวน์ระหว่างวันที่ 1 – 22 เมษายน ที่ผ่านมา

การตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด-19 เชิงรุกทรงประสิทธิภาพ โซลูชันแรก ตอบคำถาม ‘ทำไม เวียดนาม ควบคุมโรคโควิด-19 ได้’

ทันทีที่มีรายงานข่าวผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศจีน ทางการเวียดนามไม่รอช้า ออกมาตรการตอบโต้การเกิดขึ้นของเชื้อไวรัสร้ายตัวนี้ทันที ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ต่างกับตอนที่โรคซาร์ส และไข้หวัดใหญ่ 2009 หรือ H1N1 ระบาด
โดยเริ่มจากการเพิ่มดีกรีความเข้มงวดของมาตรการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เล็ดลอดเข้ามาในประเทศ และทันทีที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อในชุมชนหรือเมืองใดก็ตาม ทางการเวียดนามไม่รอช้าที่จะประกาศให้ทุกคนในพื้นที่นั้นกักตัวอยู่บ้าน หรือ Self- quarantined
ย้อนกลับไปในวันที่ 11 มกราคม 2563 หลังจากที่จีนรายงานการตายของผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เป็นครั้งแรก ในวันนั้น เป็นวันแรกที่ทางการเวียดนามใช้มาตรการวัดอุณหภูมิร่างกายของผู้ที่เดินทางมาในเวียดนามทุกคน
โดยใครก็ตามที่ตรวจพบว่ามีไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ หรือหายใจลำบาก จะต้องถูกขอให้แยกตัวออกมาเพื่อตรวจคัดกรองเพิ่มทันที หลังจากนั้น หากมีการคอนเฟิร์มว่าตรวจพบเชื้อ ผู้โดยสารทั้งหมดที่เดินทางร่วมกันกับผู้ติดเชื้อ ลูกเรือ พนักงานผู้ให้บริการทุกคนจะต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัว 14 วัน ทุกคน
ในภาคส่วนของผู้นำประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของเวียดนาม ได้เข้าร่วมประชุมกับ องค์การอนามัยโลก และ
the US Centers for Disease Control and Prevention (CDC) เป็นชาติแรกๆ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งนั่นเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ก่อนที่ประเทศต่างๆจะออกมาตรการและกลยุทธ์ต่างๆเพื่อตอบโต้กับการแพร่ระบาดของโรคนี้
ดังนั้น key success แรก ของการควบคุมการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาได้แบบทันควัน คือ มาตรการการตรวจคัดกรองเพื่อหาผู้ติดเชื้อที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยสกัดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ตั้งแต่ช่วงแรกๆของการระบาด

ใช้เทคโนโลยีและมาตรการของรัฐติดตามผู้ติดเชื้อ และผู้มีความเสี่ยงสัมผัสกับผู้ติดเชื้อแบบกัดไม่ปล่อย

ในช่วงเวลาที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้กระจายไปทั่วโลก เวียดนามได้ประกาศบังคับใช้มาตรการการกักตัว 14 วัน ทันที สำหรับผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ และออกประกาศยกเลิกไฟท์บินจากต่างประเทศทั้งหมดในทันที และใครก็ตามที่เดินทางถึงเวียดนามและมีอาการของโรคโควิด-19 ก็จะต้องถูกมอนิเตอร์จากหน่วยงานทางการแพทย์ของเวียดนามทันที รวมถึงผู้สัมผัสใกล้ชิดในช่วงเวลาก่อนและหลังติดเชื้อด้วย

การที่กระทรวงสาธารณสุขของเวียดนาม สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ต้องสงสัยในเคสการติดเชื้อโควิด-19 และติดตามตัว รวมถึงมอนิเตอร์เพื่อควบคุมการแพร่เชื้อได้อย่างทันท่วงทีนั้น ต้องยกความดีความชอบให้กับ การทำงานแบบเชิงรุกของหน่วยเคลื่อนที่ทางการแพทย์มืออาชีพ หน่วยงานภาครัฐที่ทำงานด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล หน่วยงานทางทหาร และพลเรือน
และในประเทศที่ประชาชนมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลหรือรายงานความผิดปกติของคนรอบข้าง หรือเพื่อนบ้านต่อหน่วยงานของรัฐ ก็ดูจะเป็นกุศลโลบายอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้รับผิดชอบด้านการแพทย์และสาธารณสุขสามารถเข้าถึงตัวผู้ติดเชื้อและผู้สัมผัสใกล้ชิดได้รวดเร็วอย่างในประเทศเวียดนามด้วย

นอกจากนั้น เครื่องมือที่ช่วยทำให้หน่วยงานทางการแพทย์และทางการเวียดนามสามารถเข้าถึงและติดตามตัวผู้ติดเชื้อและผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ คือ เทคโนโลยีอย่าง โมบายแอปพลิเคชัน ที่ชื่อ NCOVI ซึ่งได้รับการพัฒนาโดย กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศของเวียดนาม Vietnam’s Ministry of Information and Communications (MIC)
แอปพลิชันนี้ นอกจากจะใช้อัปเดตอาการและสุภาพของผู้ติดเชื้อรายวันแล้ว ยังช่วยแชร์ฮอตสปอตของเคสผู้ติดเชื้อใหม่เพื่อชี้เป้าให้หน่วยงานทางการแพทย์แลละทางการเวียดนาม สามารถติดตามตัวผู้ติดเชื้อมารักษาได้อย่างทันท่วงที รวมถึงแอปนี้ยังให้ความรู้แก่ผู้ดาวโหลดแอปนี้ในเรื่องของเทคนิคการดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคโควิด-19 ด้วย

แคมเปญรณรงค์สร้างความตระหนัก ให้ชาวเวียดนามป้องกันตนเองจากโรคโควิด-19 ที่เข้าถึง ตรงกลุ่มเป้าหมาย

เวียดนามไม่ใช่ชาติที่รีรอหรือเขินอายที่จะสื่อสารวิธีการดูแล ป้องกันตนเองจากโรคโควิด-19 ด้วยสื่อในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การทำมิวสิควิดีโอที่ปล่อยออกมาเพียงไม่กี่วันก็มีคนชมเป็นล้านวิว ด้วยเนื้อหา และรูปแบบของการ์ตูนประกอบมิวสิควิดีโอที่จำง่าย ติดหู บอกถึงความสำคัญของการล้างมือ ใส่หน้ากาก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สามารถป้องกันการติดเชื้อโรคนี้ได้นั่นเอง

นอกจากนั้น ในวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา เวียดนามยังจัดแคมเปญระดมทุนเพื่อซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ที่จำเป็นสำหรับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อใช้ป้องกันตนเองในเวลาที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 โดยผ่านไปเพียงแค่วันที่ 5 เมษายน แคมเปญนี้มีผู้บริจาคเงินกว่า 2.1 ล้านคน ทั่วประเทศ ด้วยการส่งผ่านมาทางแพลตฟอร์ม SMS ของโทรศัพท์มือถือ

ลบทุกคำครหา เมื่อเวียดนามลงทุนซื้อชุดตรวจคัดกรองนำเข้า ก่อนที่จะผลิตเพื่อใช้เองอย่างเพียงพอ

มีกระแสข่าวรายงานออกมาว่า ที่เวียดนามตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 น้อย นั่นเป็นเพราะทางการเวียดนามตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อน้อยหรือเปล่า ข้อกังขานี้ หายไปทันที เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลที่ว่า ทางการเวียดนามทุ่มทุนซื้อชุดตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด-19 จากประเทศเกาหลีใต้มากว่า 200,000 ชุด ก่อนที่จะเดินหน้าและมุ่งมั่นที่จะผลิตชุดคัดกรองนี้เพื่อใช้เองในประเทศอย่างเร่งด่วน

และผ่านมาเพียง 1 เดือน โปรเจกต์การผลิตชุดตรวจคัดกรองของเวียดนาม ก็สำเร็จ และเป็นชุดตรวจที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยมในการตรวจคัดกรอง ทั้งมีราคาที่ไม่แพงและให้ผลได้รวดเร็วในแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น โดยชุดตรวจคัดกรองนี้ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกด้วย
โดยหลักการตรวจคัดกรองของเวียดนาม ไม่ได้เป็นการสุ่มตรวจในมหาชนเหมือนหลายประเทศ แต่จะตรวจคัดกรองเฉพาะผู้ที่ประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 เท่านั้น

เรื่องราวความสำเร็จของการตอบโต้กับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จนมีจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศที่เป็น Active case 327 ราย เท่านั้น เหมือนจะมาตอกย้ำให้โลกได้รู้ว่า ไม่มีความจำเป็นต้องมาประกาศถึงรายละเอียดของมาตรการแบบถี่ยิบ ทว่า มาตรการที่จัดการการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อยู่หมัด อาจเป็นแนว “น้อยแต่มาก” เหมือนที่เวียดนามทำอยู่นี้ก็ได้


ที่มา :

บทความ เรื่อง “Here are 4 ways Viet Nam has managed to control COVID-19” เผยแพร่ในเว็บไซต์ weforum.org 


ไม่ใช่แค่ความเคลื่อนไหวของการรับมือกับการแพร่เชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยเท่านั้น ทว่า ในระดับนานาชติ มีการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคนี้อย่างไร อัปเดตกันได้ที่นี่

โลกขานรับวัคซีนต้านโควิด-19 เป็น “สมบัติสาธารณะ”

วิเคราะห์ ‘การส่งออก’ หลังวิกฤต COVID-19 และ ‘จีน’ ผู้กุมอำนาจการค้าใหม่

โลกยุคหลังโควิด ก็คือโลกที่ก้าวข้ามกรอบความคิดตะวันตก

Previous articleเรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับ ‘Stanley Ho’ ราชันย์คาสิโนมาเก๊า ผู้ล่วงลับ
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.151/63
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์