เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับ ‘Stanley Ho’ ราชันย์คาสิโนมาเก๊า ผู้ล่วงลับ

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา Stanley Ho ราชาแห่งการพนันแห่งมาเก๊า ในวัย 98 ปี ได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบขณะที่กำลังหลับใหล ณ Hong Kong Sanatorium & Hospital หลังจากก่อนหน้านี้เขาถูกสารพัดโรคทั้งพาร์กินสัน ไตวาย และโรคหลอดเลือดสมองรุมเร้ามานาน การเสียชีวิตของเขากลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ขณะที่เว็บไซต์ของบริษัทต่างๆ ภายใต้อาณาจักร SJM Holdings ได้เปลี่ยนเป็นสีขาวดำ เพื่อไว้อาลัยมหาเศรษฐีผู้ปลุกปั้นมาเก๊า ดินแดนที่ไร้ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์และมีอาณาเขตเพียง 115.4 ตารางกิโลเมตร พุ่งทะยานขึ้นมาเป็นหนึ่งในหมุดหมายการท่องเที่ยวสำคัญ ในฐานะเมืองหลวงคาสิโนโลก และทำให้ธุรกิจคาสิโนกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของมาเก๊าด้วยสัดส่วน 80% ของจีดีพี

ชีวประวัติของ Stanley Ho ได้รับการบอกเล่ามานักต่อนักตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จระดับโลก แต่อาจมีบางเรื่อง บางแง่มุมที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้มาก่อน ดังเช่นเรื่องราวที่น่าสนใจต่อไปนี้

ภาพ REUTERS

คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ในฐานะหลานทวดมหาเศรษฐีฮ่องกง

สิ่งที่ Stanley Ho มีอยู่เป็นทุนเดิมคือ ความมั่งคั่งที่สืบต่อมาจากบรรพบุรุษที่มีเชื้อสายดัตช์ยิว ในฐานะหลานทวดของ Robert Hotung หนึ่งในมหาเศรษฐีของฮ่องกงที่ร่ำรวยจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการเป็นผู้รับจ้างจัดหาสิ่งของเครื่องใช้สำหรับการเดินเรือให้กับ Jardine Matheson (บริษัทสัญชาติอังกฤษที่ทำธุรกิจหลายประเภท อาทิ ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ การเงิน ขนส่ง ก่อสร้าง ยานยนต์ และโรงแรม) ซึ่งเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1956 ในขณะที่มีอายุ 93 ปี หรือเสียชีวิตในขณะที่ Stanley Ho มีอายุ 35 ปี
ปัจจุบัน สวนสาธารณะ สถานที่สำคัญ และอาคารต่างๆ หลายแห่ง ทั้งในฮ่องกง และมาเก๊า ได้รับการขนานนามตามชื่อของ Robert Hotung เช่น Lady Hotung Hall ณ มหาวิทยาลัยฮ่องกง, โรงเรียนมัธยมศึกษา, วัด Tung Lin Kok-yuen และห้องสมุด Sir Robert Ho Tung เป็นต้น

ชีวิตที่พลิกผัน จากมากมีเงินตราสู่ผู้อพยพที่แร้นแค้น และหวนคืนสู่การเป็นคฤหบดีก่อนวัย 20 ปี

เมื่อเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย Stanley Ho ได้รับการส่งเสริมด้านการศึกษาเป็นอย่างดี เขาได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง แต่ไม่สำเร็จการศึกษาเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียก่อน (ภายหลังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ และมหาวิทยาลัยมาเก๊า) แต่เขาก็สามารถใช้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว จึงได้รับโอกาสในการทำงานเป็นโอเปอเรเตอร์ให้กับกองกำลังอังกฤษ กระทั่งเมื่อญี่ปุ่นบุกยึดครองฮ่องกงในปี 1941 เขาและครอบครัวหนีตายขึ้นเรือกระทันหันเพื่อล่องไปยังมาเก๊าและเข้าร่วมกับผู้ลี้ภั้ยจากจีนแผ่นดินใหญ่ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตที่แสนลำเค็ญ
ในช่วงสงครามนี้ เขามีรายได้จากการลักลอบขนอาหารและสินค้าหรูในยามกลางคืนส่งไปยังจีน และเดินทางไปค้าขายที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ลเป็นประจำ ทั้งยังเคยถูกโจรสลัดโจมตีแต่รอดชีวิตมาได้
ดีเอ็นเอพ่อค้านำพาเขาไปสู่แสวงหาโอกาสอื่นๆ เพิ่มเติม ทั้งการร่วมมือทำการค้ากับญี่ปุ่น จนก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้อีกครั้ง และกลายเป็นหนึ่งในนักธุรกิจรายใหญ่ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฮ่องกงก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาใหม่
มาเก๊าปฏิบัติต่อผมอย่างดี ผมไปที่นั่นด้วยเงิน 10 ดอลล่าร์ฮ่องกงในกระเป๋าของผม และกลายเป็นเศรษฐีก่อนอายุ 20 ปี
ชีวิตจากทายาทมหาเศรษฐีสู่ยาจก และพลิกกลับสู่การเป็นเศรษฐีด้วยตัวเองอีกครั้ง ภายในเวลาไม่กี่ปี จะไม่ให้เขารู้สึกขอบคุณมาเก๊าได้อย่างไร

เคยผูกขาดธุรกิจคาสิโนในมาเก๊า นาน 4 ทศวรรษ

ช่วงที่โปรตุเกสปกครองมาเก๊า รัฐบาลได้ทําให้การพนันในมาเก๊าถูกกฎหมายเป็นครั้งแรกในปี 1847 มาเก๊าจึงมีประวัติศาสตร์เลื่องชื่อในธุรกิจคาสิโนมานานมากกว่า 3 ศตวรรษ ได้รับขนานนามว่าเป็นมอนติคาโลแห่งบูรพาทิศ‘ (Monte Carlo of the Orient) และลาสเวกัสแห่งตะวันออก  (Las Vegas of the East) โดยในปี 2019 มีรายได้รวม 36.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,169 พันล้านบาท) และมีนักแสวงโชคที่พักค้างคืนในมาเก๊าราว 18.49 ล้านคน
ทั้งนี้ ในปี 1962 ผู้ชนะประมูลสัมปทานผูกขาดคาสิโนซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐบาลมาเก๊า คือ  Sociedade de Turismo e Diversões de Macau (STDM) บริษัทของ Stanley Ho ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก Henry Fok โดย STDM ผูกขาดคาสิโนในมาเก๊าเป็นระยะเวลา 40 ปี

STDM ได้นําเอาเกมการพนันสไตล์ตะวันตก ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบเข้ามาเผยแพร่ในมาเก๊า จนได้รับความนิยมในวงกว้าง ขณะเดียวกันก็ทําให้การเดินทางระหว่างมาเก๊าและฮ่องกงสะดวกสบายมากขึ้น ด้วยการเดินทางที่ทันสมัย ใช้เวลาไม่มาก ทำให้ในแต่ละปีมีนักพนันนับล้านคนหลั่่งไหลจากฮ่องกงมาเสี่ยงโชคในมาเก๊า และนั่นทำให้เขาเป็นผู้บุกเบิกโมเดลของ Integrated Entertainment ที่ผสานทั้งคาสิโน โรงแรม โชว์ ศูนย์การค้า และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน

รูปแบบเกมการพนันที่ Stanley Ho เน้นนำเสนอสำหรับชาวเอเชีย คือการวางเดิมพันครั้งใหญ่ผ่านเกมบนโต๊ะบาคาร่า ที่ทำกำไรมหาศาลให้กับเขา เพราะเขาเข้าใจใน Consumer Insight ของนักเสี่ยงดวงในโลกตะวันออกดีว่า เล่นการพนันเพื่อหวังรวย หรือเปลี่ยนชีวิต ดังนั้นแทนที่จะนั่งเล่นสล็อตแมชชีนไปแบบซังกะตาย ก็กล้าที่จะที่ทุ่มเงินกับโต๊ะบาคาร่า หรือห้องบาคาร่าส่วนตัวที่ให้บริการแบบวีไอพีสำหรับเศรษฐีหลายคนที่เชื่อว่าการชนะพนัน หมายถึงการมีโชคลาภที่ดีที่จะส่งผลเกื้อหนุน ให้เกิดสิ่งดีๆ ในด้านอื่นๆ ตามมา

ต่อมาการผูกขาดนี้สิ้นสุดลงในปี 2002 เมื่อรัฐบาลมาเก๊าให้สัมปทานและออกใบอนุญาตให้กับนักลงทุนรายอื่นๆ เพื่อตั้งคาสิโนใหม่ๆ โดยให้สัมปทานใหม่กับบริษัทที่ชนะประมูล 3 ราย หนึ่งในนั้นคือ Sociedade de Jogos de Macau หรือ SJM Holdings บริษัทลูกของ STDM ซึ่ง STDM ถือหุ้นอยู่ 80% ทำให้ธุรกิจภายใต้ปีกของ Stanley Ho ยังคงดำเนินต่อไปแม้จะมีคู่แข่งที่ทำให้เขาไม่อาจทำธุรกิจผูกขาดได้เหมือนเคยก็ตาม
การแข่งขันที่ปราศจากการผูกขาด นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของมาเก๊า ในการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศให้หลั่งไหลเข้ามาอย่างท่วมท้น นับตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา คาสิโนจึงกลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของมาเก๊า กอปรกับการที่มาเก๊าเป็นเขตปกครองเดียวในจีนที่ยอมให้เล่นคาสิโนได้แบบถูกกฎหมาย  ทำให้มาเก๊าเปิดประตูต้อนรับนักพนันจากแผ่นดินใหญ่ที่กรูกันมาเสี่ยงดวงไม่ขาดสาย
อย่างไรก็ตาม การที่มาเก๊าสร้างบ้านแปงเมืองจากชนบทที่จืดชืด กลายเป็นเมืองที่มีสีสัน พร้อมกับขึ้นแท่นเป็นเมืองหลวงคาสิโนโลกแทนลาสเวกัส ด้วยรายได้ที่แซงลาสเวกัสตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา กระทั่งถึงปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการวางรากฐานอันแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมนี้ของ Stanley Ho

ในปี 2019 มาเก๊ามีคาสิโน 41 แห่ง ประกอบด้วย SJM Holdings 22 แห่ง อาทิ Grand Lisboa, L’Arc Macau, Legend Palace, Emperor Palace, Oceanus at Jai Alai, Ponte 16 และ Babylon เป็นต้น Galaxy Casino, S.A. 6 แห่ง Venetian Macau, S.A. 5 แห่ง Melco Crown (Macau) S.A. 4 แห่ง Winn Resorts (Macau) S.A. 4 แห่ง MGM Grand Paradise S.A. 2 แห่ง และธุรกิจคาสิโนก่อให้เกิดการจ้างงานในมาเก๊ามากกว่า 57,000 ตำแหน่ง

แม้การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในมาเก๊าจะไม่ลุกลามและบานปลายเหมือนกับประเทศอื่นๆ เพราะไม่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่รายเดียว และมีผู้ติดเชื้อเพียง 45 เท่านั้น โดยทั้งหมดรักษาหายดีแล้ว  แต่สถานการณ์ทั่วโลกที่ยังอยู่ในขั้นวิกฤต และยังไม่มีใครพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จ ก็ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวหยุดชะงักลง รวมถึงการปิดให้บริการชั่วคราวของคาสิโนหลายแห่งในมาเก๊าด้วย ซึ่งส่งผลให้รายได้คาสิโนลดลงมากถึง 97% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และนั่นทำให้ Grand Lisboa Palace โครงการใหม่ของ SJM Holdings มูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 159 พันล้านบาท) ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี 2020 นี้ ถูกเลื่อนกำหนดการออกไปเป็นมีนาคม ปีหน้า
โดยอีกหนึ่งบริษัทของเขาที่มีชื่อเสียงคือ Shun Tak Holdings ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว การโรงแรม และการลงทุน

บุกเบิกเส้นทางบินระหว่างฮ่องกงมาเก๊า

ในปี 1960 มาเก๊ามีประชากรเพียง 200,000 คน เท่านั้น การที่จะผลักดันให้ธุรกิจคาสิโนเติบโตได้ เขาจึงจำเป็นต้องอาศัยมิตรใกล้เรือนเคียงอย่างฮ่องกง ดังนั้นเพื่อดึงดูดนักแสวงโชคจากฮ่องกง Stanley Ho และด้วยความกระหายในการปั้นธุรกิจคาสิโนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เขาได้สร้างธุรกิจขนส่งล้ำสมัยในขณะนั้นด้วยการบริการเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ระหว่างฮ่องกงและมาเก๊า ภายใต้ชื่อ Sky Shuttle ตั้งแต่ปี 1961
นับถึงปัจจุบัน (ก่อนที่จะเกิดวิกฤต COVID-19) ก็ยังเป็นรูปแบบการเดินทางที่ได้รับความนิยมด้วยจำนวน 42 เที่ยวบิน/วัน เพราะใช้เวลาในการเดินทางเพียง 15 นาทีเท่านั้น แม้จะต้องจ่ายค่าโดยสารสูงถึงเที่ยวละ 4,300 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 17,650 บาท) ก็ตาม ขณะเดียวกันก็ขยายเส้นทางระหว่างเซินเจิ้นมาเก๊า ด้วยค่าโดยสารเที่ยวละ 5,900 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 24,225 บาท)
นอกจากนี้ หนึ่งในบริษัทของเขา ก็ให้บริการ TurboJet เรือโดยสารเฟอร์รี่ระหว่างฮ่องกงและมาเก๊าด้วย ซึ่งให้บริการมานานกว่า 50 ปีแล้ว ในราคาที่ย่อมเยาลงมา ตั้งแต่ 165-350 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 677-1,437 บาท)

คาสโนวาตัวจริง ภรรยา 4 คน ลูก 17 คน

ไม่เพียงชีวิตการทำงานที่อยู่ในสปอตไลท์ตลอดเวลา แต่ชีวิตส่วนตัวของเขามีเรื่องให้ผู้คนซุบซิบนินทาและอื้อฉาวไม่แพ้กัน
Stanley Ho ชายหนุ่มรูปงาม รูปร่างสูงใหญ่ การผสมผสานของเชื้อชาติระหว่างตะวันตกและตะวันออก ทำให้เขามีเสน่ห์ต้องตา ต้องใจบรรดาสาวๆ จำนวนมาก แต่่เมื่อปี 1942 เขาตัดสินใจแต่งงานกับ Clementina Leitao ภรรยาคนแรกของเขาซึ่งมาจากตระกูลผู้ลากมากดีของโปรตุเกส เธอได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในมาเก๊า เขาตกหลุมรักเธอเข้าอย่างจัง ทุกวันหลังจากเลิกงานเขาตรงดิ่งไปหาเธอไม่เคยขาด แถมยังเรียนภาษาโปรตุเกสทุกคืน เพื่อที่จะเกี้ยวพาราสีเธอได้อย่างช่ำชอง (เธอเสียชีวิตเมื่อปี 2004 ในขณะที่มีอายุ 80 ปี) ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 4 คน ต่อมาปี 1957 เขาแต่งงานกับ Lucina Laam ภรรยาคนที่ 2 ของเขาที่พบกันในงานลีลาศ เธอออกงานการกุศล ระดมทุนช่วยเหลือมูลนิธิต่างๆ คู่กับเขาเป็นประจำ ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 5 คน ต่อมาในปี 1985 เธอย้ายไปอยู่แคนาดาเพื่อดูแลพ่อของเธอ และบริหารกิจการของสามีที่นั่น
ในปี 1985 นั่นเอง เขามีภรรยาคนที่ 3 ชื่อ Ina Chan เป็นพยาบาลที่ทำหน้าที่ดูแล Clementina Leitao เมื่อเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และต้องพักรักษาตัวอยู่เป็นนาน ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 3 คน  ปัจจุบันเธอเป็นนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จ จากการบริหารธุรกิจของตัวเธอเอง สุดท้าย Stanley Ho มีความสัมพันธ์กับ Angela Leong ตั้งแต่ปี 1989 ก่อนจะเปิดเผยสู่สาธารณชนเมื่อปี 1998 ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 5 คน เบ็ดเสร็จแล้วเขามีลูกชายและลูกสาวทั้งหมด 17 คน
www.scmp.com/infographics/stanley-ho-family-tree

หลังจากประกาศวางมือหรือเกษียณอายุเมื่อปี 2018 หลังจากคร่ำหวอดในธุรกิจคาสิโนมายาวนานถึง 75 ปี เหลือเพียงตำแหน่งประธานกิตติคุณ โดยได้มอบหมายให้ Daisy Ho Chiu Fung ลูกสาวที่ถือกำเนิดจาก Lucina Laam ภรรยาคนที่ 2 ขึ้นกุมบังเหียนแทน ในตำแหน่งประธานและกรรมการบริหารที่ SJM Holdings แทน ขณะที่ลูกคนอื่นๆ ก็มีบทบาทหน้าที่ในการบริหารธุรกิจต่างๆ ในเครือเช่นกัน Pansy Ho Chiu King พี่สาวของ Daisy Ho Chiu Fung ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งของ Shun Tak Holdings รวมถึง Angela Leong On Kei ภรรยาคนที่ 4 ของเขา และ Timothy Fok Tsun Ting ลูกชายของ Henry Fok พันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมหัวจมท้ายกับเขามานาน ร่วมกันดำรงตำแหน่งประธานร่วมและกรรมการบริหาร

กระนั้นก็ไม่ใช่ว่าลูกๆ ของเขาทุกคนจะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนธุรกิจ เพราะ Josie Ho ลูกสาวคนสุดท้องของเขาที่เกิดกับ Lucina Laam ใช้ชีวิตโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงในฐานะนักร้องและนักแสดง

รวยล้นฟ้าจากคาสิโน แต่ตลอดชีวิตไม่เคยเล่นการพนัน

“I don’t gamble at all, all my life. I am only interested in sports.” แม้จะเป็นนักลงทุนคาสิโนรายใหญ่ของโลก และในปีที่เขาประกาศวางมือ มีทรัพย์สินราว 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 203.6 พันล้านบาท) แต่ Stanley Ho กลับไม่เคยเล่นการพนันเลยสักครั้งในชีวิต โดยให้เหตุผลว่าไม่มีความอดทนเพียงพอ นอกจากนี้เขายังเคยให้สัมภาษณ์กับ AP เมื่อปี 2001 ว่า อย่าคาดหวังว่าจะได้เงินจากการพนันขันต่อ และเมื่อปี 1999 เขาให้สัมภาษณ์กับ Far Eastern Economic Review ว่า เขาพร่ำบอกกับลูกๆ หลานๆ ของเขาว่า ได้โปรดเถอะอย่าเล่นพนันแบบมัวเมา ถ้าไม่รู้จักหลีกเลี่ยงที่จะลุ่มหลง ก็อย่าได้ริเล่นเด็ดขาด

สิ่งที่เขาสนใจที่จะเล่นก็คือกีฬาโดยเขาโปรดปรานกีฬาหลายประเภท เช่น ลีลาศ ขี่ม้า และเทนนิส  และแน่นอนว่าเขาได้ทำคุณประโยชน์ให้กับวงการกีฬาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Stanley Ho ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการโอลิมปิกของปักกิ่ง 2008 ที่นอกจากจะบริจาคเงินจำนวนมากเพื่อก่อสร้างศูนย์แข่งขันกีฬาทางน้ำแห่งชาติ กรุงปักกิ่ง ยังได้รับเกียรติเป็นหนึ่งในผู้วิ่งคบเพลิงการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งที่ 29 ด้วย
ความหลงใหลในกีฬาขี่ม้าของเขา นำพาเขาไปสู่อีกธุรกิจหนึ่งที่เขาชื่นชอบคือ สนามแข่งม้า Macau Jockey Club ที่เขาซื้อกิจการมาจากเจ้าของรายเดิม และดำเนินการต่อในปี 1991
ในปี 2009 เขาเข้ารับการผ่าตัดสมอง จากการหกล้มศีรษะกระแทกพื้นที่บ้านของเขา โดยพักฟื้นในโรงพยาบาลนานกว่า 7 เดือน หลังออกจากโรงพยาบาลแล้ว เขายังต้องนั่งวีลแชร์ และแทบจะไม่ปรากฎตัวสู่สายตาสาธารณชนและสื่อใดๆ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ทั้งนี้ หากจะมีสิ่งใดที่เขาทุ่มเทเวลาให้นอกเหนือจากกีฬา ก็เห็นจะเป็นการสะสมวัตถุโบราณและชิ้นงานศิลปะล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ ที่ปรากฎให้เห็นตามคาสิโนต่างๆ ของเขา โดยเฉพาะ Grand Lisboa หมุดหมายแรกที่เขาตั้งต้นธุรกิจนี้ขึ้นมา และมีอีกหลายชิ้นที่เขาบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์พระราชวังปักกิ่ง (พระราชวังต้องห้าม)

เป็นที่รู้กันว่าเขาใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยแต่เมื่อเทียบกับสถานะทางการเงินของเขาแล้วกลับเป็นเงินเพียงน้อยนิด โดยในปี 2007 เขาซื้อหัวม้าที่ทำจากทองสัมฤทธิ์มูลค่า 8.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 283 ล้านบาท) ที่กองทหารฝรั่งเศสนำไปจากจีนเมื่อ 150 ปีก่อน เพื่อที่เขาจะได้นำมาบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์จีน นอกจากนี้เขายังเสนอราคา 2 เท่า จากราคาประมูลเริ่มต้นของเห็ดทรัฟเฟิล เพื่อนำเงิน 330,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10.5 ล้านบาท) บริจาคเพื่อการกุศล

จากมหากาพย์ชีวิต พลิกผันยิ่งกว่านิยาย สู่เรื่องเล่าบนแผ่นฟิล์ม

ชีวิตอันโลดโผน เต็มไปด้วยความพลิกผัน และความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ Stanley Ho ทำให้เรื่องราวของเขาถูกนำเสนอลงบนจอเงิน ผ่านภาพยนตร์ฮ่องกงเรื่อง Casino Tycoon โดยหลิว เต๋อ หัว พระเอกชื่อดังรับบทเป็น Henry ที่ถ่ายทอดชีวิตของ Stanley Ho ต่อด้วยภาค 2 คือ Casino Tycoon 2 ที่ฉายในเวลาถัดจากภาคแรกเพียงไม่กี่เดือน

มีรายงานข่าวว่า Stanley Ho ปลาบปลื้มกับภาพยนตร์ชีวประวัติของเขาเป็นอย่างมาก ทั้งยังพออกพอใจในฝีไม้ลายมือของหลิว เต๋อ หัว พร้อมกับเอ่ยปากชมกับ Wong Jing ผู้กำกับ ว่า หลิว เต๋อ หัว หล่อพอที่จะแสดงเป็นตัวเขา
ทุกวันนี้หากใครได้เดินทางไปมาเก๊า น่าจะเคยไปเยือนถนน Avenida Dr Stanley Ho ซึ่งตั้งเป็นเกียรติแก่เจ้าพ่อมาเก๊า ตัวจริง เสียงจริง เพราะเป็นหนึ่งในถนนใจกลางเมืองที่คลาคล่ำไปด้วยร้านรวง ธุรกิจต่างๆ และผู้คนจำนวนมาก

ที่มา :