ไม่มีความดิบเถื่อนรุนแรงใดที่น่าอดสูไปกว่า การใช้อำนาจหน้าที่กระทำย่ำยีมนุษย์ด้วยกันจนถึงตาย! แม้อาจมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหลายมุมโลก แต่วันนี้ ยุคนี้ มันเกิดขึ้นในอเมริกา! ประเทศที่อ้างว่าเป็น “ดินแดนแห่งเสรีภาพและประชาธิปไตย!”
เป็นความน่าอายที่ตรงข้ามกับพิมพ์เขียววาทกรรมที่สร้างภาพสังคมอเมริกาให้ผู้คนทั้งโลกรับรู้ เพราะเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นในอเมริกาล่าสุด ช่วยเผยให้โลกเห็นความจริงและความกำมะลอของสังคมอเมริกาได้ชัดทีเดียว!
ที่จริงแผ่นดินอเมริกานั้นไม่มีเจ้าของ และมีการกล่าวถึงการค้นพบอเมริกาหลายทฤษฎี ทั้งเสนอว่ามีการค้นพบโดย ‘คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส’ ขณะที่บางทฤษฎีบอกว่า ผู้ค้นพบเป็นชนชาวไวกิ้งชื่อ ‘ไลฟ์ อิริคสัน’ แต่ที่แน่ๆ ‘มาร์ติน วาร์ดซีลมุลเลอร์’ นักเขียนแผนที่ชาวเยอรมัน เป็นผู้ที่ทำให้ชื่อ อเมริกา ได้ปรากฏในแผนที่โลก ทำให้โลกรู้จักอเมริกาครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2050
แผ่นดินอเมริกาก่อตั้งขึ้นจากการมีผู้คนอพยพจากแผ่นดินต่างๆ เข้ามาตั้งรกราก คนกลุ่มใหญ่เป็นพวกอังกฤษ ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือก็เป็นพวกสเปน ส่วนฝรั่งเศสมาตั้งรกรากครั้งแรกตามแนวฝั่งขวาแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ ฯลฯ
ในโลกยุคล่าอาณานิคมและยุคทาสได้ก่อให้เกิดการรุกราน การเหยียดผิว และส่งต่อมายังยุคใหม่ สู่การเหยียดเชื้อชาติ ชนชั้น เพศสภาพ และสถานะทางสังคม ซึ่งแฝงฝังอยู่ในกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ ทั้งที่ปรากฏให้เห็นโดยเปิดเผยและกระทำแบบลับๆ!
ความรู้สึกถึงการเหยียดผิวนั้น รุนแรงมากที่อเมริกา ถึงขนาดศาลสหรัฐได้ตัดสินคดีที่เกิดขึ้นในอดีต ระหว่าง เดรสสก๊อต์ กับ แซนฟอร์ด ว่า “ชาวแอฟริกาอเมริกาไม่จัดเป็นพลเมืองของสหรัฐ จึงไม่มีสิทธิและเสรีภาพตามที่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ” ส่งผลให้เกิดการต่อต้านและต่อสู้เพื่อเลิกทาสขึ้น จนทำให้ อับราฮัม ลินคอล์น ได้เป็นประธานาธิบดีและนำไปสู่การเลิกทาสได้ในเวลาต่อมา

แต่การเหยียดผิวและเชื้อชาติก็แฝงฝังอยู่ในสังคมอเมริกามาตลอด ดังปรากฏเห็นในแนวคิดและแนวปฏิบัติในการจัดการทางสังคมหลายกรณี และในความเคลื่อนไหวของภูมิเศรษฐศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ในส่วนที่อเมริกาเข้ามามี “ส่วนได้ส่วนเสีย” ในทุกมุมโลก
การก้าวสู่อเมริกายุคใหม่ฟูเฟื่องมากในยุคหลังสงครามเย็น โดยอเมริกาประกาศแนวทาง New World Order ทำตัวเป็นเป็นตำรวจโลก ผลิตซ้ำลัทธิอาณานิคมใหม่เข้าทำลายล้างประเทศเป้าหมายที่มุ่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะ ทรัพยากรน้ำมัน ในตะวันออกกลาง รวมถึงพยายามสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การค้า และการสื่อสารครอบงำโลก ทำทุกอย่างเพื่อการเป็นผู้นำโลก รวมทั้งส่งออกการปฏิวัติประชาธิปไตย ไปจนถึงสงครามทำลายล้างที่รุนแรงในหลายประเทศ จนโลกบอบช้ำ-สาหัสสากรรจ์ ตลอดช่วงที่อเมริกาเป็นผู้นำและชาติมหาอำนาจ!
หลังความถดถอยของอเมริกาในช่วงรอยต่อปลายศตวรรษที่ 20 ถึงต้นศตวรรษที่ 21 หลังจากอเมริกายำ ‘โลกอาหรับ’ ป้ายสีด้วยข่าวสาร ทำลายภาพลักษณ์ของโลกอาหรับให้มัวหมองด้วยวาทกรรมและภาพลวงต่างๆ นานา พร้อมกับสนับสนุนการปฏิวัติประชาธิปไตยและทำสงครามกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
ต่อมา เมื่อจีนปรับสร้างตัวจนโดดเด่นขึ้นมาในสายตาชาวโลก อเมริกาจึงหันหน้ามาเล่นงานจีนด้วยกลไกแบบเดิมๆ แต่เป็นการผลิตซ้ำความรุนแรงและการทำลายจีนด้วยสงครามข่าวสาร สงครามการค้า และการยั่วยุหลายมิติ รวมถึงการแทรกแซงที่ฮ่องกง! แต่จีนแสดงให้เห็นว่าตนเหนือกว่าด้วยการนิ่งเฉยและมุ่งเจรจาเป็นหลัก
วันนี้สังคมอเมริกากำลังเผชิญกับพิษภัยที่ตัวเองสร้างไว้จากการตามไม่ทันโลก!
การเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงยำอเมริกาหนักหนาสาหัสทีเดียว เพราะอเมริกามัวแต่ดูถูกจีน ทะเลาะกับองค์การอนามัยโลก และปฏิเสธการสวมหน้ากากป้องกัน ส่งผลให้ชาวอเมริกันวันนี้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสูงถึงเกือบสองล้านคน มียอดผู้เสียชีวิตมากกว่าแสนคน และยังไม่มีทีท่าว่าตัวเลขจะหยุดลง
ขณะที่สภาพเศรษฐกิจต้องชะงักงันจากการระบาดครั้งนี้ จนอเมริกันชนว่างงานกว่า 30 ล้านคน! เป็นปรากฏการณ์สะท้อนภาพอเมริกาในวันที่ตกต่ำให้โลกได้รับรู้!!!
วิบากกรรมอเมริกายังไม่หมด มรดกความคิดและการปฏิบัติด้วยทัศนคติ ‘การเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ’ ที่แฝงฝังในสังคมอเมริกา ส่งผลให้ตำรวจผิวขาวชาวอเมริกันทำร้าย จอร์จ ฟลอยด์ (George Floyd) ชาวอเมริกันผิวสีจนเสียชีวิต ด้วยการจับกุม ใส่กุญแจมือไพล่หลังและกดให้นอนลงบนพื้นถนน แล้วใช้เข่ากดคออยู่นาน จนเหยื่อถึงแก่ความตายในที่สุด
ท่ามกลางผู้คนที่เห็นเหตุการณ์รายรอบตะโกนบอกและร้องขอห้ามปราม รวมถึงถ่ายคลิปการกระทำนี้ไว้ แต่ตำรวจนักฆ่าผู้นั้นกลับไม่สนใจ และยังมีตำรวจที่มาด้วยกันช่วยไล่ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้อง จนในที่สุด จอร์จ ฟลอยด์ ก็ถึงแก่ความตาย
เป็นการปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยกันอย่างเย็นชา ดิบเถื่อนที่สุด!


กรณี จอร์จ ฟลอยด์ กับประโยค “I CAN’T BREATHE” ที่ออกจากปาก จอร์จ ฟลอยด์ ก่อนถึงแก่ความตาย กลายเป็นไฟสุมอกที่จุดความแค้นในหมู่อเมริกันชนผิวสี ที่รู้สึกว่าคนผิวสีถูกย่ำยีมาอย่างต่อเนื่องและเกิดขึ้นหลายกรณีแล้ว
ตั้งแต่กรณี เอมี คูเปอร์ สาวผิวขาวที่มีเรื่องกับคนผิวดำในเซ็นทรัล ปาร์ค ที่นิวยอร์กก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นข่าวดังไปทั่วโลก กรณี อาร์มาส อาบิวรี่ ถูกคนขาวไล่ยิงที่รัฐจอร์เจีย รวมถึงกรณีกระทบกระทั่งระหว่างคนผิวขาวกับผิวสีในหลายเมือง-อีกหลายกรณี ประกอบกับอเมริกาวันนี้มีคนตกงานมากมายและมีผู้นำบ้าน้ำลายอย่างทรัมป์! พลังการต่อต้านประท้วงรัฐบาลจึงปะทุรุนแรงขึ้น แพร่ลามไปทั่ว 25 เมือง ใน 16 รัฐ
ทุกแห่งมีผู้คนรวมตัวชูป้ายประท้วงตำรวจ ส่งต่อข้อความ “ฉันหายใจไม่ออก (I CAN’T BREATHE)” ประโยคที่จอร์จ ฟลอยด์ ร้องขอตำรวจที่ใช้เข่ากดคอจนเขาเสียชีวิต ซึ่งการประท้วงมีความรุนแรงหลายรูปแบบ ทั้งการเผาเมืองเผารถ ปล้นสะดม และมีกลุ่มผู้ประท้วงฝ่าแผงกั้นของตำรวจเข้าไปถึงทำเนียบขาว ตามคำท้าของผู้นำสหรัฐอย่างทรัมป์ที่ส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ไปท้าทายผู้คน!
แต่แล้วสถานการณ์เลวร้ายจนฝ่ายรัฐบาลถึงกับต้องประกาศภาวะฉุกเฉินและเคอร์ฟิวส์ เพื่อควบคุมการประท้วงไม่ให้ลุกลามบานปลายไปกว่านี้ แต่ดูเหมือนจะหยุดความโกรธแค้นของประชาชนไม่ได้มากนัก
นี่คือความตกต่ำของอเมริกาอย่างเห็นได้ชัด!!!


“I CAN’T BREATHE” จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ประโยคที่ออกจากปาก จอร์จ ฟลอยด์ เท่านั้น แต่น่าจะออกจากปากของคนหลายประเทศที่ถูกมะกันย่ำยี
อย่างในโลกตะวันออกกลาง และหลายประเทศที่อ่อนแอกว่าซึ่งอเมริกาเข้าไปกอบโกย เอารัดเอาเปรียบ โดยอ้างเหตุความชอบธรรมในการย่ำยีคนอื่น โดยมักกระทำด้วยการใช้ข่าวสารป้ายสีเป้าหมายที่ต้องการทำลายให้มีภาพที่ย่ำแย่ไว้ก่อน
วันนี้สหรัฐกลับถูกกฎแห่งกรรมกัดกินตัวเอง ความตกต่ำเสื่อมถอยจึงปรากฏ! จะมีก็แต่กลุ่มที่ทำมาหากินกับสหรัฐไม่มากนักที่ยังเห็นสหรัฐอเมริกาเป็นพ่อ! ไม่ก็กลุ่มการเมืองกากๆ ที่อยากเดินตามแนวทางประชาธิปไตยที่อเมริกาส่งออกมาก็เท่านั้น!
นอกนั้น กลุ่มประเทศที่มีสติปัญญา มีอารยะ มีความคิดในการพัฒนาตัวเอง มีวัฒนธรรม-แบบแผนทางสังคมที่เป็นตัวของตัวเองมาช้านาน รวมถึงมีแนวทางมุ่งสร้างความก้าวหน้าในแบบของตัวเอง ต่างไม่ได้เห็นอเมริกาเป็นพ่อที่ต้องคอยเดินตามก้น
ด้วยว่าโลกในศตวรรษใหม่นี้ การดำรงสถานะแบบมิตรประเทศเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องของอิสระในการตัดสินใจบนความเท่าเทียมเสมอภาค ไม่ต้องวิ่งซุกปีกมหาอำนาจทุกครั้งที่ไม่ได้อย่างใจ เหมือนที่องค์กรนอกรัฐชอบทำกัน
เราหายใจของเราเองได้ ไม่ต้องร้องขอใคร ประเทศไทยวันนี้ “I CAN BREATHE”

เรื่อง : APICHARTOLOGY
SALIKA ยังมีบทความเกี่ยวกับจีนและสหรัฐอเมริกาให้อ่านต่ออีกหลายด้าน
วิเคราะห์ ‘การส่งออก’ หลังวิกฤต COVID-19 และ ‘จีน’ ผู้กุมอำนาจการค้าใหม่
โลกหลังโควิด : บทวิเคราะห์การเติมเงินแก้วิกฤตของเจ้าแห่งทุนนิยมอย่าง ‘อเมริกา’













