ใครที่ได้ฟังข่าวช่วงนี้ คงเห็นความพยายามของคนบางกลุ่มที่จะสร้างวาทกรรมว่าแบงค์ชาติ “อุ้มเจ้าสัว” ผ่านกองทุน Bond Stabilization Fund (BSF)
กองทุน BSF มีวัตถุประสงค์หลัก (และวัตถุประสงค์เดียว) คือเพื่อดูแลเสถียรภาพระบบการเงินในสถานการณ์ Covid-19 เป็นมาตรการป้องกันไม่ปัญหาการขาดสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้เอกชนลุกเป็น “ไฟลามทุ่ง” ไปสร้างปัญหาให้ระบบการเงินไทยโดยรวม ซึ่งจะกระทบกับมูลค่าเงินออมของคนไทย และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคต
บทความนี้เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการของธนาคารแห่งประเทศไทย ในรายการ กาแฟดำ : เปิดเงื่อนไขมหาโหดกองทุน “BSF” | 9MCOT HD (29 พ.ค. 63)
ทางการต้องดูแลเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้เอกชน เพราะเป็นตลาดการเงินที่มีขนาดใหญ่มากถึง 3.8 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 23 ของ GDP) เป็นแหล่งเงินออมที่สำคัญของคนไทย และมีความเชื่อมโยงสูงมากกับส่วนอื่นๆ ของระบบการเงินไทย
ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา มีอย่างน้อยสองเหตุการณ์ใหญ่ที่เกี่ยวโยงกับตลาดตราสารหนี้เอกชน
(1) ในเดือนมีนาคม (ที่ยอดการติดเชื้อ Covid-19 ต่อวันสูงกว่า 180 คน และมีผู้คาดการณ์ว่าอาจจะมีคนติดเชื้อถึง 100,000 คน ถ้าเราไม่อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ)
ความไม่แน่นอนเรื่อง Covid-19 ได้ส่งผลให้ทั้งธุรกิจและประชาชนต้องการถือเงินสด เร่งไถ่ถอนกองทุนรวมตราสารหนี้มากกว่า 300,000 ล้านบาทในเดือนเดียว จนกองทุนรวมตราสารหนี้ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลและตลาดตราสารหนี้เอกชนขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง
(2) ในเดือนพฤษภาคม สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กังวลเกี่ยวกับตราสารหนี้ของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งที่ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ
เพราะสหกรณ์ออมทรัพย์มากกว่า 80 แห่งถืออยู่ จนสมาชิกจำนวนมากตื่นตระหนก รีบไปถอนเงินฝาก (เหตุการณ์นี้เกิดจากตราสารหนี้ของเพียงบริษัทเดียว ลองคิดดูว่าถ้าตลาดตราสารหนี้ทั้งตลาดมีปัญหาจะวุ่นวายแค่ไหน)
ทั้งสองเหตุการณ์สร้างความวุ่นวายในระบบการเงินมากพอควรถ้าควบคุมไม่ได้ เกิดการตื่นตระหนกรุนแรงในวงกว้างจะสร้างปัญหาไฟลามทุ่งได้ง่าย

บทเรียนจากวิกฤตการเงินทุกครั้งสอนเราว่า การมีมาตรการป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามจากปัญหาขาดสภาพคล่องในตลาดการเงิน ดีกว่าปล่อยให้ไฟลามไปทั่วแล้วค่อยมาจัดการเก็บซากทีหลัง การป้องกันไว้ก่อนจะมีต้นทุนต่ำกว่ามาก ทั้งต้นทุนของรัฐบาล ของสถาบันการเงิน ของธุรกิจ และของประชาชน
มีความพยายามจะสร้างวาทกรรมว่า กองทุน BSF จัดตั้งขึ้นมาเพื่อไป “อุ้มเจ้าสัว” เหมือนกับมาตรการ soft loans ที่ไปช่วยเหลือ SMEs (แปลกที่ไม่มีใครใช้คำว่าไปอุ้ม SMEs) ทั้งที่สองมาตรการนี้ต่างกันมาก เพราะมาตรการ soft loans เป็นมาตรการเร่งให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มเติมให้ SMEs ด้วยอัตราดอกเบี้ย “ต่ำเป็นพิเศษ”
กองทุน BSF ทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินทุนแหล่งสุดท้าย ใครจะมาขอให้กองทุนนี้ลงทุนจะต้องไประดมทุนจากแหล่งอื่นมาก่อนไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง และกองทุน BSF คิดอัตราดอกเบี้ย “แพงเป็นพิเศษ” มีเงื่อนไขต่างๆ มากมายที่บริษัทผู้ออกตราสารหนี้ต้องปฏิบัติตาม บริษัทใดที่กองทุนเข้าไปลงทุนก็จะถูกเปิดเผยรายชื่อเป็นการทั่วไปด้วย
กองทุน BSF จึงเป็นเหมือน “หลังพิง” ในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูงมากจากสถานการณ์ Covid-19 เป็น “หลังพิง” เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตลาดการเงินว่าถ้าตลาดตราสารหนี้เอกชนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องรุนแรง มีกองทุนนี้ที่จะช่วย “เติมเต็ม” สภาพคล่องบางส่วนให้
ถ้าสถานการณ์ Covid-19 ควบคุมได้ดีอย่างที่เป็นอยู่ กองทุน BSF ก็นิ่งไว้เฉยๆ ยิ่งไม่มีใครมาใช้บริการยิ่งดี เพราะแสดงว่าตลาดการเงินทำหน้าที่ได้ตามปกติ
การดูแลเสถียรภาพระบบการเงินเป็นหน้าที่ของธนาคารกลางสมัยใหม่ ธนาคารกลางชั้นนำของโลกจำนวนมากต้องเข้าไปดูแลเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้เอกชนด้วย เพราะระบบการเงินปัจจุบันไม่ได้มีแต่เพียงธนาคารพาณิชย์เท่านั้น
ผมเชื่อว่าถ้าแบงค์ชาติเลือกที่จะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร (ไม่เหนื่อยด้วย) แล้วเกิดปัญหาขึ้นในตลาดตราสารหนี้เอกชนลุกเป็นไฟลามทุ่งไปกระทบกับเสถียรภาพการเงินทั้งระบบ ภายหลังคงจะมีคนลุกขึ้นมาต่อว่า ว่าแบงค์ชาติเห็นแก่ตัวนิ่งดูดาย มองโลกแคบแบบเต่าล้านปี ไม่เข้าใจการทำงานของตลาดการเงิน และคงเรียกร้องให้เรารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย
ขอขอบคุณคุณ Suthichai Yoon ที่ช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องกองทุน BSF ผ่านรายการ “กาแฟดำ”
เรื่องการเงินเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เข้าใจยาก อย่าปล่อยให้วาทกรรมง่ายๆ มาสร้างความเข้าใจผิดเลยครับ
เรื่อง : วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์สมาคมบริษัทจัดการลงทุน กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และประธานกรรมการบริหาร บลจ.บัวหลวง
อ้างอิงจาก : www.facebook.com/people/วรวรรณ-ธาราภูมิ
เรียบเรียงจาก : เปิดเงื่อนไขมหาโหดกองทุน “BSF” (29 พ.ค. 63) รายการกาแฟดำ | 9MCOT HD ได้ที่ลิงก์ https://youtu.be/AX09u04S948 หรือรับชมรายการย้อนหลังด้านล่างนี้










