วิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แม้ด้านหนึ่งได้สร้างความบอบช้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และ ชีวิต แต่ในอีกด้านกลับทำให้เรามองเห็นคุณค่าของคนในสังคมที่พยายามปันความสุขเพื่อบรรเทาทุกข์ผ่านการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ รวมถึง 3 อาชีพที่ SALIKA รวบรวมมานำเสนอ
อสม. มดงานที่มีคุณค่า
อสม. หรือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน คือบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากชาวบ้านในแต่ละกลุ่มบ้านและได้รับการอบรมตามหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด มีบทบาทหน้าที่สำคัญในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมสุขภาพอนามัย (Change agents) การสื่อข่าวสารสาธารณสุข ตลอดจนให้บริการสาธารณสุขด้านต่างๆ เช่น การส่งเสริมสุขภาพ การเฝ้าระวังและป้องกันโรค การช่วยเหลือและรักษาพยาบาลขั้นต้น อสม. 1 คนรับผิดชอบดูแลครัวเรือนในหมู่บ้าน/ชุมชนประมาณ 10-15 หลังคาเรือน


สุภาพ อุปรี อาสาสมัครหมู่บ้าน หมู่ 3 บ้านกองโค ต.คอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เล่าถึงแรงบัลดาลใจในการเข้ามาเป็นอสม.เมื่อปี 2549 โดยไม่สนใจเรื่องรายได้หรือผลตอบแทนใดๆ เนื่องจากเวลานั้นยังไม่มีเงินเดือน แต่อยากใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ดูแลผู้สูงอายุ คนพิการ ได้ช่วยเหลือดูแลคนอื่น ได้เรียนรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และอีกหลายอย่างๆ ที่เป็นความรู้ใหม่ๆ เผลอแผล็บเดียวเวลาก็ผ่านมา 14 ปีแล้ว
“นิยามความสุขสำหรับฉันคือการแบ่งปัน เหมือนเรื่องเล่าที่เราเคยได้ฟังตอนเป็นเด็ก ได้ปลามาตัวหนึ่งทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์จากปลาตัวนั้นมากที่สุด บางคนอาจนำไปตากแห้ง บางคนอาจนำไปทำเป็นปลาร้า แต่ไม่ว่าจะทำวิธีไหน ในที่สุดปลาตัวนั้นก็หมดลง แต่หากเรานำแกงที่ทำจากปลาตัวนั้นแบ่งปันไปยังบ้านใกล้เรือนเคียงหรือคนรู้จักกัน คุณค่าของปลาตัวนั้นย่อมไม่มีวันหมดสิ้น เพราะมันจะย้อนกลับมาหาเราด้วยรูปแบบต่างๆ ไม่ต่างกับความสุขที่หากเราได้แบ่งปันให้กับคนรอบตัว เผื่อแผ่ไปในสังคม ความสุขนั้นก็จะย้อนกลับมาหาเราในที่สุด นั่นทำให้ฉันหลงใหลคำว่าอสม. และรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่กำลังแสวงหา”
ภาพที่เธอเห็นในเวลานั้นคือหลายบ้านเหลือแค่คนเฒ่าคนแก่เพราะลูกหลานต้องเข้าไปหางานทำในเมืองหลายคนมีโรคประจำตัว มีปัญหาเรื่องการกินยา การนัดหมอ อสม. ต้องเข้าไปช่วยดูแลจัดการ ทำงานรองจากหมออนามัย นอกจากนี้ยังมีตารางการสำรวจลูกน้ำยุงลายในละแวกที่ตัวเองรับผิดชอบทุกอาทิตย์และทำรายงานส่งทุกเดือน รวมถึงสุ่มไขว้หมู่บ้านที่อยู่ในเขตตำบลเดียวกันและรายงานส่งทุกเดือน นำมาสู่ความสามัคคีของอสม.ทั้งในหมู่บ้านตำบลเดียวกันและอสม.ในพื้นที่อื่นๆ ที่เป็นเครือข่ายทั่วประเทศ แม้ทุกคนจะทำงานหนัก แต่ก็พร้อมเสียสละ

เมื่อเกิดวิกฤตไวรัสโควิด-19 กลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ อสม. สาวได้เข้ามาเรียนรู้
“ต้องยอมรับว่าโรคนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับทุกคน แต่ด้วยการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐที่มีความชัดเจนและต่อเนื่องก็ทำให้กระบวนการทำงานไม่ติดขัด เราตั้งด่านคัดกรองคนสัญจรไปมาในหมู่บ้าน โดยเฉพาะบุคคลที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดต้องให้เขากักตัว 14 วัน ส่งรายชื่ิอที่อยู่ให้หมอและผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งระหว่างการกักตัว อสม.ที่รับผิดชอบละแวกนั้นๆ ต้องเข้าไปติดตามวัดไข้จนครบ14วันและส่งผลให้ผู้ใหญ่บ้านทุกวัน ตรวจวัดคัดกรองความดันแก่ผู้ที่มีโรคประจำตัวส่งให้หมอและรับยาจากทางอนามัยนำมาแจกจ่ายถึงบ้านทุกคน แจกแอลกอฮอล์ให้ทุกหลังคาเรือน แจกแมสให้ทุกคนและแนะนำก่อนออกจากบ้านให้สวมแมสทุกครั้ง การทำงานหนักขึ้น แต่เราก็ภูมิใจเมื่อทุกวันที่ผ่านพ้นแล้วไม่มีผู้ติดเชื้อในพื้นที่ที่เรารับผิดชอบ มันเหมือนเป็นรางวัลที่มีคุณค่า ยิ่งเราเห็นตัวเลขรวมของประเทศลดลงเรื่อยๆความเหนื่อยก็หายไป เพราะเราคือส่วนหนึ่งในความสำเร็จนั้นๆ”
แม้กระทั่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ยอมรับว่าการที่ประเทศไทยมีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลดลง ส่วนหนึ่งมาจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านของไทยจำนวน 1,040,000 คนที่ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านให้ความรู้เรื่องสาธารณสุขการใช้ยาและการเฝ้าระวังการระบาดรวมถึงทำรายงานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือหนึ่งพลังแฝงที่เมืองไทยมีแต่ประเทศอื่นไม่มี
เมื่อถามว่ามีสิ่งใดที่อยากฝากถึงรัฐบาล สุภาพกล่าวว่า อสม. คืออาสาสมัครที่เข้ามาทำงานด้วยจิตสาธารณะ เสียสละ ช่วยเหลือบริการชุมชนด้วยใจบริสุทธิ์ ถ้าภาครัฐจะช่วยเหลืออสม.จริงๆ ขอให้ช่วยตอนที่อสม.มีชีวิตอยู่ ไม่อยากให้ช่วยตอนที่เสียชีวิตไปแล้ว เช่นเรื่องสวัสดิการของอสม. ในเรื่องการรักษาพยาบาลห้องพิเศษซึ่ง อสม.ได้รับสิทธิฟรีอยู่แล้ว แต่อยากให้ครอบครัวอสม.ได้รับสิทธินั้นด้วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเธอคือประสบการณ์นี้ มีเงินก็ซื้อไม่ได้
กำลังใจ ‘คนไร้บ้าน’
ณิชชญาณ์ โตสงวน หรือ ปุ๋ม อาสาสมัครมูลนิธิอิสรชน ทำหน้าที่ช่วยงานด้านสื่อ ถ่ายภาพ ดูแลเพจ และเป็นวิทยากรเมื่อมีการจัดอบรมในโครงการต่างๆ ของมูลนิธิ ได้แรงบันดาลใจในการเป็นอาสาสมัครดูแลผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ (คนเร่ร่อน,คนไร้บ้าน) ลึกๆ ในใจเคยคิดเสมอว่าอยากทำงานช่วยเหลือสังคมช่วยเหลือคนและทำเพื่อคนอื่น

“ปุ๋มอยากทำงานมูลนิธิ จึงตั้งใจว่าเมื่อไรที่ตัวเองมีเงินเหลือเฟือ และมากพอจนไม่ต้องดิ้นรนหาเงินแล้ว วันนั้นจะขอเป็นอาสาสมัครกับมูลนิธิใดมูลนิธิหนึ่ง แต่สุดท้ายก็หันมาถามตัวเองว่าคำว่ามีเงินมากพอนั้นคือต้องมีเท่าไร ซึ่งตัวเองก็ตอบไม่ได้” ณิชชญาณ์ กล่าว
เธอยอมรับว่าก่อนหน้านี้เป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบคนเร่ร่อน คนนอนข้างถนน รู้สึกกลัว แต่วันนี้ความรู้สึกนั้นเปลี่ยนไปเป็นเห็นใจเข้าใจเพียงเพราะเธอรู้จักเขามากขึ้น

“วันหนึ่งปุ๋มมีโอกาสเป็นอาสาช่วยแบ่งปันอาหารให้กับคนเร่ร่อนย่านตรอกสาเก โดยลงพื้นที่กับมูลนิธิอิสรชน มูลนิธิที่ดูแลให้ความช่วยเหลือคนเร่ร่อนมานานกว่า 20 ปี ทำให้ปุ๋มได้เห็นอีกมุมหนึ่งของสังคม อีกหนึ่งกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตข้างถนน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไกลตัวเรามากๆ แต่ครั้งนั้นทำให้ปุ๋มกลับมาฉุกคิดได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราเลย จากการลงพื้นที่ปุ๋มได้พูดคุยกับคนเร่ร่อนหลายคนถึงเหตุผลว่าทำไมเขาออกมาเร่ร่อน ใช้ชีวิตอยู่ข้างถนน คำตอบที่ปุ๋มได้ล้วนเป็นเหตุผลมาจากครอบครัว เรื่องความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน เรื่องอารมณ์ความอ่อนแอ สภาวะความแข็งแกร่งของคนนั้นไม่เท่ากัน บางปัญหาที่เขาพูดมาเป็นเรื่องที่เล็กมากสำหรับเรา แต่หนักมากสำหรับเขา บางคนออกมาเร่ร่อนเพราะอกหัก บางคนเป็นคนชราหรือเด็กหรือผู้ป่วยทางจิตโดนนำมาปล่อยทิ้งไว้ ขณะที่บางคนไม่เป็นที่ยอมรับของครอบครัว บางคนถูกตีตราว่าเป็นตัวซวยเกิดมาแล้วทำให้คนในครอบครัวเสียชีวิต จึงโดนขับไล่ออกจากที่อยู่ ส่วนคนอกหักหรือล้มเหลวในชีวิตเขาก็ไม่อยากอยู่ที่เดิม เขาอยากเปลี่ยนตัวตน อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก ทุกเรื่องที่ปุ๋มได้ฟังเป็นกระจกสะท้อนให้มองมาที่ตัวเองและคิดได้ว่าทุกคนมีโอกาสออกมาเร่ร่อนได้ รวมถึงตัวปุ๋มเองก็เช่นกัน”
เมื่อเธอมองเรื่องการออกมาเร่ร่อนเป็นเรื่องใกล้ตัวจึงรู้สึกสนใจและให้ความสำคัญในเรื่องนี้ อยากช่วยหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการเร่ร่อนเพิ่ม พร้อมอยากหาช่องทางผลักดันโอกาสในการทำงานและสิทธิในเงินสวัสดิการให้แก่กลุ่มคนเร่ร่อน
“คนกลุ่มนี้เขาแทบไม่สามารถเข้าถึงสิทธิต่างๆ ได้เลย เขาไม่เคยมีเสียงดังพอ จะเรียกร้องอะไรกับใครก็ทำได้ยาก ทำให้ปุ๋มอยากช่วยเหลือคนด้อยโอกาสกลุ่มนี้ ปุ๋มมองเห็นประเด็นของความเท่าเทียมในสังคมที่ทุกคนต้องเท่ากัน และยิ่งเข้ามารับรู้ ได้รู้จักกับคนเร่ร่อนมากขึ้น เราก็ยิ่งอยากให้เขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้ใช้สิทธิของการเป็นพลเมืองไทยคนหนึ่ง ไม่ใช่คิดแค่ช่วยสงเคราะห์เขาด้วยอาหารหรือสิ่งของ แต่อยากช่วยให้เขาคืนกลับสู่ครอบครัวและสังคมได้ด้วย การเลือกเป็นอาสาสมัครเรารู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่งานที่ก่อให้เกิดรายได้ แต่หากเรามีโอกาสได้เป็นอาสาที่ทำงานในแบบที่เราชอบ เราจะมีความสุขและสนุกที่จะทำเช่นเดียวกับการได้ทำงานตามที่ตนเองชอบ ไม่ว่างานจะยากแค่ไหนเราก็ยังมีความสุขได้ ซึ่งปุ๋มโชคดีที่ได้ลองเป็นอาสาในสิ่งที่ชอบ ดังนั้นวันนี้แม้จะไม่ได้เงินเลย แต่ปุ๋มก็มีความสุข หรือหากบางครั้งมีผู้สนับสนุนเงินให้อาสาบ้าง ปุ๋มก็ดีใจ ไม่ได้ดีใจที่ได้เงินนะ แต่ดีใจที่มีคนเห็นและให้กำลังใจเรา สนับสนุนในสิ่งที่เราทำมากกว่า”

วันนี้แม้เธอยังไม่ใช่คนที่มีเงินมากพอ แต่กับภารกิจอาสาดูแลผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะเธอสามารถทำได้แล้วจึงตอบโจทย์ตัวเองได้แล้วว่าความจริงไม่จำเป็นต้องรอให้รวยมากแล้วค่อยทำงานอาสา แต่เราลงมือทำได้เลยแม้ไม่มีเงินเพราะเธอเป็นอาสาที่ลงแรงไม่ใช่อาสาที่ลงเงิน
“ปุ๋มมองว่าการเป็นผู้ให้คือความสุขอย่างหนึ่ง ผู้ให้อิ่มใจ ผู้รับอิ่มท้อง และการเป็นอาสาไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็จะทำไม่ได้เช่นกันถ้าไม่มีใจ เพราะงานนี้ค่าตอบแทนไม่ใช่ตัวเงิน แต่เป็นเพียงความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งใครก็ตามที่ได้มาสัมผัสงานนี้อย่างใกล้ชิดจะได้รับความรู้สึกบางอย่างกลับไป และความรู้สึกนั้นจะเป็นพลังที่ทำให้เขาคนนั้นมีแรงกายแรงใจที่ดีขึ้น”
เก็บขยะด่านหน้าสู้โควิด
เจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอย หรือ พนักงานเก็บขยะทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ แม้สภาวะวิกฤตไวรัสโควิด-19 ระบาดอย่างหนัก พนักงานเก็บขยะก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่เช่นเดิม เสมือนด่านหน้าอีกหน้าที่ที่พนักงานเก็บขยะออกมาต่อสู้กับไวรัสเพื่อประชาชนทั้งประเทศ ทั้งนี้การทิ้งขยะโดยไม่มีการคัดแยกออกจากกันระหว่างขยะติดเชื้อร่วมกับขยะปกติ อาจทำให้พนักงานเก็บขยะเหล่านี้สุ่มเสี่ยงมีโอกาสต่อการสัมผัสเชื้อไวรัสโควิด-19 มากที่สุด

นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจึงออกมาร่วมรณรงค์กันอย่างจริงจังเพื่อทำการป้องกันให้กับเหล่าพี่ๆ เจ้าหน้าที่พนักงานเก็บขยะทั่วประเทศไทยปลอดภัยจากการสัมผัสขยะติดเชื้อไววัสโควิด-19 ผ่านสื่อโซเชียลและสื่อมวลชนต่างๆ พร้อมให้ทุกฝ่ายตระหนักและให้ความสำคัญอย่างมากกับการคัดแยกขยะก่อนทิ้งลงถังขยะทุกครั้ง

นิชาภา พันทอง นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมธุรกิจยานยนต์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำโครงการsaveพนักงานเก็บขยะว่า อาชีพคนเก็บขยะที่ผ่านมาและภาวะวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ค่อนข้างจะมีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติทั่วไป เพราะคนทั่วไปที่อาจจะติดเชื้อและใช้สิ่งของต่างๆแล้วนำไปทิ้งโดยลืมคิดไปว่าอาจจะเป็นสาเหตุให้พนักงานเก็บขยะไปสัมผัสและได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จึงอยากขอร้องพี่ๆพนักงานเก็บขยะทุกท่าน อย่าลืมสวมถุงมือยางและหน้ากากอนามัยปิดปากจมูกทุกครั้งที่ต้องสัมผัสกับขยะทุกประเภท ซึ่งสามารถป้องกันเชื้อโรคและเชื้อไวรัสต่างๆ ได้ ที่สำคัญอยากให้คนทั่วไปทุกคนที่ต้องทิ้งขยะช่วยกันแยกขยะให้กับพวกพี่พนักงานเก็บขยะทุกครั้ง เพื่อที่จะทำให้ไม่ต้องทำงานซ้ำซ้อนและได้รีบกลับบ้านไปพักผ่อน อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงให้กับพนักงานเก็บขยะในการทำงานเป็นระยะเวลานานๆนอกบ้านอีกด้วย บนโลกโซเชียลทุกช่องทางเรามาร่วมกันติดแฮชแท็ก #saveพนักงานเก็บขยะ ด้วยการแยกทิ้งหน้ากากอนามัยและทิชชูหรือขยะติดเชื้อที่ใช้แล้วให้ถูกสุขลักษณะมัดปากถุงให้มิดชิดก่อนทิ้งลงถังขยะ วินาทีนี้อยากขอร้องให้คนไทยทุกคนช่วยเหลือกันอย่างจริงจังประเทศไทยจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้

“โดยส่วนตัวคิดว่าในภาวะวิกฤตอย่างนี้พนักงานเก็บขยะถือเป็นด่านหน้าที่สำคัญในการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 พนักงานเก็บขยะเป็นอาชีพที่เหมือนกับว่าเป็นคนที่มีความเสียสละอย่างมาก เพราะต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงกับแหล่งรวมมลพิษก่อให้เกิดเชื้อโรคมากมาย สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดก็คือจัดการกับขยะภายในบ้านเรา เริ่มต้นที่จะช่วยกันแยกขยะ เพราะว่าในกระบวนการคัดแยะขยะมีวิธีง่ายๆคือแยกขยะติดเชื้อและไม่ติดเชื้อออกจากกัน ขยะติดเชื้อต้องใส่ถุงพลาสติกใสและเขียนไว้ที่ถุงว่าเป็นขยะติดเชื้อ เพื่อให้พนักงานเก็บขยะมีความปลอดภัยจากการไม่ติดเชื้อในการเก็บขยะและทำงานง่ายมากขึ้น ขอให้ทุกคนทำงานอย่างปลอดภัยดูแลตัวเองรักษาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นทั้งตอนที่เราไม่ได้เป็นคนที่มีเชื้อหรือคนที่ติดเชื้อแล้ว คนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือพยาบาล จะได้ไม่ต้องทำงานหนักข้ามวันข้ามคืนและลดภาระการทำงานให้บุคลากรเหล่านี้”
นี่คือบุคคล 3 อาชีพที่เป็นหนึ่งกลไกสำคัญยกระดับสาธารณสุขของไทยให้แข็งแกร่ง กระทั่งติดอันดับ 6 ระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก!!!














