
บอร์ดการบินไทยตั้งอดีตซีอีโอ ปตท. นั่งกรรมการบริษัท แทน “ไพรินทร์ ชูโชติถาวร’
นายชาญศิลป์ ตรีนุชกรรายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าวันนี้ (4 มิ.ย.) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการและกรรมการอิสระของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยระบุว่าตามที่บริษัทฯได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริษัทฯครั้งพิเศษที่ 12/2563 ในวันที่ 4 มิ.ย. 2563 ซึ่งในการประชุมดังกล่าวคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติแต่งตั้งนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร เป็นกรรมการบริษัทฯ แทนนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร และเป็นกรรรมการอิสระ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไป ดังนั้น กรรมการอิสระของบริษัทฯ ประกอบด้วย
- 1. พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน
- 2. พลอากาศเอก ชาญยุทร ศิริธรรมกุล
- 3. พลอากาศเอก อำนาจ จีระมณีมัย
- 4. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
- 5. นางสาวนิตยา ดิเรกสถาพร
- 6. นายบุญทักษ์ หวังเจริญ
- 7. นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์
- 8. นายวัชรา ตันตริยานนท์
- 9. รศ.ดร.สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต
- 10. นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร
สำหรับนายไพรินทร์ก่อนหน้านี้ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ในการประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2563 เข้ามาดูแลการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ แต่หลังแต่งตั้งได้เพียง 1 วัน นายไพรินทร์ได้ยื่นลาออกเนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะขัดต่อกฎหมายการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ที่กำหนดห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานภายใต้การดูแลภายใน 2 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้นายไพรินทร์เคยดำรงตำแหน่ง รมช.คมนาคมในยุครัฐบาลคสช. ซึ่งกำกับดูแลการบินไทยโดยตรง

‘กสทช.’ ดันไทย ‘ฮับ’ เวิร์กฟอร์มโฮม ดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช. เตรียมเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการทำงานจากที่บ้าน (เวิร์กฟอร์มโฮม ฮับ) โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารด้วยเทคโนโลยี 5G มาพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อจูงใจบุคลาการจากบริษัทไฮเทคข้ามชาติเข้ามาพำนักและทำงานในประเทศไทย ทั้งนี้ การทำงานโดยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเมื่อเกิดการแพร่ระบาดขึ้น ทำให้การเวิร์กฟอร์มโฮมเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่จุดเด่นของประเทศไทยสามารถพัฒนาในลักษณะเวิร์กฟอร์มโฮมในระดับโลก แต่สิ่งที่รัฐบาลจะต้องสนับสนุนคือการให้ความสะดวกในการออกใบอนุญาตทำงาน (เวิร์คเพอร์มิท) ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น, การปรับปรุงกฎระเบียบด้านภาษี เพื่อให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาสามารถอยู่ในระบบจัดเก็บรายได้ของไทยได้ ประกอบกับประเทศไทยมีจุดแข็งที่มีระบบสาธารณสุขที่ดี มีโครงข่าย 5G ประเทศแรกในอาเซียนและเปิดให้บริการแล้ว มีค่าครองชีพต่ำและมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ดังนั้น รัฐบาลควรสร้างแรงจูงใจสนับสนุนให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาเลือกที่จะพำนักอย่างถาวรในประเทศไทย

แบงก์ชาติแจงโควิดทำไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงสุดรอบ 20 ปี บาทแข็งกระทบซ้ำ

นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวถึงตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเป็นผลรวมสุทธิของดุลการค้า ดุลบริการ รายได้ และเงินโอนสุทธิประจำเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาขาดดุล 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 22,000 ล้านบาท หากไม่รวมตัวแปรเรื่องทองคำดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะขาดดุลสูงถึง 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือสูงถึง 97,000 ล้านบาท นับเป็นการขาดดุลสูงที่สุดในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา โดยในระยะถัดไปธปท.คาดว่าราคาน้ำมันที่อาจปรับสูงขึ้นและข้อจำกัดในการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติจากการปิดประเทศจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงต่อเนื่อง ลดลงจากที่เคยเกินดุลถึงประมาณ 3,000 – 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน หรือ 97,000-125,000 ล้านบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนกว่าสถานการณ์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวขณะที่สถานการณ์เงินบาทที่อาจกลับมาแข็งค่าขึ้นและอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจึงเห็นควรให้ติดตามและดูแลสถานการณ์ในตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. ปรับขึ้นครั้งแรกรอบ 15 เดือน แต่วางใจไม่ได้

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 2,248 ตัวอย่างพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนพฤษภาคม 2563 ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน อยู่ที่ระดับ 48.2 จากเดิม 47.2 ในเดือนเมษายน และปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เฟส 1-2 ทำให้มีการกลับมาเริ่มต้นเปิดธุรกิจอีกครั้ง ประชาชนสามารถออกจากบ้านและสามารถเข้าไปในที่ต่างๆ ได้คล่องตัวมากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์จะไม่แย่ลงไปกว่านี้ เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง แต่ยังคงเป็นดัชนีที่อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์หรือต่ำสุดในรอบ 21 ปี 7 เดือน เนื่องจากมีการล็อกดาวน์ธุรกิจเกือบทั้งหมด และไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเลยในเดือนมีนาคม–เมษายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของดัชนีความเชื่อมั่นฯ เป็นการหยุดทรุดตัวลง และพร้อมที่จะมีความเชื่อมั่นดีขึ้นอย่างต่อเนื่องหากสถานการณ์เป็นบวกต่อไป แต่ก็พร้อมจะปรับตัวลดลงอีกครั้งหากสถานการณ์กลายเป็นลบเพิ่มเติม ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นฯที่ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 1 เดือนยังไม่สามารถชี้ได้ว่าความเชื่อมั่นจะกลับมาดีขึ้นได้มากหรือน้อยเท่าใด เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ปัจจัยทางเศรษฐกิจในอนาคต สำหรับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 31.5 มาอยู่ที่ระดับ 32.2 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตระยะ 6 เดือนข้างหน้าปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 54.6 มาอยู่ที่ระดับ 55.7

เงินเฟ้อ พ.ค. ดิ่งสุดรอบ 10 ปี ดันไทยสู่ภาวะ ‘เงินฝืด’ พาณิชย์ยืนยันควบคุมได้

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือนพฤษภาคม 2563 อยู่ที่ระดับ 99.76 ลดลง 3.44% เทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2562 ถือเป็นการติดลบมากสุดในรอบ 10 ปี 10 เดือน นั้บตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2552 ที่ติดลบ 4.4% โดยส่งผลให้ไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืดทางเทคนิค หลังจากติดลบต่อเนื่อง 3 เดือน ซึ่งค่าดัชนีล่าสุดปรับลดลงไปเท่ากับช่วงที่เกิดวิกกฤตซับไพร์ม หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แต่สินค้าที่มีราคาสูงขึ้นมีมากกว่าสินค้าที่มีราคาลดลง จึงไม่สอดคล้องกับหลักวิชาการอย่างครบถ้วนที่หากจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดจริงจะต้องเป็นการลดราคาของสินค้าจำนวนมาก ซึ่งในเดือนพฤษภาคมสินค้าที่ปรับราคาลดลงมากๆ เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน เพราะราคาน้ำมันในเดือนนี้ปรับลดลงกว่า 27% รวมถึงราคาอาหารสด อาทิ ผักสดที่ปรับราคาลดลงสูงหากเทียบกับปี 2562 ที่มีฐานราคาค่อนข้างสูง ทำให้ราคาผักสดปีนี้ลดลงต่ำสุดในรอบ 3 ปี ทำให้ปีนี้ราคาปรับลดลงค่อนข้างมาก โดยยืนยันว่าถึงแม้จะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดในความหมายแคบ แต่ตัวราคาและความเคลื่อนไหวต่างๆ ยังไม่น่ากังวล เพราะปัจจัยที่สะท้อนอยู่ในเงินเฟ้อพื้นฐานยังบวกได้อยู่

เขตการค้าเสรีในเฮยหลงเจียงรับเงินทุนไหลเข้าหลักแสนล้าน

สำนักข่าวซินหัวรายงานหน่วยงานพาณิชย์ของมณฑลเฮยหลงเจียง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีนระบุว่าเขตการค้าเสรี (FTZ) ของมณฑลดึงดูดโครงการใหม่ 94 โครงการ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวม 1.75 แสนล้านหยวน (ราว 7.7 แสนล้านบาท) ตั้งแต่เปิดทำการอย่างเป็นทางการในปี 2019 เขตการค้าเสรีนำร่องเฮยหลงเจียงได้รับการก่อตั้งในเดือนสิงหาคม 2019 แบ่งเป็นเขตย่อย 3 เขต อยู่ในนครฮาร์บิน เมืองเอกของมณฑล เมืองเฮยเหอ และเมืองสุยเฟินเหอ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดนของจีนและรัสเซีย หน่วยงานระบุว่าตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เขตย่อยทั้งสามได้ส่งเสริมบริการออนไลน์เพื่อดึงดูดให้บริษัทต่างๆ มาลงทะเบียน ซึ่งรวมถึงบริษัทจากรัสเซีย อนึ่ง เดือนสิงหาคม 2019 คณะรัฐมนตรีของจีนอนุมัติการก่อตั้งเขตการค้าเสรีนำร่อง 6 แห่งในมณฑลซานตง เจียงซู กว่างซี เหอเป่ย อวิ๋นหนาน (ยูนนาน) และเฮยหลงเจียง ทำให้จีนมีเขตการค้าเสรีนำร่องรวมทั้งหมด 18 แห่ง
Post Views: 1,576