ผ่านแล้ว! ภาษี ‘อี-เซอร์วิส’ เก็บ VAT ‘เฟซบุ๊ก ยูทูป กูเกิล’ คนไทยโดนไหม?

เป็นเรื่องที่หลายคนลุ้นกันมานานว่าจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไหร่ นั่นก็คือการเก็บภาษี ‘อี-เซอร์วิส’ หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แพล็ตฟอร์มจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ยูทูป กูเกิล อเมซอน อโกด้า อูเบอร์ เน็ตฟิกซ์ เป็นต้น

ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีรายได้จากการประกอบกิจการในเมืองไทยปีหนึ่งมหาศาล
ยกตัวอย่างแพล็ตฟอร์มที่มีรายได้จากการโฆษณา ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าไปเช่าพื้นที่โปรโมทซื้อขายสินค้าในรูปแบบต่างๆ แม้แต่สินค้าแบรนด์เนมดังๆ ที่สมัยก่อนจ่ายเงินซื้อโฆษณาผ่านทีวีนาทีละหลายแสน ปัจจุบันก็หันมาทำผ่านแพล็ตฟอร์มออนไลน์แทน เพราะใช้เงินน้อยกว่าหลายเท่าตัว แต่ประสิทธิภาพล้นเหลือ สามารถโฟกัสกลุ่มเป้าหมายได้แบบ 100%
ที่ผ่านมากรมสรรพากรมีความพยายามหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาหลายครั้ง แต่ยังติดขัดเงื่อนไขทางกฎหมาย เนื่องจากแฟล็ตฟอร์เหล่านี้มีสำนักงานอยู่ในต่างประเทศ และที่มาของรายได้ก็ยังตีความได้ให้ชัดเจนไม่ได้ ถึงแม้ธุรกรรมการซื้อขายจะเกิดขึ้นในเมืองไทย แต่ระบบอินเตอร์เน็ตเป็นธุรกรรมข้ามชาติ เป็นเครือข่ายที่กระจายอยู่ทั่วโลก ไม่เฉพาะเจาะจงแค่ในเมืองไทย จึงไม่ง่ายที่กรมสรรพากรจะดำเนินการเก็บภาษีกับผู้ประกอบการต่างๆ
กระนั้นก็ตาม ปัจจุบันกว่า 50 ประเทศ ก็สามารถดำเนินการให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างประเทศมาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการภายในประเทศแล้ว แม้กระทั่งอินเดียก็ทำเรื่องนี้ได้แล้ว
นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลหันมาพิจารณาเรื่องนี้แบบจริงจัง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ล่าสุด นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลรัษฎากรฯ จัดเก็บภาษี “อี-เซอร์วิส” หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างประเทศที่ไม่มีบริษัทลูกในประเทศไทยตามที่กระทรวงการคลังเสนอเข้ามา ซึ่งเป็นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากดิจิทัลแพลตฟอร์มจากต่างประเทศที่ให้บริการในประเทศไทย

สาระสำคัญคือกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ซึ่งมีรายได้จากการให้บริการดังกล่าวเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและให้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายโดยไม่ให้หักภาษีซื้อ

กระทรวงการคลังคาดว่าจะสร้างรายได้ให้รัฐปีแรกที่เริ่มเก็บภาษีประมาณ 3,000 ล้านบาท           
และคาดว่ารายได้จะเติบโตแบบก้าวกระโดด เนื่องจากโลกหลังโควิด-19 ธุรกรรมออนไลน์จะเติบโตอีกหลายเท่าตัว
ซึ่งภาษีอี-เซอร์วิสจะครอบคลุมแพล็ตฟอร์มต่างประเทศทั้งหมด อาทิ เน็ตฟิก เฟซบุ๊ก ยูทูป กูเกิล อเมซอน อีเพย์ อโกด้า อูเบอร์ ฯลฯ
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพาก
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบ ส่งร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ (e-Service) เสนอสภาผู้แทนราษฎรว่า กฎหมายดังกล่าวทำให้กรมฯสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ หรือแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ แม้จะไม่ได้มาจดทะเบียนในไทย
โดยการเก็บภาษีนั้นไม่ใช่เก็บจากตัวสินเค้า แต่เป็นการเก็บจากค่าบริการและค่าโฆษณาผ่านแพล็ดฟอร์มนั้นๆ

เท่ากับว่าผู้ประกอบการต่างชาติที่มาให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ในไทย ถ้ามีรายรับเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่นเดียวกับผู้ให้บริการในประเทศไทย
น่าสนใจที่การหารือเบื้องต้นกับแพลตฟอร์มต่างๆ พร้อมให้ความร่วมมือและดำเนินการตามกฎหมายไทย แม้ไม่ได้มาจดทะเบียนในไทยก็ตาม
โดยกระบวนการหลังจากครม.มีมติแล้วจะส่งเข้าที่ประชุมสภาฯตามขั้นตอนต่อไป
อย่างไรก็ตาม การออกกฎหมายอี-เซอร์วิสฉบับนี้ไม่เป็นภาระกับผู้ใช้บริการชาวไทย รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปใช้บริการในแพล็ตฟอร์มเหล่านั้น
เนื่องจากที่ผ่านมาพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี
มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว!!!