วิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นให้บทเรียนราคาแพงแก่มนุษยชาติ และในสถานการณ์ที่ประชากรแต่ละประเทศเผชิญความรุนแรงของโรคระบาดไม่เท่ากัน ทั้งยังอยู่ภายใต้มาตรการรัฐและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ช่วงเวลาที่เริ่มผ่อนคลายมาตรการลงนี้ จึงอยากชวนผู้อ่านมาทำความเข้าใจผลกระทบจากโรคโควิด-19 ระบาดในแง่มุมต่างๆ ทั้งเพื่อเตรียมการรองรับ-ปรับตัว เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนมนุษย์ และตระหนักถึงการใส่ใจดูแลสุขภาพกาย-ใจของตนเอง ครอบครัว และสังคมที่อยู่แวดล้อม
สำรวจ ‘ภาวะความเป็นอยู่’ ของประชากรกว่าหมื่นคนใน 8 ประเทศ
มี รายงานการศึกษาผลกระทบทั่วโลกจากโรคโควิด-19 (The Cigna COVID-19 Global Impact Study) ที่อินเตอร์เนชันแนล มาร์เกตส์ ในเครือบริษัทซิกน่า (Cigna) จัดทำขึ้นในระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่โรคโควิด-19 กำลังแพร่ระบาด และต่อมาได้ร่วมกับบริษัท กันตาร์ (Kantar) เผยแพร่ข้อมูลที่น่าสนใจแก่สาธารณะ

ในด้านผู้ตอบแบบสำรวจในรายงานชิ้นนี้ ตอบผ่านการสัมภาษณ์ทางออนไลน์ โดยมีทั้งผู้ตอบที่อยู่ในจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ สเปน ไทย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา รวมจำนวนทั้งสิ้น 10,204 คน (ล้วนเป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกจากฐานสมาชิกผู้ตอบแบบสำรวจออนไลน์ และมีการควบคุมคุณภาพอย่างเคร่งครัด ขณะที่อายุ วัย และโควต้าของเมืองนั้น กำหนดโดยใช้สัดส่วนประชากรของตลาดที่เกี่ยวข้อง
รายงานการศึกษาผลกระทบทั่วโลกจากโรคโควิด-19 เป็นส่วนหนึ่งของ รายงานสำรวจภาวะความเป็นอยู่แบบรอบด้าน (360 Well-Being Survey) ของซิกน่า ที่มีการติดตามการรับรู้เกี่ยวกับสุขภาพและความเป็นอยู่ รวมถึงดัชนีที่ครอบคลุมความเป็นอยู่ทางกายภาพ ครอบครัว สังคม การเงิน และการทำงาน เป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี 2557
1
ดัชนีความเป็นอยู่
ด้านการเงินและสังคม
กำลังลดต่ำลง
ภาวะความเป็นอยู่ตามการรับรู้จากการสำรวจในรายงานฉบับนี้ พบว่ามีการปรับตัวได้อย่างน่าประหลาดใจ โดยในภาพรวมดัชนีความเป็นอยู่ทั่วโลกระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ยังทรงตัวอยู่ที่ 62.5 จุด แม้จะเกิดการแพร่ระบาดของโรคและมีการประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์แล้วก็ตาม
มองในภาพรวมอาจไม่น่าหวั่น แต่หากดู ดัชนีความเป็นอยู่ด้านการเงินและสังคมจะพบว่า กลับลดต่ำลง โดยดัชนีด้านการเงินลดลง 1 จุด คือจาก 55.8 สู่ 54.8 และด้านสังคมลดลง 0.8 จุด คือจาก 63.2 มาอยู่ที่ 62.4 ขณะที่ ดัชนีด้านการทำงานและครอบครัวยังคงที่ โดยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในบางส่วนที่สำคัญ และมีดัชนีความเป็นอยู่ทางสังคมที่มีนัยสำคัญในบางประเทศ ดังนี้
สหราชอาณาจักร : ดัชนีความเป็นอยู่ทางสังคมหดตัวลงมากสุดถึง 4.1 จุด ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของจำนวนผู้ที่รู้สึกว่า…
- มีเวลาเพียงพอที่ได้พบปะกับเพื่อน ลดลงจาก 31% เหลือ 17%
- มีเวลาเพียงพอให้กับตัวเอง ลดลงจาก 43% เหลือ 34%
- เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนโดยรวมที่นอกเหนือไปจากครอบครัว ลดลงจาก 25% เหลือเพียง 15%
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) : ดัชนีความเป็นอยู่ด้านสังคมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในหลายๆ ด้าน แม้ต้องอยู่ภายใต้การประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ โดยที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ จำนวนผู้ที่รู้สึกว่า…
- มีเวลาเพียงพอให้กับตัวเอง เพิ่มขึ้นจาก 40% มาเป็น 50%
- เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เพิ่มขึ้นจาก 34% เป็น 46%
2f
ดัชนีความเป็นอยู่
ด้านการทำงานและครอบครัว
อยู่ในระดับทรงตัว
ดัชนีความเป็นอยู่ด้านการทำงานเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย คือจาก 68.7 มาเป็น 69 โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากคะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของจำนวนผู้ที่รู้สึกในแง่บวกว่า
- ได้รับการเรียนรู้และฝึกอบรมเพื่อการพัฒนา เพิ่มจาก 54% เป็น 58%
- ความสมดุลในด้านชีวิตการทำงานที่ดี เพิ่มจาก 63% มาเป็น 64%
ฝั่งดัชนีความเป็นอยู่ ‘ด้านครอบครัว’ อยู่ในภาวะทรงตัวเช่นเดียวกัน โดยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 66.3 มาเป็น 66.9 ทั้งนี้ สิงคโปร์และยูเออีเป็นประเทศที่มีดัชนีความเป็นอยู่ด้านครอบครัวเพิ่มขึ้นในระดับสูง คือเพิ่ม 2.6 และ 2.9 จุดตามลำดับ
ผู้ตอบแบบสำรวจจากทั่วโลกยังมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องของความสามารถที่จะปกป้องความเป็นอยู่ของคู่สมรส โดยเพิ่มจาก 44% เป็น 47% และของบุตร เพิ่มจาก 48% เป็น 51% รวมถึงมีความรู้สึกว่าได้ใช้เวลามากเพียงพอกับครอบครัว เพิ่มจาก 43% เป็น 45%
เจสัน แซดเลอร์ ประธานซิกน่า อินเตอร์เนชันแนล มาร์เกตส์ กล่าวว่า “แม้จะมีความกังวลด้านการเงินเพิ่มสูงขึ้น ดังที่เห็นได้จากการพูดคุยกับลูกค้าและคู่ค้าของเรา แต่ก็น่าพอใจที่ได้เห็นว่า คะแนนสภาวะโดยรวมของเรายังคงทรงตัว ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวรับสถานการณ์ของผู้คนที่เราได้เห็นมา ในขณะกำลังพยายามมุ่งความสนใจไปที่มุมมองแง่บวกจากสถานการณ์ปัจจุบัน”
3f
การทำงานจากที่บ้าน
เพิ่มความพึงพอใจในงาน
และการสื่อสารกับทีม
แม้ต้องใช้เวลาทำงานยาวนานขึ้น แต่ผู้คนก็ยังมองว่า การทำงานจากที่บ้านทำให้ชีวิตการทำงานของพวกเขาดีขึ้น โดยผู้ตอบแบบสำรวจถึง 76% ระบุว่า วันทำงานของพวกเขามีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทยมากถึง 90%, ในสเปน 80% และในยูเออี 79% ต่างก็ยอมรับในเรื่องดังกล่าว ซึ่งบ่งชี้ได้ว่ากิจวัตรการทำงานอาจเปลี่ยนไปถาวรเมื่อมาตรการล็อกดาวน์สิ้นสุดลง

ผู้ตอบแบบสำรวจที่ทำงานจากที่บ้านยังรู้สึกด้วยว่า พวกเขามีความใกล้ชิดกับเพื่อนร่วมงานมากขึ้นในขณะที่เกิดวิกฤตการณ์ครั้งนี้ โดย 64% เห็นด้วยว่า การทำงานจากที่บ้านและการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อสื่อสารนั้นช่วยปรับปรุงการเชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงานได้ เมื่อเทียบกับ 9% ที่ระบุว่า ไม่ได้ทำให้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ระดับความพึงพอใจสูงสุดของการทำงานจากที่บ้านอยู่ในตลาดเอเชีย ซึ่งตามปกติมักพบว่า ชาวเอเชียมีการทำงานที่ยืดหยุ่นน้อยกว่าเมื่อเทียบกับยุโรปและอเมริกาเหนือ
ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจ 79% ในยูเออี 73% ในจีน 68% ในไทย และ 65% ในสิงคโปร์ ระบุว่า พวกเขาสามารถสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานได้ดีขึ้นในช่วงวิกฤตนี้
“ผลการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนเสริมสำคัญที่มาเพิ่มความเข้าใจของเราเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่อผู้คน การจัดการกับวิกฤตเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากๆ และหลายคนก็ต้องเผชิญกับความวิตกกังวล ความสับสนในระดับสูง หรืออาจมีความรู้สึกหวาดกลัว โดยผลการวิจัยเบื้องต้นเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นว่า การรับมือในช่วงเวลาวิกฤตเป็นเรื่องซับซ้อน ผู้คนจะเริ่มปรับตัวอย่างช้าๆ และเมื่อการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์เริ่มผ่อนคลายลง เราก็อาจได้เห็นระดับความวิตกกังวลพุ่งสูงขึ้น เพราะผู้คนจะมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องของการกลับไปทำงาน หรือบุตรหลานจะกลับไปเรียนอย่างไร” ดร.พุยฮัน จอยซ์ เชา นักจิตวิทยาคลินิกจาก Dimensions Center แสดงความเห็น
4f
ความเหงาของคนเราลดลง
ขณะที่ชั่วโมงทำงานเพิ่มขึ้น
รายงานผลการศึกษาเรื่องผลกระทบฉบับแรกนี้ พบว่า ผู้คนมีภาวะความเหงาลดต่ำลง โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 8% ที่ระบุว่า พวกเขารู้สึกห่างไกลจากคนอื่นในเดือนเมษายน เมื่อเทียบกับ 11% ในเดือนมกราคม
และเมื่อถามว่า พวกเขารู้สึกใกล้ชิดกับผู้อื่นมากขึ้นหรือไม่ 73% ตอบว่าใช่ ในเดือนเมษายน เมื่อเทียบกับ 69% ในเดือนมกราคม แม้หลายประเทศจะมีการประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์แบบเบ็ดเสร็จ
ตัวอย่างระดับความใกล้ชิดในบางประเทศ
- ยูเออี เพิ่มขึ้นจาก 71% เป็น 80%
- สหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้นจาก 70% เป็น 79%
- สเปน เพิ่มขึ้นจาก 81% เป็น 91%
ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 79% ระบุว่า พวกเขาต้องเผชิญกับการทำงาน “ตลอดเวลา” และสิ่งนี้เพิ่มขึ้นในเกือบทุกประเทศ โดยเพิ่มขึ้น 7% ในสหราชอาณาจักร (74%) และ 6% ในสิงคโปร์ (78%) กับฮ่องกง (72%)
นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจยังรู้สึกด้วยว่า วันทำงานของพวกเขามีเวลายาวนานขึ้น โดยผู้ตอบแบบสำรวจถึง 59% ระบุว่า พวกเขาทำงานนานขึ้น โดยมี 75% ในไทย 65% ในยูเออี และ 64% ในจีน ซึ่งเมื่อเทียบกับผู้ตอบแบบสำรวจที่คิดว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น มีอยู่เพียง 18%
ดร.ดอว์น ซู ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจด้านสุขภาพของซิกน่า อินเตอร์เนชันแนล มาร์เกตส์ กล่าวว่า “คะแนนด้านภาวะความเหงาที่ลดลงนั้นเป็นเรื่องคาดไม่ถึง แต่ก็แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ด้านบวกจากเทคโนโลยีดิจิทัล นอกจากนี้ เรายังพบอีกว่า ทัศนคติต่อการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยผู้คนรู้สึกว่า การทำงานจากที่บ้านให้ผลด้านบวกหลายข้อ โดยเฉพาะในแง่ของการทำให้ความรับผิดชอบต่อครอบครัวและต่องานมีความสมดุล แม้จะมีชั่วโมงทำงานที่ยาวนานขึ้นก็ตาม”
5f
เห็นได้ชัดว่า
Virtual Health
เป็นที่ต้องการมากขึ้น
ความต้องการในเรื่องของบริการด้านสุขภาพเสมือนจริง (Virtual Health) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผู้ตอบแบบสำรวจถึง 60% ระบุว่า พวกเขาสนใจใช้บริการดังกล่าว ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 73% ในยูเออี 72% ในจีน และ 67% ในไทย

สำหรับการใช้บริการด้านสุขภาพเสมือนจริงที่นิยมมากที่สุดคือ การนัดหมายเพื่อพบแพทย์ โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 52% ระบุว่า พวกเขาจะใช้อี-เฮลธ์สำหรับการนัดหมายในอนาคต และความต้องการในส่วนนี้ก็เพิ่มขึ้นเป็น 65% ในสเปน และอีก 39% ระบุว่า พวกเขาจะเลือกใช้บริการสุขภาพเสมือนจริงเพื่อการดูแลสุขภาพจิตในอนาคต ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 53% ในไทย และ 51% ในจีน
“ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา จำนวนการนัดหมายผ่านบริการสุขภาพเสมือนจริงที่ลูกค้าของเราเข้ามาใช้นั้นเพิ่มขึ้น 6 เท่า จาก 233 รายในเดือนมกราคม มาเป็น 1,438 รายในเดือนเมษายน และเราก็เชื่อว่า นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบถาวร เราจึงลงทุนในโซลูชันด้านสุขภาพแบบครบวงจรตัวใหม่ ซึ่งจะช่วยดูแลจัดการสุขภาพทั้งกายและใจให้แก่ผู้คน และให้การรักษาในเวลาและสถานที่ที่ต้องการได้” ดร.ดอว์น ซู กล่าวปิดท้าย
ที่มา :
โรคระบาดครั้งใหญ่เปลี่ยนการใช้ชีวิต และนี่คือแนวทางฝ่าวิกฤตที่คุณควรรู้
The Great Reset : มหาวิกฤตเศรษฐกิจแห่งการล็อคดาวน์ อาจนำมาซึ่ง ‘การเริ่มต้นใหม่ครั้งยิ่งใหญ่’












