ประกันภัยวงจรเกษตร แนวหนุนสำคัญ ดันไทยสู่ครัวโลก

ตอนที่ผมยังเป็น “เด็กฝึกงาน” และทำงานเป็น “มนุษย์เงินเดือน” เกือบ 30 ปีก่อน ผมเคยอยู่ใน “วงการประกันภัย”

ตอนนั้น เนื่องจากต้องรับหน้าที่เขียนโปรแกรม จึงทำให้จำได้แม่นว่า การประกันภัย นั้น มีอยู่ 4 ประเภท คือ อัคคีภัย รถยนต์ การขนส่งทางทะเล และประกันภัยเบ็ดเตล็ด
โดยประกันประเภทเบ็ดเตล็ด ถือเป็นการเปิดช่องไว้สำหรับการประกันอื่นๆ ที่ไม่เข้าพวกการประกัน 3 ประเภทแรก ดังที่ได้กล่าวไป
คือ อัคคีภัย รถยนต์ และการขนส่งทางทะเล
การประกันภัยเบ็ดเตล็ด มีตั้งแต่ประกันกีฬากอล์ฟ กรณี Hole-in-One ประกันอวัยวะ เช่น แข้งนักฟุตบอล หรือนิ้วนักสนุ้กเก้อร์
แต่ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ การประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล หรือ PA ที่ย่อมาจาก Personnel Accident
มาในตอนหลัง เข้าใจว่ามีการขยายกรมธรรม์ประกันภัยเบ็ดเตล็ดออกไปอีกหลายชนิด และผมก็ไม่ได้ติดตามรายละเอียดอีก เพราะออกจากวงการมาอย่างถาวร
ตัดฉากมาในยุคปัจจุบัน วันก่อนได้ฟังวิทยุ มีรายงานข่าวการประกันภัยโคนม และพืชผลการเกษตรอื่นๆ ที่ไม่ใช่ “การประกันราคา” แต่เป็น “การประกันภัย” ที่ทำให้หลายคนอาจสับสน

การประกันภัยพืชผลการเกษตร ถือเป็นมิติใหม่พอสมควร โดยเฉพาะในยุคนโยบายการผลักดันให้ “ไทยเป็นครัวโลก”

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ส่งผลให้ภัยธรรมชาติทวีความรุนแรง และเกิดบ่อยครั้งขึ้น อาทิ พายุ น้ำท่วม น้ำแล้ง แผ่นดินไหว ฯลฯ

ก่อให้เกิดความเสียหาย และเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากบ้านเรามีอาชีพเกษตรกรรม และกำลังปั้น “ครัวไทยให้เป็นครัวโลก”

ถือเป็นการพัฒนาระบบประกันภัยให้รองรับความเสี่ยงภัยของเกษตรกรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สนับสนุน และส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถบริหารความเสี่ยงภัยจากภัยธรรมชาติ

โดยให้บริษัทประกันภัยเข้ามาเป็นช่วยแบกรับภาระความเสี่ยง และบริหารความเสี่ยงแทนภาครัฐ ทั้งการรับประกันภัย และการรับประกันภัยต่อ
รองรับนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการจัดการงบประมาณในการชดเชยเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ
โดยให้วงการประกันภัยร่วมเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการเกษตร ที่สำคัญก็คือ สอดคล้องกับแผนการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ส่งเสริมให้ธุรกิจประกันภัยขยายตัว และเติบโต
การประกันภัยจึงมีความสำคัญ ทำให้สามารถวางแผนการใช้จ่ายการชดเชยเยียวยาเกษตรกร และสามารถนำเงินที่ได้รับจากการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปดำเนินการเพาะปลูกใหม่ รวมถึงเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้อีกด้วย

การประกันภัยทางด้านเกษตรกรรมทั้งด้านพืชผล ปศุสัตว์ และประมง เช่น การประกันภัยข้าวนาปี การประกันภัยลำไย การประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การประกันภัยทุเรียนภูเขาไฟ การประกันภัยโคนม การประกันภัยเพื่อกลุ่มชาวประมงเรือพื้นบ้าน เป็นต้น
เพราะการประกันภัยพืชผลทางการเกษตรที่ผ่านมา เช่น การประกันภัยข้าวนาปี เมื่อมีความเสียหายต้องมีการประกาศภัยพิบัติของจังหวัด จึงจะเข้าหลักเกณฑ์ในการจ่ายสินไหมทดแทน

หากมีกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นแต่ทางจังหวัดไม่ประกาศภัยพิบัติ เนื่องจากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในการประกาศภัยพิบัติ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ จึงต้องมีการพิจารณาสินไหมทดแทนที่แตกต่างกัน ทำให้เกษตรกรได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนไม่เท่าเทียมกัน

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายเข้าไปอุดช่องว่างให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาการประกันภัยทางด้านเกษตรกรรมให้ยั่งยืน อันเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประกันภัยวงจรเกษตรกรรม มีความสอดคล้องกับนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
ผมคิดว่า นี่เป็น “นวัตกรรม” ที่ดีของ “แวดวงประกันภัย” ที่สอดรับกับยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงครับ
จึงถือได้ว่า ประกันภัยวงจรเกษตร แนวหนุนสำคัญ ดันไทยสู่ครัวโลก ในยุค Thailand 4.0 ได้เป็นอย่างดีนั่นเองครับ