การเผชิญกับวิกฤตการณ์โควิด-19 ในโลกวันนี้ “การพึ่งตัวเอง” เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะโคโรน่าไวรัสตัวการของวิกฤตโควิด-19 นั้นเป็นโรคอุบัติใหม่ เสมือนผู้แปลกหน้ามาที่โผล่มาเยือนในยามรัตติกาล ซึ่งโลกไม่รู้จักคุ้นเคยมาก่อนว่าจะจัดการกับมันเช่นไร!
แม้องค์การอนามัยโลก (WHO) องค์กรโลกบาลที่ทรงอิทธิพลต่อการสาธารณสุขของโลก เป็นศูนย์รวมวิทยาการความรู้ อำนาจ และเครือข่ายที่ทรงพลังด้านการสาธารณสุขที่สุด ยังขาดความรู้ในการจัดการกับโรคระบาดนี้! จนเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งจะประกาศว่า “การสวมหน้ากากอนามัย เป็นการป้องกันและช่วยลดการติดเชื้อโควิด-19 ได้” ซึ่งประกาศนี้มีขึ้นเมื่อมีผู้ติดเชื้อไปกว่า 7 ล้านคน และเสียชีวิตกว่า 4 แสนคนแล้ว!
ความด้อยประสิทธิภาพของ WHO ครั้งนี้เป็นบทเรียนที่ชี้ว่า เราต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก จะรอพึ่งใครไม่ได้แล้ว! ความอยู่รอดจะเกิดจากศักยภาพในการจัดการตัวเองที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายสังคม เศรษฐกิจ และความรู้ยุคใหม่ในโลกดิจิทัล และการจัดการสัมพันธภาพในด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจกับทุกมุมโลกได้ถูกที่-ถูกเวลา อย่างเป็นตัวของตัวเอง!
ขณะเดียวกัน การเผชิญวิกฤตโควิดครั้งนี้ ประเทศไทยได้รับการยกย่องให้เป็นประเทศที่มีศักยภาพในการจัดการวิกฤตระดับต้นๆ ของโลก มีการจัดการสุขภาพและการสาธารณสุขที่ดี ส่วนเยอรมนีเป็นประเทศที่จัดการเศรษฐกิจคู่กับการแพทย์ที่โดดเด่น แม้จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อนับแสนรายแต่อัตราการเสียชีวิตต่ำมาก และที่โดดเด่นคือ การจัดการด้านเศรษฐกิจเป็นเลิศตามแบบฉบับเยอรมนี
เยอรมนีทุ่มเงินร้อยละ 60 ของจีดีพี สนับสนุนประชาชนในทุกกลุ่ม-ทุกกิจการให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤตนี้ มีการยกเว้นค่าเช่าบ้าน-ชะลอเวลาการจ่ายค่าเช่าบ้าน เพื่อไม่ให้เกิดสภาพคนไร้บ้าน ผ่อนผันการจ่ายภาษี ให้เงินอุดหนุนกับกิจการในประเทศ การช่วยเหลือผู้ประกอบการรายใหญ่-ช่วยจ่ายเงินเดือนให้สูงถึงร้อยละ 70 และสนับสนุนฐานะทางการเงินของธุรกิจขนาดใหญ่ตามความต้องการ
ประเด็นสำคัญคือ มาตรที่กล่าวถึงนี้จัดการได้ทันทีในสองสัปดาห์ เพราะเข้าใจดีว่าความช่วยเหลือที่ช้าเกิน จะทำลายชีวิตและทำลายธุรกิจ เยอรมนีจึงเป็นประเทศที่จัดการเศรษฐกิจได้เยี่ยมสุดในการเผชิญวิกฤตครั้งนี้!

สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทยหลายกลุ่ม วันนี้ก็กำลังเผชิญกับวิกฤตอย่างสาหัสเช่นกัน!
กลุ่มที่สัมผัสจับต้องได้ชัดที่สุดคือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ และ อุตสาหกรรมการบิน ส่วนที่หมิ่นเหม่ในกาลเวลาอยู่คือ กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นในช่วงกว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ในแต่ละปีสร้างมูลค่าให้ประเทศนับล้านล้านบาท
สำหรับมาตรการช่วยเหลือที่ดำเนินอยู่ นอกจากรัฐบาลจะช่วยคนหลายกลุ่มโดยตรงแล้ว การช่วยหัวจักรเศรษฐกิจที่ถูกที่ถูกเวลาให้กลุ่มผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างมีคุณภาพ ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนทีเดียว

สำหรับการดำเนินงานของ EEC ส่วนที่เป็นหน้างานโดย คณะทำงานด้านการพัฒนาบุคลากรและการศึกษา (EEC HDC) เห็นถึงความสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเพื่อความอยู่รอด และเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสเพื่อหยุดความสูญเสียในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของประเทศ จึงร่วมมือกับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว วางแนวทางการปรับตัวใหม่ท่ามกลางวิกฤตนี้
กรณีอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่เผชิญกับการลดลงของภาคการผลิตในโรงงานผลิตรถยนต์กลุ่มหลัก ซึ่งมีการผลิตเพียงร้อยละ 25 จากที่เคยทำได้! ส่งผลให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในห่วงโซ่ช่วงที่ 2 และ 3 ราว 500 โรงงาน จำต้องปลดคนงานออกร้อยละ 70 ของที่มีอยู่ หรือราว 9 แสน – 1 ล้านคน! ดังนั้น ถ้าไม่มีมาตรการอะไรรองรับและยังมีสภาพแบบวันนี้. ยิ่งยืดเยื้อไปนานมากเท่าไหร่ โอกาสที่อุตสาหกรรมกลุ่มนี้จะปิดตัวล้มไปก็มากเท่านั้น! หมายถึงว่ารายได้และการสร้างงานกลุ่มนี้ที่มีมูลค่ากว่าปีละห้าแสนล้านกับการจ้างงานเกือบล้านคนจะต้องปิดตัวลง!
ทาง EEC จึงเข้าร่วมแก้ปัญหาโดยเสนอรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณกรณีพิเศษ ให้ใช้ช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาต้องลดการผลิตนี้ หันมายกระดับฝึกอบรมพนักงานจำนวนร้อยละ 60 ของกลุ่มโรงงานทั้งหมดราว 3 แสนคน ให้มีทักษะสู่การผลิตในแพลตฟอร์ม 4.0 เพื่อจะได้ไม่ต้องปลดคนงานมากมายอย่างที่หลายฝ่ายกำลังจะทำ

ขณะเดียวกัน ก็ช่วยยกระดับทักษะไปในตัว เมื่อผู้ประกอบการข้ามพ้นช่วงเวลาวิกฤตนี้ไปได้ ก็จะสามารถยกระดับการผลิตให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนไป ซึ่งปฏิบัติการพัฒนาบุคคากรครั้งนี้จะมีการพิจารณายืดเวลาในการชำระภาษีและมาตรการอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย และมีการสร้างขอเสนอเพื่อปรับแพลตฟอร์มยกระดับการผลิตที่ต้องการมาตรการเสริมด้านการเงินและการลงทุนควบคู่ไปด้วย กรณีนี้จะช่วยให้อยู่รอดและยกระดับศักยภาพการผลิตไปในขณะเดียวกัน
เป็นปฏิบัติการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสเพื่อรักษาฐานการผลิต การมีงานทำ และการยกระดับสู่อนาคตอย่างมีนัยสำคัญ
หากไม่มีมาตรการช่วยปรับสร้าง-ยกระดับศักยภาพการประกอบการในช่วงนี้ จะส่งผลให้เกิดการว่างงานหลายล้านอัตราในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นแน่! ซึ่งจะตามมาด้วยการปิดกิจการของผู้ประกอบการจำนวนมาก และหากวงจรนี้เกิดขึ้น รัฐจะสูญเสียรายได้จากภาษีมหาศาล และต้องใช้งบประมาณกอบกู้ชนิดที่มองไม่เห็นแสงสว่างตรงปลายอุโมงค์! การฟื้นฟูโดยรวมก็จะทำได้ลำบากยิ่ง
อย่าลืมว่าวิกฤตโควิด-19 ต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เคยเกิดขึ้นแบบที่ผ่านๆ มา เพราะไม่ได้มีมูลเหตุมาจากเนื้อในของเศรษฐกิจหรือการบริหารจัดการ แต่เกิดจากการระบาดของโรคอุบัติใหม่ที่หยุดความเคลื่อนไหวของโลกและผู้คนจนเกิดสภาวะที่กัดกินเศรษฐกิจไปเรื่อยๆ
และถ้าใช้เงินแก้ปัญหาแบบผิดฝาผิดตัว ผิดที่-ผิดเวลา จะเจอปัญหาที่ลุกลามใหญ่โตจนยากจะแก้ไข!
แน่นอนว่าการพัฒนาคนนั้นเป็นหัวในสำคัญอย่างยิ่งของการยกระดับการพัฒนาประเทศ วันนี้งานพัฒนาบุคลากรในแบบ EEC Model ยังเดินหน้าอยู่ ทั้งแบบ type A และ type B คือทั้งที่เป็นการฝึกงานแบบเต็มหลักสูตรและแบบการฝึกอบรมระยะสั้น ซึ่งมาตรการพิเศษที่ร่วมกันช่วยภาคอุตสาหกรรมในครั้งนี้จะเป็นอีกงานหนึ่งที่มีความหมายสำคัญ ทั้งในด้านการหยุดความสูญเสีย พัฒนาระบบการผลิต ปรับยกระดับการพัฒนาบุคลากร ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนทิศให้ภาคการผลิตที่เจอปัญหาอยู่ในขณะนี้ก้าวพ้นจากวิกฤตไปสู่โอกาสใหม่

เรื่อง : Apichartology













