หากดูสถิติจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดือนมีนาคม 2563 เทียบกับเดือนเดียวกันในปี 2562 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทยลดลงกว่าร้อยละ 76 ทำให้เราสูญเสียรายได้ประมาณกว่า 137,000 ล้านบาท นำมาสู่แผนฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจไทยหลังสถานการณ์โควิด-19 ในรูปแบบต่างๆ โดยหนึ่งในแผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวคือ นำจุดเด่นทางวัฒนธรรมไปเผยแพร่ให้โลกรู้
‘มูลค่าทางวัฒนธรรม’ ที่เราต้องโปรโมทและพึ่งพาตัวเอง
ประเทศไทยมีมรดกทางวัฒนธรรมหลากหลาย และมีหลายจังหวัดที่ได้เป็น เมืองสร้างสรรค์ (Creative City) ตามข้อกำหนดขององค์การยูเนสโก อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร สุโขทัย ดังที่ SALIKA เคยนำเสนอไปแล้วในบทความ ‘ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ์’ กับภารกิจผลักดัน ‘เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ยูเนสโก’ ทั่วไทย สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว-วัฒนธรรมอย่างยั่งยืน โดยมุ่งปั้นให้ สุพรรณบุรี เป็นเมืองดนตรีเช่นเดียวกัน
เมืองสร้างสรรค์ คือ เมืองที่มีกิจกรรมทางวัฒนธรรมหลากหลายและมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเมืองนั้นๆ มีรากฐานจากความมั่นคงทางสังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนมีการรวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่นของคนที่ทำงานสร้างสรรค์ โดยปัจจุบันสมาชิก “เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์” ขององค์การยูเนสโกแล้วทั้งสิ้น 180 เมือง จาก 72 ประเทศทั่วโลก
นครปฐม เป็นจังหวัดล่าสุดที่ดำเนินการฟื้นฟูและพัฒนาให้เป็น เมืองสร้างสรรค์ โดย วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันดนตรีชั้นนำแห่งหนึ่งของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ร่วมกับ จังหวัดนครปฐม ผลักดันให้จังหวัดได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “เมืองดนตรี” (City of music) ซึ่งเป็น 1 ใน 7 สาขา “เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์“
อาจารย์ ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความตั้งใจของสถาบันและทางจังหวัดว่า
“นครปฐม มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านดนตรี ซึ่งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งอยู่ใน จ.นครปฐม เป็นสถานศึกษาดนตรีชั้นสูงที่มีหอประชุมมหิดลสิทธาคาร เป็นหอแสดงดนตรีที่ดีที่สุดในประเทศไทย ด้วยระบบเสียงที่สมบูรณ์แบบและทันสมัยที่สุด จึงพร้อมที่จะร่วมจัดทำแผนบูรณาการผลักดันให้จังหวัดนครปฐมเป็น “เครือข่ายสร้างสรรค์ด้านดนตรี”

“หาก ‘City of music’ ได้ปักหมุดอยู่ที่ประเทศไทย ต่อไป ‘ดนตรีไทย’ จะเป็น ‘ดนตรีโลก’ ที่ได้รับการยอมรับและรับรองโดยองค์กรระดับนานาชาติ สร้างองค์ความรู้สำหรับใครก็ตามบนโลกใบนี้ที่สนใจสามารถมาเรียนได้ที่ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผ่านวิชา ‘Ethnomusicology’ ทางออนไลน์ และที่มหาวิทยาลัย ซึ่งการได้รับการรับรองเป็น ‘City of Music’ จะเป็นบันไดให้เราก้าวสู่ระดับนานาชาติได้อย่างเต็มภาคภูมิ”
อาจารย์ ดร.ณรงค์อธิบายต่อว่า หากนครปฐมได้รับการคัดเลือกในระดับประเทศ จะเสนอต่อองค์การยูเนสโกให้เป็น “เมืองดนตรี” (City of music) ภายในปีหน้า ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้แก่ประเทศจากการเป็น ศูนย์กลางดนตรีอุษาคเนย์ อีกด้วย
‘เมืองดนตรี’ มีมากแค่ไหนในแผนที่โลก
ก่อนจะพานครปฐมไปเป็น City of Music เรามาดูกันว่า เมืองดนตรี (Cities of Music) ที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโก มีที่ไหนบ้าง



จากภาพด้านบนจะเห็นว่ามี เมืองดนตรี อยู่ในหลายประเทศ หลากภูมิภาค อาทิ ออสเตรเลีย โปรตุเกส อินโดนีเซีย นิวซีแลนด์ โคลัมเบีย อิตาลี คองโก้ สาธารณรัฐเช็ก อินเดีย เบลเยียม สก็อตแลนด์ ญี่ปุ่น เยอรมนี สหรัฐอเมริกา โปแลนด์ รัสเซีย จาไมก้า ตุรกี อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส บราซิล เกาหลีใต้ ฮังการี
ยกตัวอย่าง 7 เมืองดนตรีเลื่องชื่อ
- Lliria ประเทศสเปน
- Glasgow ประเทศสก็อตแลนด์
- Liverpool ประเทศอังกฤษ
- Ghent ประเทศเบลเยียม
- Mannheim ประเทศเยอรมนี
- Bologna ประเทศอิตาลี
- Chennai ประเทศอินเดีย


สัมผัสเมืองดนตรีที่อยู่นอกกรอบ UNESCO
หากมอง เมืองดนตรี นอกกรอบของ UNESCO (Creative City of Music) จะพบว่ามีเมืองอีกมากที่ดังจนเรียกกันทั่วไปว่าเป็น เมืองดนตรี (Music City) เช่น Vienna (ออสเตรีย) Austin (สหรัฐอเมริกา) Nashville (สหรัฐอเมริกา) Melbourne (ออสเตรเลีย)
โดยนิยามของ ‘เมืองดนตรี’ ที่ระบุไว้ในรายงาน THE MASTERING OF A MUSIC CITY ซึ่งจัดทำขึ้นโดย IFPI และ Music Canada หมายถึง เมืองที่มีดนตรีเป็นแกนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สำคัญทั้งในด้านการจ้างงาน วัฒนธรรม และการสร้างประโยชน์ทางสังคม โดยมีนโยบายรัฐให้การสนับสนุน
มีตอนหนึ่งของบทความ Which is the world’s most musical city? ที่น่าสนใจบนเว็บไซต์ The Guardian ซึ่งผู้เขียนเห็นภาพ ‘ความเป็นเมืองดนตรี’ ได้เด่นชัด จึงนำต้นฉบับมาให้อ่านกัน
“Other cities can stake claims to particular scenes and sounds. Liverpool gave the world the Beatles, Memphis was home to the Stax and Sun record labels, and New Orleans is the birthplace of jazz. Techno came from the warehouses of Berlin and Detroit, the roots of salsa go back to Santiago de Cuba, Varanasi has a rich history of classical Indian music, Nashville is country. Hamamatsu takes a different tack, styling itself as Japan’s city of music because it is home to a number of instrument manufacturers, notably Yamaha.”
อันที่จริงต้องมีองค์ประกอบเชื่อมร้อยกันหลายมิติจึงจะเรียกได้ว่า เมืองดนตรี แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเมืองดนตรีจะได้รับการรับรองจาก UNESCO หรือไม่ ก็สามารถสร้างรายได้จาก การท่องเที่ยวเชิงดนตรี (Music Tourism) กล่าวคือ การท่องเที่ยวซึ่งมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ ‘ได้ไปชมการแสดงดนตรีในท้องถิ่นนั้นๆ’ ซึ่งจะสร้างรายได้ให้องค์กรธุรกิจ ผู้ประกอบการ และประชาชนในเมือง ทั้งจากการขายบัตรเข้าชม การจองที่พัก การใช้บริการร้านอาหาร-เครื่องดื่ม การจับจ่ายใช้สอยในร้านขายของที่ระลึก ฯลฯ


ยกตัวอย่าง เมืองแนชวิลล์ (Nashville) รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา ที่รู้จักทั่วไปว่าเป็น Music City ศูนย์กลางเมืองดนตรีสไตล์คันทรีของอเมริกาที่มีประชากรไม่ถึง 700,000 คน ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสไปเยือนในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่าเป็นเมืองดนตรีที่จะได้ยินเสียงเพลงแทบทุกแห่งหน การออกแบบภายนอกและภายในอาคารสถานที่ต่างๆ สะท้อนอัตลักษณ์ทางดนตรีและความคิดสร้างสรรค์ ผู้คนใช้ชีวิตแบบไม่เร่งรีบและค่อนข้างเป็นมิตรกับคนหลากเชื้อชาติ
แนชวิลล์มีสถานที่ท่องเที่ยวทางดนตรีหลายแห่ง อาทิ Grand Ole Opry, Country Music Hall of Fame, Musicians Hall of Fame, The Johnny Cash Museum บรรยากาศของแนชวิลล์จะคึกคักมากขึ้นในตอนค่ำ โดยเฉพาะย่านผับบาร์ที่ต่างก็มีนักร้องนักตนตรีส่งเสียงเพลงประชันกันจนดึกดื่น ผู้ฟังก็สนุกสนานไปกับเสียงดนตรีของตัวเองโดยไม่ยี่หระร้านรวงรอบข้าง เป็นสีสันยามค่ำคืนที่ใครไปถึงแนชวิลล์แล้วต้องไปสัมผัส

ประเด็นน่ารู้เกี่ยวกับแนชวิลล์
- อุตสาหกรรมหลักที่สร้างรายได้ให้เมือง ได้แก่ การดูแลสุขภาพ การศึกษา ดนตรีและการสร้างสรรค์ผลงานเพลง, การท่องเที่ยวและบริการ เทคโนโลยีการผลิตและการพิมพ์
- มี CMA Music Festival เทศกาลดนตรีประจำปีที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตลอด 4 วัน โดยจัดต่อเนื่องมาถึงปีที่ 48 (2019) และต้องงดจัดในปีนี้เพราะการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส
- ปี 2014 มีผู้เดินทางไปเยือนแนชวิลล์ 13 ล้านคน สร้างรายได้ให้เมืองราว 5 พันล้านดอลลาร์ และสร้างงาน 50,000 ตำแหน่งให้คนท้องถิ่น
- ปี 2019 มีผู้เดินทางไปเยือนแนชวิลล์ 16.1 ล้านคน มากที่สุดในรอบ 10 ปี มียอดจองห้องพักตามโรงแรมสูงเป็นประวัติการณ์ และมีรายได้เข้าท้องถิ่นจากการจัด CMA Music Festival งานเดียวมากถึง 65 ล้านดอลลาร์
- ปี 2020 ยอดจองห้องพักในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมโดยเฉลี่ยอยู่ที่คืนละ 6,900 ห้อง ต่างจากปีก่อนที่ยอดจองสูงถึงคืนละ 26,000 ห้อง
- สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้ประกอบการและร้
านรวงจำนวนมากต้องหยุดกิจการ ชาวแนชวิลล์ก็ไม่ค่อยออกมาจับจ่ายใช้สอย มีการคาดการณ์ว่า แนชวิลล์จะสูญเสียภาษีและรายได้ ต่างๆ ราว 200-300 ล้านดอลลาร์ จากวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้
คงเห็นบางส่วนของเมืองดนตรีอย่างแนชวิลล์แล้วว่า โดดเด่นอย่างไร สร้างรายได้จากวัฒนธรรมดนตรีผ่านช่องทางใดบ้าง ซึ่งที่เล่ามาเป็นข้อมูลเพียงเสี้ยวหนึ่งของเมืองเท่านั้น
กลับมามองที่ประเทศไทย นครปฐม จะเป็นเมืองดนตรีได้หรือไม่นั้น อาจารย์ ดร.ณรงค์กล่าวทิ้งท้าย แต่คล้ายเป็นจุดเริ่มต้นว่า
“ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมกระตุ้นให้เกิด ‘จิตสำนึกของความเป็นคนไทย’ เพื่อร่วมมือกันฟื้นฟูให้เศรษฐกิจของประเทศกลับคืนมา ด้วยการทำให้วัฒนธรรมของเราสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว ด้วยพลังที่สอดประสานระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลและจังหวัดนครปฐม จะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศชาติมีความก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป”
ที่มา :
- บทความ ม.มหิดล ร่วมกับ จ.นครปฐม เตรียมผลักดันสู่การเป็น “City of music” ของโลก โดย ฐิติรัตน์ เดชพรหม นักประชาสัมพันธ์ (ชำนาญการ) งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
- The UNESCO Creative Cities Network
- Which is the world’s most musical city?
- CMA FEST GENERATES RECORD-BREAKING $65 MILLION IN DIRECT VISITOR SPENDING
- A new normal for ‘New Nashville’ tourism
- Statistics, facts, and figures for the city of Nashville















