การบริหารจัดการเพื่อสร้างสมดุลการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยเฉพาะการวางแผนสำหรับอนาคตใน 20 ข้างหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ของชาตินั้น หลายคนคนมองว่าอุปสรรคสำคัญในพื้นที่นี้คือภาคอุตสาหกรรม
แต่ในความเป็นจริง ภาคอุตสาหกรรมที่เคยเป็นตัวร้ายถูกมองเป็นผู้ใช้น้ำมาก ปัจจุบันกลับปรับตัวและพัฒนาจนลดการใช้น้ำมาอยู่ในจุดสมดุลได้อย่างเป็นรูปธรรม
สิ่งที่น่าห่วงกลับกลายเป็นความต้องการใช้น้ำของภาคบริการ ท่องเที่ยว และ การอุปโภค-บริโภคของชุมชนและเมืองที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าความต้องการใช้น้ำในอนาคตจะมีจำนวนมากพอๆ กับภาคอุตสาหกรรม
“โครงการวิจัยเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะสมดุลน้ำและมาตรการลดการใช้น้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” ที่มี รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน จากภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เป็นหัวหน้า สะท้อนให้เห็นภาพว่าวันนี้ภาคอุตสาหกรรมไม่ใช่ ‘ผู้ร้าย’ ในการใช้น้ำอีกต่อไป

โดยยกตัวอย่างภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดระยองที่มีการใช้น้ำมากกว่า 50% ซึ่งปัจจุบันได้ลดการใช้น้ำลงแล้วในระดับหนึ่ง
โรงงานอุตสาหกรรมต้นแบบ 15 โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรมอย่างน้อย 2 แห่ง ดำเนินการทั้งมาตรการประหยัดน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนของตนเอง มีระบบบำบัดน้ำเสียและนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ ผลปรากฏว่าลดการใช้น้ำได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสามารถวางแผนบริหารจัดการน้ำได้มากขึ้นภายใน 6 เดือน
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้ภาคอุตสาหกรรมคือ ภาคชุมชน และ ภาคการท่องเที่ยว
เมื่อภาคอุตสาหกรรมลดการใช้น้ำลงแล้วในระดับหนึ่ง ขณะที่ภาคอุปโภคบริโภคยังไม่เคยเกิดผลกระทบ เช่นเดียวกับทางด้านภาคการท่องเที่ยวในปีพ.ศ. 2548 ยังไม่เติบโตมากและจำนวนประชากรที่เคลื่อนย้ายเข้ามายังไม่มากนัก เช่น จังหวัดชลบุรีขณะนั้นมีประชากรไม่ถึง 2 ล้านคน แต่ปัจจุบันมีประชากรกว่า 2.5 ล้านคน ส่วนการพัฒนาการท่องเที่ยวเติบโตมากกว่าปี พ.ศ. 2548 ถึงเท่าตัว
นั่นทำให้การใช้น้ำหลักของ “จังหวัดชลบุรี” อยู่ที่ชุมชนทั้งการอุปโภคบริโภค รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม/ที่พักรีสอร์ท และการบริการ
ขณะที่ “จังหวัดฉะเชิงเทรา” การใช้น้ำส่วนใหญ่มากกว่า 80% เป็นการใช้น้ำเพื่อการเกษตร และเป็นเกษตรแบบไม่มีฤดูกาลมีการใช้น้ำตลอดทั้งปี ในปีแล้งจึงมีผลกระทบมาก ถือเป็นยาขมหม้อใหญ่ของการบริหารจัดการน้ำ ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรมของฉะเชิงเทราส่วนใหญ่เป็นการใช้น้ำสำรองที่ดึงจากแม่น้ำบางปะกงมาเก็บไว้


วันนี้ ภาคอุตสาหกรรมมีความน่าห่วงระดับปานกลางเพราะมีการปรับตัวและพัฒนาไปมาก และทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคตจะเป็นอุตสาหกรรมทันสมัย เน้นเทคโนโลยีนวัตกรรมที่ลดการใช้น้ำลงได้อีกระดับ
สิ่งที่น่าห่วงคือความต้องการใช้น้ำของภาคบริการ ท่องเที่ยว และการอุปโภค-บริโภคของชุมชนเมืองที่เติบโตที่คาดว่าจะต้องการใช้น้ำมากพอๆ กับอุตสาหกรรม
รวมถึงภาคเกษตรกรรมที่มีพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ทุเรียน สร้างรายได้ดี ทำให้เกษตรกรจำนวนมากโค่นต้นยางหันมาปลูกทุเรียนกันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทุเรียนเป็นพืชที่ใช้น้ำมาก จึงมีความน่าเป็นห่วงว่าน้ำจะเพียงพอต่อเนื่องหรือไม่

“โจทย์ของ EEC ต่างกับโจทย์ในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศค่อนข้างชัดเจน ซึ่งการใช้น้ำเกือบ 80% เป็นเรื่องภาคเกษตร แต่ EEC ไม่ใช่ เพราะพื้นที่ EEC มี 3 จังหวัดและมีสภาพการใช้น้ำแตกต่างกันอย่างมาก” รศ.ดร.บัญชา กล่าว
ด้าน ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงพื้นที่ 3 จังหวัดใน EEC ว่ามีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะด้านอุปโภคบริโภค ซึ่งในอนาคตจำเป็นจะต้องรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากการเพิ่มของจำนวนประชากรและการพัฒนาในด้านต่างๆ

โดย สทนช. ได้วางมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เขต EEC โดยมุ่งเน้นการกระจายน้ำให้ทุกภาคส่วน ซึ่งได้มีการวิเคราะห์ปัญหาการขาดแคลนน้ำ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
1. ระยะเร่งด่วนในปี 2560 ที่ผ่านมาพบว่ามีการขาดแคลนน้ำบางส่วน โดยขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรมในพื้นที่ชลบุรีและระยอง ในส่วนผู้ใช้น้ำนอกเครือข่ายน้ำ ปริมาณน้ำที่ขาดแคลนมีเพียงแค่ 1.23 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งสามารถใช้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้
2. ระยะกลางปี 2570 มีการวางแผนโดยหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมชลประทาน ดำเนินการพัฒนาแหล่งเก็บน้ำใหม่ ปรับปรุงแหล่งเก็บน้ำเดิม ปรับปรุงระบบเครือข่ายน้ำเดิม และการทำระบบสูบน้ำกลับเข้าไปในแหล่งน้ำเดิม กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ดำเนินการสำรวจขุดเจาะน้ำบาดาลเพิ่มเติม โดยจะทำให้มีปริมาณน้ำในช่วงปี 2563-2570 เพิ่มขึ้น 705 ล้าน ลบ.ม. พร้อมกับได้ทำการพัฒนาแผนงานทางเลือก เช่น โครงการการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ที่จะทำให้การใช้น้ำมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น
3. ระยะยาวปี 2580 จัดทำระบบเครือข่ายน้ำเพิ่มเติม และมีการวางแผนการเพาะปลูกพืชใหม่ โดยเฉพาะฤดูแล้งใน จ.ฉะเชิงเทรา และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าร้อยละ 15-20 ของปริมาณน้ำเสีย ซึ่งภายในช่วงปี 2570-2580 จะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 166 ล้าน ลบ.ม.
การบริหารจัดการน้ำใน EEC ต้องมีความสมดุลและเท่าเทียมกันทุกภาคส่วน มาตรการลดการใช้น้ำต้องทำพร้อมกันในทุกภาคส่วน
เพื่อให้การเติบโตในอนาคตเป็นไปอย่างแข็งแกร่ง และ มั่นคง!!












