“โควิด-19 ช่วยลดภาวะโลกร้อน ได้จริงหรือ?” ต่อคำถามนี้ หลายคนคงตอบตรงกันว่า น่าจะมีส่วนช่วยนะ เพราะเมื่อผู้คนต้องอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ นั่นเท่ากับว่า สภาพแวดล้อมย่อมได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์น้อยลง เช่น การใช้รถใช้ถนนที่น้อยลง กิจกรรมการเดินทางท่องเที่ยวที่ลดลงด้วย เหล่านี้ล้วนส่งผลดี ทั้งในแง่ของการช่วยลดภาวะโลกร้อน และช่วยให้สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงพืชพันธุ์ สัตว์ป่า สัตว์ทะเลน้อยใหญ่ได้พักฟื้นและคืนสภาพกลับมางดงามและอุดมสมบูรณ์ดังเดิม
ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์จริงเกิดขึ้น และสนับสนุนคำตอบข้างต้นนี้ตามสื่อมากมาย ทว่า เมื่อเหรียญยังมีสองด้าน ข้อเท็จจริงเรื่อง “โควิด-19 ช่วยลดภาวะโลกร้อน ได้” ก็เช่นกัน

เพราะพลิกมาที่เหรียญอีกด้าน ตัวการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่าง ขยะพลาสติก เพิ่มปริมาณขึ้นมหาศาลในช่วงที่ทุกคนทั่วโลก #Stay@home หรือกักตัวอยู่บ้าน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากบรรจุภัณฑ์อาหารที่ซื้อมารับประทานที่บ้านนั่นเอง นี่ยังไม่นับขยะที่เป็นกล่องหรือลัง ที่บรรจุสินค้าออนไลน์ที่เหล่านักช้อปซื้อหามาในช่วงอยู่บ้าน เพื่อปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อโควิดด้วย
แค่เพียงสองปัจจัยนี้ ก็เกิดเป็นประเด็นขึ้นแล้วว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราทุกคนจะมีส่วนร่วมตามแนวทางช่วยลดขยะพลาสติกและอีกหลายปัจจัยที่เกิดจากวิถีชีวิตนิวนอร์มอลในช่วงวิกฤตนี้อย่างไรดี
ชี้หลากปัญหาที่วิกฤตโควิด-19 และมนุษย์ ทิ้งไว้ ซ้ำเติมให้ภาวะโลกร้อนกลับไปแย่ลงอีก
บทความเรื่อง “โควิด-19 ทำให้วิกฤตโลกร้อนดีขึ้นจริงหรือ?” โดย สุพริศร์ สุวรรณิก ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาคธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งข้อเขียนที่นำเสนออีกแง่มุมที่วิกฤตโควิด-19 และมนุษยชาติ ร่วมกันก่อไว้กับสภาพแวดล้อมโลก ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
ผู้เขียนยกตัวอย่างให้ได้เห็นภาพร่วมกันก่อนว่า เขายังจำภาพถ่ายดาวเทียมขององค์กรนาซาในประเทศจีนได้ดี ซึ่งแสดงปริมาณมลภาวะที่ลดลงอย่างมากในช่วงเวลาเพียงแค่ 1 เดือน จากผลของมาตรการปิดเมืองและปิดโรงงานที่ทำให้มลพิษที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมลดลงไปโดยปริยาย
ทว่า ปรากฎการณ์ที่กล่าวมานี้ จะทำให้เรานิ่งนอนใจได้แล้วหรือว่า โควิด-19 ช่วยลดภาวะโลกร้อน ได้จริง ?
ผู้เขียนจึงชวนให้ผู้ผ่านร่วมคิดและหาคำตอบจากความจริงที่เกิดขึ้น เป็นเหรียญอีกด้านที่ใครหลายคนอาจยังไม่รู้

หนึ่ง : คุณภาพอากาศจะดีขึ้นจริงในระยะสั้น แต่วิกฤตโควิด-19 ไม่ได้ช่วยให้ภาวะโลกร้อนดีขึ้นในระยะยาว
“แม้คุณภาพอากาศจะดีขึ้นจริงในระยะสั้นจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก แต่โควิด-19 ไม่ได้ช่วยให้วิกฤตโลกร้อนดีขึ้นในระยะยาว โดยเฉพาะปัญหาขยะของเสียและพลาสติกที่เพิ่มพูนขึ้น” นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนบทความฟันธง พร้อมยกตัวอย่างประกอบว่า
เมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย. 63 ผู้อำนวยการโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้ออกมาชี้แจงว่า โควิด-19 ไม่ควรถูกมองว่า “เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม” โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมาซึ่งทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้นและปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง ล้วนเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวเท่านั้นเพราะอย่าลืมว่า วิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่นี้ส่งผลให้ปริมาณขยะทางการแพทย์และของเสียอันตราย รวมทั้งขยะพลาสติกที่เกิดจากการบริโภคอาหารที่ส่งถึงบ้าน โดยเฉพาะหีบห่อแบบใช้ครั้งเดียวเพิ่มขึ้นมากมาย หากมนุษย์ยังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการผลิตและบริโภคให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น วิกฤตโลกร้อนก็จะยังคงอยู่และรุนแรงขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน

สอง : การเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต จะยิ่งซ้ำเติมให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นอีก
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อวิกฤตโควิด-19 ผ่านพ้นไปแล้ว การฟื้นฟูเศรษฐกิจจะเป็นภารกิจสำคัญอันดับต้นๆ ของรัฐบาลในแต่ละประเทศ แต่ก็ใช่ว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้นจะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเสมอไป เพราะการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม อาจยึดหลักการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับแนวนโยบายของแต่ละประเทศ อาทิ การลงทุนในพลังงานทดแทน การขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ นโยบายของบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐฯ ภายใต้การนำทิศทางของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตโควิด-19 ได้ถอนตัวออกจากความตกลงปารีสว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปแล้ว จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่งว่า ชาติมหาอำนาจตำวันตกนี้จะเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยทิศทางใด?
ผู้เขียนขอคาดเดาว่าทรัมป์จะเดินหน้าฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิตอย่างเต็มกำลัง และจะเร่งผลิตโดยไม่ได้ให้ความใส่ใจกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ยิ่งถ้าสถานการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับรัฐบาลในหลายประเทศ ที่คาดการณ์ได้ว่าจะให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดลดลงด้วย เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันปรับลดลงมากจากสงครามราคาน้ำมัน กอปรกับอุปสงค์โลกที่หดตัวทำให้ไม่มีแรงจูงใจที่ประเทศต่างๆจะหันไปใช้พลังงานสะอาดทดแทน ซึ่งมีราคาสูงกว่า
สาม : ปริมาณการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น เมื่อทุกคนต้องอยู่บ้าน ตัวเร่งวิกฤตโลกร้อนให้แย่ลงในระยะยาว
การเพิ่มขึ้นของปริมาณการสัญจรบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet traffic) และปริมาณของดิจิทัลดาต้า โดยเฉพาะในระบบคลาวด์ (Cloud) ที่เพิ่มขึ้นมากในช่วงการกักตัวที่บ้าน ได้เร่งให้วิกฤตโลกร้อน
แย่ลงในระยะยาว โดยเฉพาะจากปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมหาศาล จากกิจกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตและดิจิทัลดาต้าอย่างไม่ระมัดระวัง เช่น การชมภาพยนตร์หรือซีรีย์จากสตรีมมิ่งวิดีโอเพื่อความบันเทิงตลอดทั้งวัน นำมาซึ่ง
การใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้ามหาศาล
เปลี่ยนคำตอบให้ โควิด-19 ช่วยลดภาวะโลกร้อน ได้ ด้วยแนวทางลดขยะพลาสติกที่ทำง่ายได้ผลจริง
มาถึงทางออกช่วยลดปัจจัยสำคัญ ที่เป็นตัวการทำให้ภาวะโลกร้อนย่ำแย่ลง อย่าง ขยะพลาสติก ที่แหล่งที่มาใหญ่ที่สุดนั่นคือการทิ้งขยะจากฟู้ดเดลิเวอรี่แบบไม่มีการคัดแยก ทิ้งเศษอาหารปะปนมากับขยะพลาสติก จึงไม่สามารถนำไปรีไซเคิล แปรรูปเป็นพลังงาน หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า (Upcycle) ตามแนวคิดของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้

เนื่องจากขยะเหล่านี้หากจัดการไม่ถูกต้อง อาจรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม เช่น แม่น้ำ ทะเล ฯลฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลได้ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การดำเนินโครงการหรือ Initiative ต่างๆ เกี่ยวกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ต้องเดินถอยหลังไปอีก
ดังนั้น ก่อนที่จะสายเกินไป เพราะวิกฤตโควิด-19 จะยังคงอยู่กับเราไปจนกว่าจะมีการคิดค้นวัคซีนได้ ในบทความเรื่อง “ขยะพลาสติกจากฟู้ดเดลิเวอรี่: อิ่มท้องอย่างไร โดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อมในช่วงล็อกดาวน์โควิด-19” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จึงได้แนะนำวิธีการลดขยะพลาสติกทั้งที่เป็นโมเดลจากต่างประเทศ และวิธีการของทุกฝ่ายที่เห็นความสำคัญของปัญหานี้และร่วมกันหาทางออกของปัญหาไว้อย่างน่าสนใจ
งดให้บริการชุดช้อนส้อมพลาสติก เมื่อใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่
เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกที่เกิดจากบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ Food Panda ซึ่งเป็นผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ในประเทศสิงคโปร์เริ่มงดให้บริการชุดช้อนส้อมพลาสติกตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งสามารถช่วยลดขยะที่เกิดจากช้อนและส้อมพลาสติกได้ถึง 250,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าถึง 100,000 ดอลล่าร์สิงคโปร์ สำหรับประเทศ
ด้านรัฐบาลเกาหลีใต้ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันและร้านอาหารที่เข้าร่วมในเครือข่ายฟู้ดเดลิเวอรี่ โดยงดใช้บรรจุภัณฑ์ที่ซ้อนกันสองชั้น งดให้บริการช้อนและส้อมพลาสติก ใช้กล่องกระดาษในการบรรจุอาหารแทนกล่องพลาสติก ใช้ถุงเก็บความเย็นที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนชาวเกาหลีใต้คัดแยกขยะพลาสติกอย่างถูกวิธี
ชูแนวคิด Wasteless Delivery ให้ทุกมื้อปลอดขยะพลาสติก
เครือฟู้ดแพชชั่น ประกอบด้วย แบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่า จุ่มแซ่บฮัท ฌานา สเปซคิว และเรดซัน ได้นำเอาแนวคิด Wasteless Delivery มาใช้ในการให้บริการจัดส่งอาหารถึงบ้าน โดยเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ที่ใช้จากพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastics) เป็นภาชนะแบบย่อยสลายได้

และร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการผลิตและออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากชานอ้อยซึ่งสามารถย่อยสลายได้ภายใน 45 วัน และถุงพลาสติกคุณภาพสูงพิเศษที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลที่มีความหนาถึง 5 เท่า ในการให้บริการจัดส่งอาหารเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถนำถุงพลาสติกมาหมุนเวียนใช้ซ้ำได้มากกว่า 20 ครั้ง เป็นต้น
ให้ความรู้เรื่อง แนวทางจัดการขยะจากฟู้ดเดลิเวอรี่กับคนไทย
นอกจากแนวทางการ “ลด” ขยะพลาสติกแล้ว ต้องให้ความรู้เรื่องการจัดการขยะจากฟู้ดเดลิเวอรี่ด้วยการ “คัดแยก” กับคนไทยทุกคนด้วย

โดยสิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคควรทำคือการ “คัดแยก” บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้แล้ว โดยแยกขยะประเภทเศษอาหารออกไป ล้างทำความสะอาดบรรจุภัณฑ์ ทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วจึงรวบรวมขยะพลาสติกเหล่านี้ไปทิ้งในจุด Drop-off point สำหรับขยะพลาสติก
ที่ผ่านมา มีโครงการที่คิดขึ้นเพื่อมาตอบโจทย์การคัดแยกนี้ คือ โครงการ “ส่งพลาสติกกลับบ้าน” ซึ่งการคัดแยกดังกล่าวจะช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกที่ถูกส่งไปฝังกลบและเพิ่มการนำพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ผ่านกระบวนการ Recycle หรือ Upcycle ของบริษัทเอกชน และเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สามารถเกิดขึ้นได้จริง
ที่มา :
- บทความเรื่อง “โควิด-19 ทำให้วิกฤตโลกร้อนดีขึ้นจริงหรือ?” โดย สุพริศร์ สุวรรณิก ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยแพร่ในเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย ()
- บทความเรื่อง “ขยะพลาสติกจากฟู้ดเดลิเวอรี่: อิ่มท้องอย่างไร โดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อมในช่วงล็อกดาวน์โควิด-19” โดย ดร. กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์, ดร. วิชสิณี วิบุลผลประเสริฐ, ประมณฑ์ กาญจนพิมลกุล เผยแพร่ในเว็บไซต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) (27 พ.ค.2020)












