กลุ่มชายขอบ…SME ที่หายไป

เมื่อกล่าวถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME คนส่วนมากมักนึกถึงบริษัท โรงงาน หรือ ธุรกิจบริการต่างๆ ที่มีคนงานไม่เกิน 200 คน


แต่นับจากปี 2563 เป็นต้นมา ‘นิยาม’ ของ SME ได้เปลี่ยนไป ไม่นับจำนวนคนงานเป็นหลัก แต่ใช้รายได้ประกอบการพิจารณาด้วย เช่น บริษัทบางแห่งอาจมีพนักงานแค่ 10 คน แต่สามารถใช้เทคโนโลยียุคใหม่สร้างรายได้หลักพันล้านบาทต่อปี กลุ่มนี้จะไม่ถูกนับเป็น SME เนื่องจากมีรายได้สูงกว่าข้อกำหนดของ SME เหตุผลก็เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณของภาครัฐเข้าถึงการช่วยเหลือธุรกิจ SME อย่างแท้จริง
ลงลึกไปถึง SME อีกกลุ่มที่เรียกว่า ‘จุลเอสเอ็มอี’ หรือ กลุ่มชายขอบ อาทิ แผงค้าในตลาด, ร้านค้าออนไลน์, รถเร่ขายสินค้า, หาบเร่/แผงลอย, ผู้ค้าสลากกินแบ่ง, ร้านค้าแฟรนไชส์, ผู้ประกอบการอื่นๆ อาทิ รถบริการสาธารณะ ฯลฯ

SME กลุ่มชายขอบ

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการกลุ่มนี้อยู่ในกลุ่มที่อาจเรียกได้ว่า ‘ตกสำรวจ’
จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า จำนวน SME ทั่วประเทศ 3,070,177 ราย เป็น วิสาหกิจขนาดย่อม (Small) 3,029,525 ราย วิสาหกิจขนาดกลาง (Medium) 40,652 ราย ส่วนใหญ่เป็นกิจการในรูปแบบธุรกิจส่วนบุคคล 2,253,132 ราย กิจการในรูปแบบนิติบุคคลจำนวน 391,429 ราย

หากประเมินสัดส่วนของ SME ที่มีในระบบกว่า 3 ล้านรายดังกล่าว คาดว่าจะมี SME ที่เรียกว่ากลุ่มชายขอบไม่ต่ำกว่า 7 แสนรายจนถึง 1 ล้านราย

กลุ่มคนเหล่านี้แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองเศรษฐกิจระดับฐานราก แต่ด้วยการอยู่นอกระบบ ทำให้ขาดโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงิน
แม้กระทั่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 2% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ ซอฟต์โลน วงเงิน 5 แสนล้านบาทที่ออกมาก่อนหน้านี้ คนเหล่านี้ก็ไม่สามารถขอกู้ได้ เนื่องจากคุณสมบัติไม่ตรงกับหลักเกณฑ์ที่ธปท. กำหนด

ผู้ประกอบการ

ขายของออนไลน์

วิธีหาเงินทุนมาหมุนเวียนหล่อเลี้ยงธุรกิจของกลุ่มชายขอบจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยพบว่าร้อยละ 39.61 ใช้เงินทุนส่วนตัว 17.74 ยืมญาติพี่น้องและคนสนิท 14.71 ใช้บริการนายทุน 7.35 ใช้บริการนอนแบงก์ 
จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เกินกว่าครึ่งใช้เงินทุนส่วนตัวหรือยืมญาติพี่น้องคนสนิทมากกว่าการขอสินเชื่อผ่านช่องทางต่างๆ
นั่นคือเหตุผลที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) ของบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท จากงบประมาณเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้านบาท โดยจะนำงบประมาณส่วนหนึ่งมาสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่มีสถานประกอบการเป็นหลักแหล่ง แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นสมาชิก สสว.

วีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวถึงโครงการดังกล่าวว่า “เอสเอ็มอีกลุ่มชายขอบมีความสำคัญที่ต้องเข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง แต่ต้องเชิญชวนให้เข้ามาอยู่ในระบบและขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกับ สสว. หลายคนอาจคิดว่าการขึ้นทะเบียนกับ สสว.เป็นเรื่องยาก จริงๆ แล้วไม่มีอะไรซับซ้อนเลย เมื่อขึ้นทะเบียนแล้วก็จะได้รับการพิจารณาในโครงการสินเชื่อเหล่านี้ได้ทันที เพราะฉะนั้นจึงอยากเชิญชวนให้ผู้ประกอบการกลุ่มชายขอบหรือกลุ่มธุรกิจขนาดจิ๋วและย่อยเข้ามาใช้บริการดังกล่าว โดยจะปล่อยผ่านธนาคารของรัฐและธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ทันทีหลังจากได้รับการอนุมัติ คาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้”
วีระพงศ์ มาลัย
วีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
ผอ.สสว. ย้ำอีกว่าการขึ้นทะเบียนกับ สสว. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาด้านภาษี ไม่มีค่าธรรมเนียมในการขึ้นทะเบียน และข้อมูลของผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนจะไม่มีการนำไปเปิดเผยแก่หน่วยงานอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและยกระดับศักยภาพของเอสเอ็มอีอย่างแน่นอน
ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังของคนตัวเล็ก เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาแม้ภาครัฐจะมีกองทุนช่วยเหลือ SME ออกมามากมายจนจำชื่อได้ไม่หมด แต่ก็ยังมีเสียงบ่นจากผู้ประกอบการจำนวนมากว่าเข้าไม่ถึงสินเชื่อ เพราะติดเงื่อนไขของธนาคาร
มิต้องพูดถึงกลุ่มชายขอบที่เข้าไม่ถึงการช่วยเหลือเหล่านั้น
จึงหวังว่างบประมาณช่วยเหลือธุรกิจ SME 5 หมื่นล้านครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปช่วยต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการกลุ่มนี้ฝ่าฟันวิกฤตโควิด-19 และก้าวต่อไปได้

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
ดังที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวในวันมอบนโยบายการช่วยเหลือ ส่งเสริม และสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีว่า แนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและไมโครเอสเอ็มอีทีได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการช่วยเหลือผู้ประกอบการชายขอบที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ โดยได้จัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการที่ไม่เคยได้รับสินเชื่อกับสถาบันการเงิน และไม่มีสินเชื่อคงค้างกับสถาบันการเงิน คาดว่าผู้ประกอบการจะได้รับความช่วยเหลือจำนวน 765,000 ราย
ช่วยก่อน…ก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็น SME ที่หายไป!!!