ยอมรับว่าการที่ชื่อของ ‘สมโภชน์ อาหุนัย’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ E@ ปรากฏอยู่ในลิสต์รายชื่อของมหาเศรษฐี 20 ท่าน ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง โดยมีถ้อยความสื่อสารให้ร่วมทำโครงการตามที่เห็นสมควร เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยที่กำลังเดือดร้อนเพราะวิกฤตโควิด-19 นั้น นำพาให้เราอยากทำความรู้จัก CEO ท่านนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น
และในโอกาสอันดีที่ สมโภชน์ อาหุนัย ได้เดินทางมาส่งมอบ ต้นแบบยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Car SPA 1 ของ บริษัท ไมน์ โมบิลิตี้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งอยู่ในเครือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ E@ (Energy Absolute) เพื่อใช้ในการเรียนการสอน พัฒนาทักษะบุคลากรด้านระบบออโตเมชั่นรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC
เราจึงมีโอกาสได้พูดคุยกับ CEO ท่านนี้ถึงมุมมองในเรื่องผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ความท้าทาย ตลอดจนโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมด้านนี้ รวมไปถึงอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV car ว่าได้รับผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาดในครั้งนี้ด้วยหรือไม่ และมีทิศทางที่จะพัฒนาภาคอุตสาหกรรมนี้ต่อไปอย่างไร
อัปเดตโครงการลงทุนของ E@ ตอบโจทย์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานครบวงจรของไทย
สมโภชน์ ได้เริ่มต้นบทสนทนาดวยการอัปเดตโครงการที่ทาง บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ ได้ดำเนินการอยู่ในตอนนี้ ซึ่งมีพันธกิจชัดเจนที่จะตอบสนองแนวทางการพัฒนาประเทศให้เดินหน้าสู่ อุตสาหกรรม 4.0 ว่า
“ทางบริษัทได้ลงทุนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่เป็นอุตสาหกรรม 4.0 ในหลายโครงการ โดยโครงการหลักของเรา คือ โครงการโรงงานแบตเตอรี่ลิเที่ยม มีขนาดเท่ากับ 1 Gigawatt hours (GWh) ซึ่งจะเป็นโรงงานที่ทันสมัยที่สุดและใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งโครงการนี้ เรากำลังก่อสร้างอยู่และคาดว่าสิ้นปีนี้จะเสร็จ”
“และเรายังมีการก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric vehicle EV car ที่ในวันนี้เราได้นำคลัซซีของรถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อ Mine รุ่น SPA 1 เพื่อใช้ในการเรียนการสอน พัฒนาทักษะบุคลากรด้านระบบออโตเมชั่นรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC”
“โดยโรงงานที่กำลังจะเกิดขึ้นเหล่านี้ เรามองว่าต่อไปจะเป็นแหล่งพัฒนาทักษะนักศึกษาและ Upskill บุคลากรในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้มีทักษะไปในระดับที่สูงขึ้นด้วย”
“เพราะในปัจจุบัน การพัฒนาศักยภาพและทักษะของบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมของไทยมีความสำคัญ เนื่องจากความจำเป็นที่ประเทศของเราจะต้องก้าวไปสู่ อุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งมีอยู่แล้ว กอปรกับการเกิดขึ้นของวิกฤตโควิด-19 ที่ยิ่งมาเป็นตัวเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมโดยรวมต้องปรับตัว”
“ทั้งในด้านการปรับเปลี่ยนรูปแบบกระบวนการผลิต รูปแบบการทำงานของคนทำงานก็ต้องเปลี่ยนไป ต้องอาศัยและพึ่งพาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มากขึ้น บุคลากรจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นในการทำงานยุคนี้”
“โดยผมเชื่อมั่นว่า บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ ของเรา น่าจะเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่ง ที่จะช่วยผลักดันและขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวขึ้นไปสู่ ประเทศอุตสาหกรรม 4.0 ได้ไม่ยาก”
“เพราะอุตสาหกรรม 4.0 ต้องอาศัยและพึ่งพาเครื่องจักร หรือ ระบบ Automation มากขึ้น ฉะนั้น บุคลากรต้องมีการพัฒนาเรื่องทักษะใหม่ๆ เพื่อให้สอดรับกับการดำเนินงานขององค์กรหรือภาคธุรกิจ ที่ต้องพัฒนาและคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงขึ้น สร้าง Value Added ให้ผลิตภัณฑ์”
“ถ้าพวกเขาทำได้ นั่นเท่ากับเป็นการเปิดทางให้บุคลากรในตำแหน่งต่างๆ ได้รับเงินค่าจ้างเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้นได้โดยปริยาย”
นอกจากนั้น เป้าหมายที่ทาง E@ ตั้งไว้ และจะเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง คือ การพิชิตภารกิจในด้านการศึกษา วิจัย และพัฒนา หรือ Research and Development (R&D) เพราะ สมโภชน์มองว่าการที่ประเทศไทยจะได้ชื่อว่า เป็นประเทศอุตสาหกรรม 4.0 ได้ เราจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง ถ้าเรายังจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากเมืองนอกตลอดเวลา เราย่อมไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ได้มากตามที่ตั้งเป้าไว้
“ตราบใดที่ประเทศเรายังพึ่งพาการรับผลิตในแบบ OEM หรือรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่างๆ โดยไม่มีสินค้าเป็นของตนเอง ก็เท่ากับเราไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเลย ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นและจะต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการ R&D เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นแบรนด์ของเราเอง สามารถยกระดับตลาดงาน จ้างบุคลากรหรือพนักงานในอัตราที่สูงขึ้นได้ตามลำดับ”
สมโภชน์ อาหุนัย ตอบชัด อุตสาหกรรมพลังงานครบวงจร ก็ไม่รอดจากวิกฤตโควิดเช่นกัน
เมื่อถามว่า ในวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นนี้ มีผลกระทบกับอุตสาหกรรมพลังงานครบวงจรที่เขาทำอยู่หรือไม่ คำตอบที่ได้ค่อนข้างชัดเจนว่าแม้อุตสาหกรรมพลังงาน จะเป็นภาคอุตสาหกรรม ที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่นอย่างที่หลายคนคิดกัน ทว่า ก็ไม่ใช่จะไม่ได้รับผลกระทบเลย
“ที่อุตสาหกรรมพลังงานได้รับผลกระทบน้อยก็เพราะ พลังงาน เป็นปัจจัยการผลิตพื้นฐานของแทบทุกอุตสาหกรรม แต่เมื่อเกิดวิกฤตโควิดขึ้น กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมต่างๆก็ลดลงโดยอัตโนมัติ ดังนั้น ผมก็ยังยืนยันคำตอบว่า เราได้รับผลกระทบ แต่อาจจะน้อยกว่าภาคอุตสาหกรรมอื่น และตัวผมยังคงเชื่อมั่นว่าทุกครั้งที่เกิดวิกฤต จะมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ”
“เพราะในระหว่างวิกฤตโควิดนี่เอง ที่ผู้คนหันมาตระหนักเรื่อง Health Conscious หรือในด้านสุขภาพมากขึ้น ซึ่งส่งผลมาถึงอุตสาหกรรมพลังงานที่ต้องปรับตัวหาโซลูชันหรือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความตระหนักของผู้คนด้านสุขภาพมากขึ้น ด้วยการนำเสนอนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและต่อผู้คนน้อยที่สุด”
“อย่างพลังงานจากฟอสซิลที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในปริมาณมากหรือก่อให้เกิดฝุ่นละอองเยอะ อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเลือกใช้พลังงานประเภทนี้ของผู้บริโภคมากขึ้น ขณะที่ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ก็ย่อมตอบโจทย์พฤติกรรมและแนวคิดของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะวิกฤตในครั้งนี้มากขึ้น”
เผยแผนเดินหน้าเต็มกำลัง กับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การผลิต EV car เชิงพาณิชย์
ในอนาคตอันใกล้ E@ ก็ยังคงไม่เปลี่ยนทิศทาง มุ่งเดินหน้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV car รวมไปถึงอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่ เพราะสมโภชน์มองเห็นว่าทั้ง อุตสาหกรรมระบบกักเก็บพลังงานและการผลิตรถยนต์ EV เชิงพาณิชย์นี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้แน่นอน

“การผลิต EV car ในเชิงพาณิชย์ ไม่มีเรื่องอารมณ์หรือความรู้สึกเข้าไปเกี่ยวข้องมาก ไม่เหมือนรถโดยสารส่วนบุคคล ที่มีเรื่อง Brand Royalty หรือความชอบในแบรนด์ต่างๆเข้ามาข้องเกี่ยว รวมไปถึงด้านความสวยงาม ราคา และบริการหลังการขาย เราเลยไปเน้นการผลิต EV car เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในด้านนี้”
“และด้วยผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลง ก็มีผลลดความได้เปรียบหรือการตัดสินใจหันมาลงทุนกับ EV car เช่นกัน แต่เป็นความโชคดีที่ทางรัฐบาลเห็นผลประโยชน์ระยะยาวของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า จึงได้ตั้งค่าอัตราไฟฟ้าของ EV car อยู่ที่ 2.638 ต่อหน่วย ทำให้เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันแล้ว ก็ยังมีส่วนต่างที่ช่วยประหยัดให้ผู้ใช้ได้อยู่”
“ทีนี้ ขอย้อนกลับมาที่คำถามว่า วิกฤตโควิด-19 ก่อให้เกิดผลกระทบกับภาคอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของเราหรือไม่ ก็ต้องบอกว่ากระทบ แต่ผมมองว่าน้อยกว่าอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ทั่วไปที่ใช้น้ำมันมาก ยิ่งถ้าเป็นรถยนต์โดยสารส่วนบุคคล ก็จะเห็นได้เลยว่า ในช่วงวิกฤตนี้ ยอดขายรถยนต์ของหลายค่ายนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด”
“สรุปแล้วในส่วนของอุตสาหกรรมการผลิต EV car เราได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิดก็จริง แต่ผมมองว่าเป็นระยะสั้นเท่านั้น”
แนะแนวทางพัฒนาบุคลากรตอบสนองความต้องการภาคอุตสาหกรรม และมาตรการภาครัฐในฝันที่อยากเห็น
“ทักษะสำคัญที่บุคลากรในภาคอุตสาหกรรมพลังงานรวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือก อย่าง EV carต้องมี คือ ทักษะด้านหุ่นยนต์ การจัดการซอฟแวร์ รวมถึงการจัดการขั้นตอนหรือกระบวนการผลิตต่างๆ” ซีอีโอท่านนี้กล่าวชัดเจน เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะที่เห็นว่าจำเป็นต่อการพัฒนาบุคลากรตอบสนองภาคอุตสาหกรรมของไทย
“ผมมองว่าตอนนี้ภาครัฐหรือหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาภาคการศึกษาไทยมาถูกทางแล้ว คือ การที่ภาครัฐมาเน้นและให้ความสำคัญในภาคอาชีวศึกษา เพราะจริงๆ แล้ว ถ้าเราไปดูประเทศที่เขามีความเข้มแข็งด้านอุตสาหกรรม การศึกษาด้านวิชาชีพ หรืออาชีวศึกษาของเขาต้องแข็งแรง และภาคอาชีวศึกษาจะต้องทำงานประสานกับภาคเอกชน ภาคธุรกิจหรือสถานประกอบการ จะไปเรียนด้านหนึ่ง แล้วออกมาทำงานอีกด้านหนึ่ง ก่อนทำงานจะต้องไปเทรนหรือเรียนรู้การทำงานใหม่ไม่ได้แล้ว”
“และผมมองว่า ภาครัฐหรือภาคการศึกษาไทย จะต้องจับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆของภาคอุตสาหกรรมหรือที่ภาคเอกชนใช้นี้มาสอนให้กับนักศึกษาได้มีความรู้ความสามารถตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ”
“เพราะฉะนั้นเมื่อเรียนจบมาแล้ว ก็ต้องทำงานได้เลย ไม่ใช่ต้องไปเริ่มฝึกฝนทักษะที่จำเป็นที่ต้องใช้ในการทำงานใหม่ แบบนี้ไม่ได้ ผมมองว่านี่เป็นการเสียโอกาส ยิ่งเกิดวิกฤตโควิดขึ้น ก็ยิ่งมาเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมต้องพึ่งพาระบบออโตเมชัน หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีต่างๆมากขึ้น บุคลากรที่มีทักษะที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีแห่งยุคนี้ จึงเป็นที่ต้องการ และทางภาคการศึกษาก็ต้องเร่งผลิตขึ้นมาให้ได้ในระยะเวลาที่จำกัดและเร่งด่วนด้วย”
นอกจากนั้น สมโภชน์ ยังได้ให้มุมมองว่านโยบายและมาตรการการสนับสนุนของภาครัฐที่เหมาะสม ซึ่งจะส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถพัฒนาไปได้ในทิศทางของอุตสาหกรรม 4.0 นั่นคือ
“การที่ประเทศจะขึ้นมาเป็นผู้นำอุตสาหกรรม 4.0 ได้ ภาครัฐต้องมีนโยบายและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน โดยโฟกัสไปที่การสนับสนุนให้อุตสาหกรรมนั้นๆ เกิด Economies of Scale ซึ่งถ้าเราสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการสนับสนุนจากมาตรการของทางภาครัฐแล้ว ย่อมทำให้ภาคเอกชนเห็นแนวทางที่ชัดเจนว่าในตอนนี้รัฐบาลมียุทธศาสตร์แบบนี้ ต้องการสนับสนุนอุตสาหกรรมแบบนี้
ทางภาคเอกชนก็จะตอบรับและปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรการหรือนโยบายของรัฐบาล เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทุกคนก็จะช่วยกันคิด ช่วยกันลงทุน ก็จะเกิดการสร้างงาน ทำให้วงล้อเศรษฐกิจประเทศมันหมุน สภาวะเศรษฐกิจที่ดีก็จะเริ่มกลับเข้ามาได้แน่นอน”
“เพราะในช่วงนี้เองที่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม สามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ เนื่องจากเป็นช่วงที่ดีมานด์เปลี่ยน ทำให้ทุกภาคส่วนต้องหันมาคิด ทบทวนกันใหม่ว่าจะวางยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยอย่างไร”
“อย่างที่ผ่านมา เราก็เห็นอยู่ว่าฐานการผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์ของต่างชาติมีแนวโน้มที่จะย้ายไปที่ อินโดนีเซีย หรือเวียดนามที่มีขนาดใหญ่กว่าและเติบโตสูงกว่าเรา ค่าแรงสูงกว่าเรา แต่ในวันนี้ มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว”
“วิกฤตโควิดมันมาสร้างโอกาสให้ไทย ทำให้ประเทศนักลงทุนต่างๆเห็นแล้วว่า ประเทศที่ตนเองเล็งว่าจะไปขยายฐานการผลิตยังมีสิ่งอำนวยความสะดวก โครงสร้างพื้นฐานต่างๆที่ยังไม่พร้อม ซัพพลายเชน ก็ยังไม่พร้อม แต่เมื่อมามองประเทศไทย ซัพพลายเชนเราพร้อม กำลังซื้อของผู้คนก็ดีกว่า ดังนั้น ถ้ารัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะส่งเสริมให้ New S-curve 10+2 ของ EEC เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมขึ้นมาได้อย่างไร ต่างชาติอาจเปลี่ยนใจกลับมาลงทุนที่ประเทศเรา”
“หรือถ้าวงจรเศรษฐกิจนี้เดินหน้าไปได้ นักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาจเปลี่ยนทิศทางการลงทุนจากไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน อาจชะลอไว้ก่อนก็ได้”
“ดังนั้น มาตรการภาครัฐที่กล่าวถึงนี้ไม่ใช่แค่การสนับสนุน แต่มาตรการของรัฐนั้นจะต้องสร้างดีมานด์ให้เกิด Economies of Scale หรือเพิ่มศักยภาพการผลิตให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยให้ได้ ซึ่งภาครัฐนี่เองที่จะเป็นเจ้าภาพและผู้ขับเคลื่อนที่เหมาะสมที่สุดในช่วงนี้”
เรียนรู้แนวคิด พลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการเดินหน้าธุรกิจจากเหล่าซีอีโอมากมาย














