Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.189

ยอดตั้งโรงงานในอีอีซีครึ่งปีโต 16% มูลค่าลงทุน 4.47 หมื่นล้าน จ้างงาน 1.48 ตำแหน่ง

นายประกอบ วิวิธจินดา
นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยยอดขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน(รง.4) และขยายกิจการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ประกอบด้วย 3 จังหวัดคือชลบุรี ฉะเชิงเทรา และ ระยอง ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2563 (ไม่รวมพื้นที่ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ.) มีจำนวนโรงงานทั้งสิ้น 273 โรงงาน เพิ่มขึ้น 16.66% จากช่วงเดียวกันในปี 2562 ที่มีอยู่ 234 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 4.47 หมื่นล้านบาท ลดลง 39.34% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 ที่อยู่ที่ 7.37 หมื่นล้านบาท และการจ้างงานทั้งหมด 1.48 หมื่นคน เพิ่มขึ้น 13.84% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 ที่อยู่ที่ 1.3 หมื่นคน จากตัวเลขข้างต้นเป็นที่น่าสังเกตว่าปริมาณการจ้างงานใหม่ปรับเพิ่มขึ้นน่าจะช่วยแก้ปัญหาการว่างงานของแรงงานที่ได้รับผลกระทบการระบาดไวรัสโควิด-19 ได้พอสมควร และดูจากจำนวนโรงงานที่เพิ่มขึ้นแสดงว่าอาจไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19มากนัก โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงเดินหน้าตามแผนลงทุนเดิม แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ว่าจะมีการแพร่ระบาดรอบ 2 หรือไม่ แต่คาดว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้นเห็นได้จากมาตรการป้องกันของภาครัฐและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้แบ่งเป็นการเปิดกิจการใหม่จำนวน 209 โรงงาน เพิ่มขึ้น 18.07% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีอยู่ 177 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุน 2.04 หมื่นล้านบาท ลดลง 45.16% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 3.72 หมื่นล้านบาท ส่วนการขยายกิจการมีจำนวน 64 โรงงาน เพิ่มขึ้น 12.28% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีอยู่ 57 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุน 2.42 หมื่นล้านบาท ลดลง 33.69% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 3.65 หมื่นล้านบาท

ทล. เตรียมสร้างมอเตอร์เวย์เชื่อม ‘มาบตาพุด-อู่ตะเภา’ รองรับผู้โดยสาร 60 ล้านคน

นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ทล.อยู่ระหว่างการศึกษาการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 7 สายกรุงเทพฯ–ชลบุรี–พัทยา ส่วนต่อขยายช่วงพัทยา–มาบตาพุดให้ไปถึงสนามบินอู่ตะเภา โดยมีระยะทางอีกประมาณ 7 กิโลเมตร ทั้งนี้เพื่อรองรับผู้โดยสารที่จะใช้บริการได้เพิ่มเป็น 60 ล้านคนต่อปีในอนาคต และเป็นการครอบคลุมโครงข่ายของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือบอร์ด EEC เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา รวมถึงเพื่อให้สอดรับกับนโยบายเร่งด่วนของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ในส่วนของการศึกษาเส้นทางดังกล่าวเบื้องต้นได้มีการประชุมร่วมกับ EEC คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการศึกษาประมาณ 6 เดือน ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบรายละเอียดการกำหนดแนวเส้นทางที่เหมาะสมและพิจารณารูปแบบการดำเนินการควบคู่กับการหาแหล่งเงินที่จะนำมาดำเนินการเพื่อประกาศเชิญชวนและเปิดประมูลให้เอกชนมาดำเนินการก่อสร้างต่อไป ส่วนการก่อสร้างคาดจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี ขณะที่แนวเส้นทางและวงเงินการก่อสร้างจะต้องมีการพิจารณาสรุปอีกครั้งโดยจะให้มีการเวนคืนน้อยที่สุด

สธ. เปิดรับต่างชาติรักษาตัวในไทย ยันคุมเข้มต้องปลอดโรคโควิด-19

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ภายหลังจากที่สถานการณ์โรคโควิด-19ในประเทศไทยเริ่มคลี่คลาย ไม่มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศมานานมากกว่า 1 เดือน และมีประกาศข้อกำหนดฉบับที่ 12 ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และ คำสั่ง ศบค. ฉบับที่ 6 อนุญาตให้ผู้ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งมีความจำเป็นต้องเข้ามารับการตรวจรักษาพยาบาลในประเทศไทยและผู้ติดตามของบุคคลดังกล่าว แต่ต้องไม่เป็นกรณีที่เข้ามาเพื่อการรักษาพยาบาลโรคโควิด-19 ทั้งนี้ รวมถึงผู้ป่วยเดิมที่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาล หรือผู้ป่วยใหม่ที่จำเป็นต้องมารับการรักษาในประเทศไทย ต้องเป็นผู้ป่วยที่มีผลตรวจปลอดโรคโควิด-19 และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคของประเทศไทยอย่างเข้มงวด โดยข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1-5 กรกฎาคม 2563 พบว่ามีผู้เดินทางเข้ามารับบริการที่โรงพยาบาลในกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 ราย ทั้งหมดเป็นผู้ป่วยเก่าที่เคยมารับการรักษาพยาบาลอยู่แล้ว (มาจากประเทศเมียนมา มัลดีฟส์ และกาตาร์ ประเทศละ 1 ราย และมีญาติผู้ดูแลติดตามมาด้วยจากประเทศเมียนมา 1 คนและมัลดีฟส์ 1 คน) ทั้งผู้ป่วยและผู้ติดตามต้องผ่านการตรวจ ซึ่งไม่พบเชื้อก่อโรคโควิด-19ที่ประเทศต้นทาง และมีเอกสารสำคัญครบถ้วนก่อนได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย จึงมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย

อิสราเอลไอเดียล้ำใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ผลิตเนื้อเสต็กจากพืช ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม 95%

www.redefinemeat.com
เว็บไซต์ Environman รายงานอิสราเอลไอเดียล้ำ ใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ผลิตเนื้อเสต็กจากพืช เหมือนตั้งแต่หน้าตายันรสชาติ ดีต่อโลก สัตว์ สุขภาพร่างกาย เนื่องจากการทานเนื้อสัตว์กำลังส่งผลกระทบต่อโลกอย่างมาก โดยเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โลกร้อน ประกอบกับการเลี้ยงสัตว์ ปศุสัตว์ ต้องใช้พื้นที่มหาศาลในการเลี้ยง หรือปลูกพืชผักให้สัตว์กิน ใช้น้ำ ใช้พลังงานทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล สัตว์ยังปล่อยก๊าซมีเทนจากการตด เรอ รวมถึงของเสียจากสัตว์อีกด้วย เนื้อของ Redefine Meat เป็นเนื้อทางเลือกที่ไม่มีส่วนผสมของสัตว์ มาจากธรรมชาติรวมกับส่วนผสมที่ยั่งยืน แต่มีรูปลักษณ์ที่เหมือนกับเนื้อจริงจนแทบแยกไม่ออก และไม่เพียงแค่หน้าตาเหมือนกันเท่านั้น ทางบริษัทเคลมว่ามันยังมีรสชาติและเนื้อสัมผัสยังใกล้เคียงกับเนื้อจริงเลยทีเดียว ทางบริษัทได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสร้างแบบจำลองเนื้อ 3D, สูตรอาหาร และการพิมพ์ เพื่อเลียนแบบเนื้อได้อย่างสมบูรณ์แบบ เนื้อดังกล่าวประกอบไปด้วยโปรตีนจากถั่วเหลือง ไขมันจากมะพร้าว น้ำมันทานตะวัน และสีที่ได้ก็มาจากธรรมชาติ  Redefine Meat ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่น้อยกว่าเนื้อจริงๆ ถึง 95% แถมยังปราศจากคอเลสเตอรอลและราคายังสามารถจับต้องได้อีกด้วย ในปัจจุบันมนุษย์บริโภคเนื้อวัวจำนวนมากกว่า 50,000 ล้านตันต่อปีทั่วโลก ซึ่งการแลกมาด้วยเนื้อวัวเพียง 1 กิโลกรัม ต้องอาศัยอาหารถึง 25 กิโลกรัมในการเลี้ยงดู และใช้น้ำมากถึง 20,000 ลิตร แถมมันยังผลิตก๊าซเรือนกระจกออกมามากถึง 22 กิโลกรัม ดังนั้น Redefine Meat จึงเกิดขึ้นมาเพื่อให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่อยากลดการบริโภคเนื้อ อันเนื่องมาจากผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมหรือสำหรับผู้ที่รักสัตว์

อาลีบาบาจับมือ BMW สร้างฐานเซี่ยงไฮ้ ระดมสตาร์ทอัพอินเทอร์เน็ต-ยานยนต์

ยานยนต์สมัยใหม่
บริษัทอาลีบาบากรุ๊ปก่อตั้งพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ร่วมกับบีเอ็มดับเบิลยู (BMW) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน เพื่อสร้างฐานนวัตกรรมร่วมในเซี่ยงไฮ้สำหรับบริษัทสตาร์ทอัพด้านอินเทอร์เน็ตและยานยนต์จีน สำนักงานใหม่แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีจินเฉียว ใจกลางเขตผู่ตงใหม่ ด้วยความร่วมมือของอาลีบาบา คลาวด์ สายธุรกิจคลาวด์คอมพิวติงของอาลีบาบา และบีเอ็มดับบลิว สตาร์ทอัพ การาจ (BMW Startup Garage) ซึ่งกลุ่มบริษัทบีเอ็มดับเบิลยูประสานงานร่วมกับบริษัทสตาร์ทอัพ ฐานนวัตกรรมร่วมแห่งนี้วางแผนที่จะจัดหาทรัพยากรและบริการด้านเทคนิคให้แก่องค์กรกว่า 300 แห่ง โดยเกี่ยวเนื่องกับคลาวด์คอมพิวติง กระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยียานยนต์ที่ล้ำสมัย รวมถึงการฝึกอบรมด้านเทคนิคและบริการให้คำปรึกษาในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ พื้นที่สำนักงานมากกว่า 5,000 ตารางเมตรภายในฐานจะเปิดให้ทีมสตาร์ทอัพนำเสนอโครงการมากคุณภาพอย่างน้อย 30 โครงการ อีกทั้งบริษัทและโครงการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาจได้รับการสนับสนุนทางการเงินและบริการด้วย โยเคน โกลเลอร์  ประธานและซีอีโอของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศจีน กล่าวว่าการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน และยังผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์หันหน้าไปสู่อนาคตที่ชาญฉลาดและไปในทางที่เป็นระบบไฟฟ้าและดิจิทัลมากขึ้น “รถยนต์ในอนาคตจะกลายเป็นจุดเชื่อมต่อของระบบเครือข่ายรุ่นต่อไป สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ มาสู่สาธารณะ” เริ่นเกิง รองประธานอาลีบาบากรุ๊ป กล่าวพร้อมเสริมว่าอาลีบาบาจะร่วมมือกับบีเอ็มดับเบิลยู บ่มเพาะกลุ่มวิสาหกิจด้านนวัตกรรมในเขตผู่ตง พร้อมทั้งชักนำผู้มีความสามารถระดับสูงเข้ามาร่วมงานด้วย