ปมประเด็นปัญหา Life Coach ที่เป็นกระแส Talk of the Town เมื่อราวต้นเดือนที่ผ่านมา ผมหลังไมค์คุยกับมิตรสหายหลายท่าน สนทนากันถึงการขึ้นทะเบียน Life Coach กับกระทรวงศึกษาธิการ
เพราะ Life Coach ก็เหมือนการจัดการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่ง เรามีการศึกษานอกโรงเรียน สถาบันกวดวิชา ทั้งหมดอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ที่ต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงศึกษาธิการ แล้วเหตุใด Life Coach จึงมีอภิสิทธิ์พิเศษที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียน?
แม้ว่า Life Coach หลายเจ้า จะมีคุณภาพมากกว่าสถาบันฝึกอบรม หรือโรงเรียนกวดวิชาหลายแห่ง กระนั้นก็ดี เพื่อมิให้สังคมมีสองมาตรฐาน Life Coach ทุกแห่งต้องจับไปขึ้นทะเบียนกับกระทรวงศึกษาธิการ
เพราะ Life Coach ก็เปรียบเสมือน “ครู” คนหนึ่ง ซึ่งเมื่อมี “ศิษย์” หรือ “ผู้เรียน” หรือจะเรียกว่า “ผู้เข้ารับการอบรม” หรือ “ผู้สนใจเข้าฟัง” Life Coach ก็คือ “ผู้สอน” หรือ “ครู”
แม้ว่าที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าอาชีพ “ครู” ในสังคมไทยจะเป็นอาชีพที่ “ไม่ต้องรับผิดชอบ” ก็ตาม
ไม่น่าเชื่อว่า “เด็กไทย” หมายถึง “นักเรียนไทย” จำนวนมาก “อ่านภาษาไทยไม่ออก” และ “เขียนภาษาไทยไม่ได้” Oh my God!
มันเป็นไปได้อย่างไร?
แต่มันเป็นไปแล้ว เพราะระบบการศึกษา ไม่ได้สร้าง “ระบบรับผิดชอบ” ให้เกิดขึ้นเลย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารสถานศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งครู
มิฉะนั้น เราจะมี “นักเรียนไทย” จำนวนมาก “อ่านภาษาไทยไม่ออก” และ “เขียนภาษาไทยไม่ได้” ได้อย่างไร
เพราะตั้งแต่ประเทศเรายกเลิก “ระบบเรียนซ้ำชั้น” หรือ “สอบตก” และ “สอบไม่ผ่าน” ใน “ระดับชั้น” ต้อง “เรียนซ้ำชั้น” ตั้งแต่เรายกเลิก “ระบบเรียนซ้ำชั้น” ดูเหมือนว่าคุณภาพการศึกษาของเราจะแย่ลงเรื่อยๆ
ไม่น่าเชื่อว่า “เด็กไทย” หมายถึง “นักเรียนไทย” จำนวนมาก “อ่านภาษาไทยไม่ออก” และ “เขียนภาษาไทยไม่ได้” Oh my God!
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพูดถึง “ระบบส่งต่อ” จากการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. จากปฐมวัย ไปสู่ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา เด็กสอบสาธิตได้ เด็กสอบเตรียมได้
หากไม่นับเด็กที่เก่งโดยธรรมชาติ หรือ “เด็กอัจฉริยะ” เด็กที่สอบได้อาศัยสตางค์พ่อแม่ไปติวข้างนอก หรือไปเรียนกวดวิชาทั้งสิ้น
ส่วนการไปสู่ระดับอุดมศึกษานั้น โรงเรียนเก่าแทบไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับการสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยของเด็กเลย
และเมื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยแล้ว พวกอุดมศึกษาก็ “ไม่ต้องรับผิดชอบภาวะการมีงานทำของนิสิต” เราจึงเห็นบัณฑิตจบใหม่ตกงานเป็นหลักหลายแสนคน! เพราะมหาวิทยาลัยไม่ต้องรับผิดชอบหลังเรียนจบ ว่านักศึกษาจะมีงานทำหรือไม่
สถาบันอุดมศึกษารับผิดชอบเฉพาะการแจกใบปริญญาให้เท่านั้น!
หมอดู ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับลูกค้า
เพราะดูแล้วก็แล้วกันไป ชีวิตลูกค้าจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับลูกค้า ลูกค้าจะทำตามหมอดูแล้วดีขึ้นหรือแย่ลง ดูเหมือนหมอดู ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
คล้ายกับกรณี “ครู” ข้างต้นเช่นกัน
ในแง่ดี หมอดู มีลักษณะของนักจิตวิทยาที่รับฟังปัญหาและใช้สถิติทางโหราศาสตร์ให้กำลังใจ ช่วยเยียวยาจิตใจผู้คน
โดยค่านิยมสังคมไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เท่ายุโรปอเมริกา เราจึงได้เห็นช่องว่างตรงนี้เกิดอาชีพ หมอดู หรือ นักจัดรายการวิทยุ ที่ตั้งตัวเป็นจิตแพทย์จำแลง ตอบปัญหาชีวิตผ่านหน้าปัดวิทยุ
จุดนี้ มิตรสหายหลายท่านก็สนทนากับผมนานแล้วว่า ไม่มีการตรวจสอบวุฒิการศึกษาของนักจัดรายการวิทยุประเภทให้คำปรึกษาปัญหาชีวิตเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Life Coach บางประเภท ที่รับปรึกษาปัญหาชีวิต ซึ่งมีอยู่หลายเจ้าด้วยกันที่ตั้งตัวเป็นสำนักให้คำปรึกษาปัญหาชีวิต

จึงควรมองว่า อาชีพเหล่านี้เป็นสิ่งหมิ่นเหม่ อันตรายอยู่ไม่น้อย เมื่อเล่นกับชีวิตคน
แม้โดยทั่วไปแล้ว อาชีพ Life Coach จะสอนเรื่องการทำมาหากิน เรื่องเงินๆ ทองๆ แต่ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรอีกในประเด็นนี้อยู่ดี ลูกค้าจะประกอบธุรกิจแล้วพัง หรือเล่นหุ้นแล้วเจ๊ง มันก็เป็นเรื่องของลูกค้า ไม่ใช่เรื่องของ Life Coach
ประเด็นทั้งหมดนี้ คล้ายกับกรณีของอาชีพ “คนขับรถตู้รับส่งนักเรียน” ที่ชอบ “ลืมเด็กนักเรียนไว้ในรถ” เด็กขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต ซึ่งก็ไม่ใช่จะมีเด็กนักเรียนตายคารถแค่ครั้งเดียว แต่เกิดซ้ำๆ ซากๆ หลายครั้ง จนหลายคนชาชิน เพราะไม่ใช่ลูกตัวเอง
หรือจะเป็นอาชีพ “นักขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล” หรืออาชีพ “คนดูแลท่อน้ำมันกลางทะเล” ที่สังคม ประเทศชาติ ไม่อนุญาตให้คุณ “ทำงานพลาด” หรืออีกนัยก็คือ เป็นอาชีพที่คุณต้องมี “ความรับผิดชอบ”
มิฉะนั้น หากเกิดน้ำมันรั่วไหล คราบน้ำมันก็จะทำลายสภาวะแวดล้อมทางทะเล ข่าวคราบน้ำมันรั่วเมื่อหลายปีก่อนยังสั่นประสาท ทำให้ประชาชนขวัญผวา
เพราะ “ความรับผิดชอบ” หมายถึง พันธะผูกพันในหน้าที่ที่มีต่อเป้าหมาย โดยสังคมต้อง “มีระบบที่สามารถตรวจสอบและประเมินผลงาน” เพื่อให้ “ลงโทษ” อาชีพที่ “ไม่มีความรับผิดชอบ” ได้
อาชีพใดๆ ก็ตามแต่ ที่ “มีเงินเดือนสูงมาก มีสวัสดิการดีเด่น และมีโบนัสยอดเยี่ยม” นั้น แปลไทยเป็นไทยได้ว่า อาชีพนั้นๆ ย่อมเป็นอาชีพที่ “สังคมได้มอบความไว้วางใจ”
คือสังคมได้ “ไว้ใจ” ให้ท่านได้ประกอบอาชีพแทนประชาชน สังคมจึงได้ให้โอกาสท่านได้ “มีเงินเดือนสูงมาก มีสวัสดิการดีเด่น และมีโบนัสยอดเยี่ยม”
“อาชีพแพทย์” คือการ “เยียวยาคนป่วย ช่วยชีวิตคนไข้” เมื่อเป็นเช่นนี้ “อาชีพแพทย์” จึง “เงินเดือนสูงมาก มีสวัสดิการดีเด่น และมีโบนัสยอดเยี่ยม” และได้รับ “ความไว้วางใจ” จากสังคมในระดับสูงสุด!
มิตรสหายหลายท่านหลังไมค์กับผมถึงอาชีพ “สัตวแพทย์” ที่มีความสำคัญไม่แพ้ “แพทย์” ทว่า ความรับผิดชอบน้อยกว่า เพราะไม่ต้องรับผิดชอบ “ชีวิตคน” ที่มีความสำคัญกว่า “ชีวิตสัตว์” จุดนี้เป็น “เส้นแบ่งบางๆ” ครับ
“อาชีพสถาปนิก” และ “อาชีพวิศวกรโยธา” ก็เป็นอาชีพที่ต้องระมัดระวัง ไม่ออกแบบอาคารและสร้างตึกอย่างขอไปที และก่อให้เกิดอันตรายแก่พี่น้องประชาชน ท่านต้องออกแบบอาคารและสร้างตึกให้มีความปลอดภัย
ในฐานะที่ผมเป็นนักวิชาการ และเป็นอาจารย์ ผมสอนเด็กนักเรียนว่า อาชีพทั้งหลายในสังคมมีความแตกต่างกัน และ “อาชีพบางอย่าง” ก็มีความสำคัญกว่า “อาชีพบางอย่าง”
เช่น อาชีพ “โปรแกรมเมอร์”

ผมบอกนักเรียนว่า ถ้าคุณประกอบอาชีพ “โปรแกรมเมอร์” ใน “ร้านขายของชำ” แม้คุณจะมีความสำคัญต่อธุรกิจร้านขายของชำ แต่คุณก็มีความสำคัญน้อยกว่าการประกอบอาชีพ “โปรแกรมเมอร์ในสนามบิน”
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีความสำคัญน้อยกว่าการประกอบอาชีพ “โปรแกรมเมอร์ในโรงพยาบาล”
เพราะเป็นอาชีพ “ที่เกี่ยวกับสนามบิน” และเป็นอาชีพ “ที่เกี่ยวกับโรงพยาบาล” มันเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของผู้คนครับ!
ดังนั้น คุณต้องมี “ความรับผิดชอบ” สูงสุดครับ!













