วิกฤตโควิด-19 ทำให้โลกได้ประจักษ์แล้วว่า ประเทศไทย มีศักยภาพในการรับมือกับวิกฤตโรคระบาดแบบไม่น้อยหน้าประเทศใดในโลก โดยปัจจัยความสำเร็จส่วนหนึ่งคงต้องยกให้กับ ‘การวางนโยบาย มาตรการทางการแพทย์และการสาธารณสุขของไทย’ ที่ตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการระบาดของโรคในครั้งนี้ กอปรกับความเข้มแข็งของ ระบบสาธารณสุขไทย ที่ได้รับการวางรากฐานอย่างมั่นคงมาเป็นศตวรรษ ด้วยแนวคิดคุ้นหู “ป้องกันดีกว่ารักษา” นั่นเอง
เพื่อให้เข้าใจถึงที่มาที่ไปที่สร้างความเข้มแข็งให้ ระบบสาธารณสุขไทย จนสามารถจัดการกับโรคโควิด-19 ได้อย่างน่าชื่นชม พร้อมวิเคราะห์ให้เห็นถึงความท้าทายข้างหน้าในการพัฒนาการสาธารณสุขไทยให้เติบโตไปบนเส้นทางการเป็น Thailand Medical Hub ในมุมมองเศรษฐศาสตร์สุขภาพ
นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงได้จับมือกับ แพทย์ประจำบ้าน ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยแพร่บทความเรื่อง “วิกฤตโควิด-19 กับมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพ” ผ่านทางเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ให้มุมมองที่น่าสนใจไว้ในหลากหลายมิติ

ที่มาที่ไป แนวคิด “ป้องกันดีกว่ารักษา” ช่วยคนไทยรอดจากวิกฤตโรคระบาดล้างโลก
ก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ในปี 2562 ปรากฏว่ารายงาน Global Health Security Index ได้จัดอันดับให้ไทยอยู่ในลำดับที่ 6 ของประเทศที่มีความมั่นคงด้านสาธารณสุขสูงสุด ด้วยคะแนนอันโดดเด่นใน 3 องค์ประกอบย่อย คือ การป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ การตอบสนองต่อวิกฤตโรคระบาดที่รวดเร็ว และระบบสาธารณสุขไทยที่เข้มแข็ง
และล่าสุด องค์กร Global COVID-19 (GCI) จัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีดัชนีการฟื้นตัวจากโควิด-19 สูงสุด เป็นอันดับ 2 รองจากออสเตรเลีย ทั้งยังได้รับคำชมจาก WHO และนานาชาติว่า สามารถรับมือกับโรคโควิด-19 ได้ดี

เพราะเรามี ระบบดูแลสุขภาพในระดับครอบครัวที่ดี อันเกิดจากระบบการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ที่มีอยู่ร่วมล้านคนทั่วประเทศ
ทั้งนี้ ความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขไทยมาจากการวางรากฐานที่มั่นคงตั้งแต่อดีต เมื่อครั้งได้จัดตั้งกรมสาธารณสุขในปี 2461 ด้วยหลักคิด “ป้องกันดีกว่ารักษา” มาในวันนี้ก็ยังทันสมัย แม้จะผ่านมากว่า 100 ปีแล้วก็ตาม
แนวทางที่บ่งชี้ถึง รากฐานการสาธารณสุขไทย ที่มีความเข้มแข็ง คือ การวางมาตรการป้องกันโรคและรับมือกับวิกฤตโรคระบาดอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการสั่งสมความรู้ด้านระบาดวิทยาจากประสบการณ์ในอดีต อย่างในช่วงการควบคุมการระบาดของไข้ทรพิษ อหิวาตกโรค และกาฬโรค
รวมถึงเมื่อมีการแพร่เชื้อโรคเอชไอวี ประเทศไทยก็สามารถรณรงค์ให้ประชาชนมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยด้วยการใส่ถุงยางอนามัย ทำให้ไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเอชไอวีได้ดีจนเป็นแบบอย่างในระดับโลก
นอกจากนั้น ที่ผ่านมา ประชาชนชาวไทยยังเข้าถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดต่อ โดยครอบคลุมการได้รับวัคซีนสูงถึง 90% จากบริการวัคซีนโรคติดต่อพื้นฐานกว่า 10 ชนิด
อย่างไรก็ดี Key success ของความสำเร็จนี้ต้องยอมรับว่าอยู่ที่ผู้นำประเทศ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาผู้นำของเราต่างให้ความสำคัญกับการทำแผนควบคุมโรคแบบบูรณาการ การดำเนินการเชิงรุกผ่านระบบการรักษาที่ครอบคลุม และได้รับความร่วมมือจากท้องถิ่นและประชาชน ซึ่งเมื่อเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 กลไกเหล่านี้จึงถูกนำมาปรับใช้จนได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจ
เข้มแข็ง ครอบคลุม และคุ้มค่า จุดเด่นของ ระบบสาธารณสุขไทย
ต่อมาทีมผู้เขียนบทความยังได้ใช้หลักเศรษฐศาสตร์สุขภาพที่คำนึงถึง การใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสุขอนามัยของประชาชน มาใช้วิเคราะห์ระบบสาธารณสุขไทยว่า ประเทศไทยลงทุนในงบประมาณด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องราว 10% ของงบประมาณแต่ละปี ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยที่ 5.3% ต่อปี โดยการเพิ่มทรัพยากรเข้าไปอย่างต่อเนื่องส่งผลให้สาธารณสุขไทยมีความเข้มแข็ง 3 ด้านหลัก ได้แก่
โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่เพียบพร้อม เน้นพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน สาธารณสุขมูลฐาน และบริการปฐมภูมิ โดยปัจจุบันไทยมีหน่วยบริการทางการแพทย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุขกระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 1 หมื่นแห่ง มีเตียงรองรับผู้ป่วยกว่า 1 แสนเตียง รวมทั้งมีระบบแพทย์ชุมชนและ อสม. ที่เข้มแข็ง
บุคลากรการแพทย์ไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก เราสามารถผลิตบุคลากรการแพทย์ไทยได้ปีละกว่า 2,800 คน มีโรงเรียนแพทย์ที่มีคุณภาพกว่า 20 แห่ง โดยปี 2561 มีสัดส่วนบุคลากรการแพทย์ 44 คน ต่อจำนวนประชากร 10,000 คน แม้สัดส่วนจะต่ำกว่าหลายประเทศ แต่พบว่าสามารถรองรับและให้บริการทางสาธารณสุขได้ในระดับค่อนข้างดี
ความครอบคลุม (Coverage) ของสวัสดิการทางการแพทย์ที่อยู่ในเกณฑ์ดี ข้อมูลปี 2562 ชี้ว่าสวัสดิการรักษาพยาบาลในบ้านเรามี 3 ระบบหลัก ได้แก่ สิทธิข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งครอบคลุมประชากรถึงเกือบร้อยละ 100 ขณะที่นโยบายด้านหลักประกันยา ก็มีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาที่จำเป็นได้ในราคาที่ถูกลงด้วย
ตอบสนองต่อวิกฤตโรคระบาดได้อย่างรวดเร็ว ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง
อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นว่า เพราะการตอบสนองต่อวิกฤตโรคระบาดค่อนข้างรวดเร็ว ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อให้อยู่ในวงจำกัดได้
เพราะหลังการประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย ก็มีการวางกลไกควบคุมโรคเชิงรุก ตลอดจนรัฐบาลได้ประกาศจัดตั้ง ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ซึ่งนี่เป็นข้อบ่งชี้ที่แสดงว่าทางการไทยยกระดับปฏิบัติการได้รวดเร็วและทันการณ์
รวมทั้งได้ให้ความสำคัญกับการสื่อสารเชิงรุกผ่านการแถลงของ ศบค. ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมทางการสื่อสารและเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างความตื่นรู้ให้แก่ประชาชน ทำให้ได้รับความร่วมมือจากคนไทยเป็นอย่างดี
กลไกถัดมาที่นำมาสู่ความสำเร็จในการควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในไทย คือ การปรับตัวและความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ที่นำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ติดตามและเฝ้าระวัง ภาคประชาชนก็ให้ความร่วมมือในการป้องกันโรค เช่น บริษัทเอกชนอนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้าน ร้านค้าตั้งจุดคัดกรองกลุ่มเสี่ยงก่อนเข้ารับบริการ
ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ปรับตัวด้วยการออกแบบระบบคัดกรองผู้ป่วย มีบริการจัดส่งยาไปที่บ้าน ส่วนกลไกสุดท้ายที่ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดในระดับท้องถิ่น คือ การมีระบบแพทย์ชุมชนและ อสม. โดยทีมแพทย์และพยาบาลลงพื้นที่ให้ความรู้กับชุมชน และมีการออกแบบระบบสาธารณสุขชุมชนร่วมกัน
ที่ผ่านมา นับว่า อสม. ประจําหมู่บ้านมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารกับชุมชนอย่างใกล้ชิด ทั้งการสำรวจ ระบุผู้ป่วยที่ต้องสงสัย ตลอดจนการติดตามและกักตัวผู้สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วยลดโอกาสการแพร่กระจายของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชี้ ความท้าทายและโอกาสของระบบสาธารณสุขไทย ที่จะพัฒนาสู่ Thailand Medical Hub ได้หลังวิกฤตโควิด–19
สถานการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา ถือเป็นบททดสอบสำคัญที่ช่วยถอดบทเรียนให้สังคมไทยในหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่
การวางระบบจัดสรรทรัพยากรการแพทย์ให้เป็นไปตามกลไกตลาด เพื่อลดปัญหาการขาดแคลน และการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร
การเร่งพัฒนาระบบการแพทย์ทางไกล โดยต่อยอดจากช่วงการแพร่ระบาดที่มีสถิติการเข้ารับบริการในสถานพยาบาลลดลงมาก และจัดส่งยาไปที่บ้านผู้ป่วยแทน
การลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาและสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ ให้มากขึ้น อาทิ การสนับสนุนการวิจัยด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์
ท้ายที่สุด ทีมผู้เขียนบทความให้ความเห็นไว้ว่า
“ในวิกฤตยังมีโอกาส ภาคธุรกิจไทยควรใช้ความเข้มแข็งด้านสาธารณสุขและการท่องเที่ยว สร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยการต่อยอดเทรนด์ Wellness Tourism ซึ่งไทยมีความได้เปรียบหลายด้านดังที่กล่าวมา”
“ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ ด้านภาครัฐควรให้การสนับสนุนผ่านมาตรการต่างๆ เช่น ภาษี หรือ Travel Bubble เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ทั้งจากคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมาเฟื่องฟูให้ได้”
ที่มา : เรียบเรียงจาก บทความ เรื่อง ““วิกฤตโควิด 19 กับมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพ” โดย ดร.เสาวณี จันทะพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ทศพล ต้องหุ้ย เศรษฐกรอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และ พญ.กัลยรัตน์ สุขเรือง แพทย์ประจำบ้าน ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยแพร่ทางเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย
มีเรื่องราวดีๆเกิดขึ้นในระหว่างวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้มากมาย มาอัปเดตเรื่องราวดีๆเหล่านั้นกัน













