โปร ‘โควิด-19’ หมด! อนาคต ‘เอสเอ็มอี’ จะไปทางไหน?

สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั้งในระดับธุรกิจและครัวเรือน ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ที่ผ่านมาในฝั่งภาคการเงินมีกระทรวงการคลัง ธปท. และสถาบันการเงิน ร่วมกันออกมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน โดยพุ่งเป้าหมายไปยังกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักเป็นลำดับต้นๆ ได้แก่ ‘ธุรกิจเอสเอ็มอี’ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มที่เป็นนิติบุคคลไม่น้อยกว่า 7 แสนราย และในรูปบุคคลอีกกว่า 2.2 ล้านราย ครอบคลุมการจ้างงานถึงประมาณ 14 ล้านตำแหน่ง

มาตรการให้ความช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีของไทยในปัจจุบัน

มาตรการช่วยเหลือด้านการเงินที่สำคัญ ได้แก่
  • มาตรการเลื่อนกำหนดการชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือนเป็นการทั่วไป
  • มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ทั้งจากสภาพคล่องของสถาบันการเงินเอง และภายใต้ Soft Loans ของธนาคารออมสินและธปท.)
  • มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ตลอดจนการช่วยลดความเสี่ยงของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยการค้ำประกันสินเชื่อจาก บสย.
ซึ่งสำหรับโครงการเลื่อนกำหนดการชำระหนี้ฯนั้นจะสิ้นสุดลงประมาณเดือนตุลาคม 2563 นี้ ดังนั้น จึงเป็นที่มาของคำถามว่า…ความช่วยเหลือยังจำเป็นต่อไปหรือไม่และปัจจุบันมีทางเลือกใดบ้าง?

โควิด-19 เอสเอ็มอี

จำเป็นต้องเพิ่มสินเชื่อ-เงินให้เปล่าอีกหรือไม่?

ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจไทยจะยังเผชิญความไม่แน่นอนต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ตราบใดที่การพัฒนาวัคซีนยังไม่นำมาสู่การใช้จริงอย่างแพร่หลาย ภาคธุรกิจยังต้องคงนโยบาย Social Distancing ที่ทำให้มีต้นทุนดำเนินงานเพิ่ม และยอดขายยังไม่กลับสู่ระดับปกติ ดังนั้น ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงน่าจะยังมีความจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการดูแลและเยียวยาธุรกิจเอสเอ็มอีเพิ่มเติม เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงระยะเวลาที่ยากลำบากนี้ไป ซึ่งอาจกินระยะเวลาช่วงครึ่งแรกของปีหน้าเป็นอย่างน้อย

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีในต่างประเทศ พบว่ามีหลายแนวทางซึ่งมีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกัน อีกทั้งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้แตกต่างจากแนวปฏิบัติของไทยในปัจจุบันมากนัก ยกเว้นมาตรการสนับสนุนเงินเพื่อให้ภาคธุรกิจใช้สำหรับการจ้างงานโดยตรง (Job Retention) ซึ่งผลสัมฤทธิ์ของมาตรการลักษณะนี้อยู่ที่ความพร้อมของระบบข้อมูลที่จะต้องสามารถตรวจสอบทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้างได้ และการออกแบบโครงการเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจสนใจกู้ยืมและนำสภาพคล่องที่ได้รับไปใช้ในการจ้างงานจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น โครงการ Paycheck Protection Program ที่ภาครัฐจะเปลี่ยนจากเงินกู้เป็นเงินให้เปล่า (Forgivable Loans) หากธุรกิจปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดครบถ้วน ซึ่งแม้จะดีกับภาคธุรกิจและการจ้างงาน แต่โครงการลักษณะนี้ก็จะเป็นภาระกับงบประมาณและหนี้สาธารณะค่อนข้างมาก


โอนสินเชื่อด้อยคุณภาพให้บ.บริหารสินทรัพย์จัดการ

ส่วนมาตรการที่ยังไม่ได้มีประเทศใดนำกลับมาใช้นับจากวิกฤตต้มยำกุ้ง คือ การโอนสินทรัพย์ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMCs) ในการช่วยบริหาร ซึ่งมีข้อดีในหลักการตรงที่ช่วยโยกพอร์ตสินเชื่อที่มีแนวโน้มด้อยคุณภาพออกจากงบการเงินและช่วยให้สถาบันการเงินเดินหน้าปล่อยสินเชื่อต่อได้โดยกังวลลดลงต่อปัญหาหนี้เสีย แต่จะมีผลกระทบมาที่สถาบันการเงินมากน้อยเพียงใดขึ้นกับราคาขายและเงื่อนไขผูกพันในทางปฏิบัติของสัญญาซื้อขายหนี้นั้นๆ ด้วย ขณะที่หากตั้งราคารับซื้อสูงและดำเนินงานผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่เป็นของรัฐ ก็จะเพิ่มภาระทางการคลังค่อนข้างมากได้ เพราะวงเงินรับซื้อคงต้องสูงถึงหลายแสนล้านบาทเพื่อบรรเทาภาระที่มีนัยต่อระบบสถาบันการเงิน

ตัวอย่างมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีในต่างประเทศ


โควิด-19 เอสเอ็มอี

เปิดพอร์ตสินเชื่อแบงก์ยังช่วยได้แค่ไหน

นอกจากผลสัมฤทธิ์ของการออกมาตรการในการให้ความช่วยเหลือต่อธุรกิจเอสเอ็มอี ลูกจ้างของธุรกิจ และเศรษฐกิจในภาพรวมแล้ว ผลกระทบต่อสถาบันการเงินที่เป็นกลไกสำคัญในโครงการช่วยเหลือต่างๆ ก็เป็นอีกโจทย์ที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน เนื่องจากมีภาระหนี้ด้อยคุณภาพจากสินเชื่อในพอร์ตเดิมอยู่แล้ว ขณะเดียวกันบทบาทในการร่วมกับทางการในการให้การสนับสนุนลูกค้าทุกกลุ่มผ่านโครงการต่างๆ ทำให้มีพอร์ตสินเชื่อที่ ‘ไม่สร้างรายได้ตามปกติ’ ที่ใหญ่ขึ้นตามลำดับ อันมีผลกระทบต่อผลประกอบการและการสะสมทุนไว้รองรับผลผูกพันเมื่อมาตรการของทางการสิ้นสุดลง ซึ่งลูกหนี้ส่วนหนึ่งอาจกลายเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ และย้อนกลับมากระทบสถานะความเข้มแข็งของเงินกองทุนในระยะต่อไปได้ โดยล่าสุดเฉพาะมาตรการปรับโครงสร้างหนี้และช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยของสถาบันการเงินมียอดหนี้สูงถึง 6.74 ล้านล้านบาท ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2563 ซึ่งประมาณว่าจะเป็นส่วนของธนาคารพาณิชย์ไทยไม่น้อยกว่า 4.7 ล้านล้านบาท

ประมาณการผลกระทบต่อเงินกองทุนของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินผลกระทบต่อระบบธนาคารพาณิชย์ไทย โดยในกรณีที่ทางการต่ออายุมาตรการให้ความช่วยเหลือ และ/หรือออกมาตรการใหม่เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ อาทิ มาตรการพักหนี้ มาตรการเสริมสภาพคล่องต่างๆ หรือการช่วยบริหารจัดการหนี้จากพอร์ตของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย พบว่า คงช่วยให้ระบบยังสามารถประคองอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงไว้ที่ประมาณ 13-14% เทียบกับ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2563 ที่อยู่ที่ 15.8% ต่อสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งการขยับลงเล็กน้อยของอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงดังกล่าว สะท้อนฐานธุรกิจหลักหรือสินเชื่อที่ใหญ่ขึ้นตามการให้ความช่วยเหลือลูกค้า มากกว่าผลกระทบจากประเด็นคุณภาพหนี้ที่ยังคงได้รับการดูแลทางตรงและทางอ้อมจากมาตรการต่างๆ 
ดังนั้น การต่ออายุมาตรการสำหรับลูกหนี้ คงช่วยต่อลมหายใจของลูกหนี้และคุณภาพหนี้ได้อีกระยะหนึ่ง

ธปท. ต้องผ่อนกฎเชฟสถาบันการเงิน

ขณะเดียวกันมาตรการดังกล่าว คงต้องมาควบคู่กับการคงมาตรการช่วยเหลือฝั่งสถาบันการเงินให้นานเพียงพอที่จะประคองภาพรวมให้ก้าวผ่านระยะเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้เช่นกัน ซึ่งตัวอย่างมาตรการในต่างประเทศ อาทิ สหรัฐฯ ยุโรป และมาเลเซียนั้น สะท้อนการผ่อนปรนในการบังคับใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ ตลอดจนเกณฑ์การคำนวณอัตราส่วนด้านสภาพคล่อง และเกณฑ์เกี่ยวกับเงินกองทุนต่างๆ โดยเฉพาะสำหรับสินเชื่อภายใต้โครงการให้ความช่วยเหลือภายใต้การสนับสนุนของรัฐ ตลอดจนการสนับสนุนด้านสภาพคล่องให้กับระบบธนาคารในยามจำเป็น ทั้งนี้ หลายมาตรการที่ ธปท.ดำเนินการอยู่ ก็มีแนวทางที่สอดคล้องกับแนวทางข้างต้น ขณะที่เมื่อสถานการณ์ชัดเจนขึ้นก็อาจต้องทบทวนกรอบระยะเวลาของมาตรการว่าจำเป็นจะต้องขยายออกไป
เพื่อให้ครอบคลุมระยะเวลาการฟื้นตัวของธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจนานกว่าสิ้นปี 2564 ที่กำหนดไว้เดิม

ข้อมูล : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย