ทีมเศรษฐกิจ vs องค์กรภาคการผลิต ใครจะปรับปรุงกลไกเศรษฐกิจได้ดีกว่ากัน

เมื่อเศรษฐกิจถดถอยเผชิญปัญหาตัวเลขการว่างงาน จากการคาดคะเนของหลายฝ่ายจะเห็นว่ามีตัวเลขหลายล้านคน รวมถึงตัวเลขบัณฑิตที่ยังไม่นับรวมว่าเข้าสู่ตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตาม คาดว่าหากเรามี ‘ทีมเศรษฐกิจ’ ที่มีวิสัยทัศน์ก็สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ในมุมมองของเรานั้น หากพิจารณาจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาก็จะเห็นว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอัตราการเติบโตและเผชิญปัญหาการปรับโครงสร้างตนเองอยู่ ดังต่อไปนี้


ถาม : เศรษฐกิจไทยนั้นถือว่าถดถอยหรือไม่

ตอบ : คือหากเราดูมา 6-7 ปีที่ผ่านมานั้น ถือว่าลดการขยายการส่งออกและมีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจที่ต่ำเฉลี่ยประมาณร้อยละ 3 มีปัญหาขาดดุลงบประมาณรายจ่ายที่เรื้อรังและอัตราหนี้สินครัวเรือนที่มากกว่าร้อยละ 85
สัญญาณนี้ถือว่าถดถอยอย่างเรื้อรัง ภาครัฐใช้เงินกว่า 17 ล้านล้านบาท แต่เศรษฐกิจขยายตัวได้แค่ 3 ล้านล้านบาท ถือว่าได้ผลต่ำ ดูคล้ายกับโดนคว่ำบาตรทางการค้า แต่ไม่ใช่ ตรงนี้เหมือนกับการเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตใหม่

ถาม : เศรษฐกิจไทยนั้นถือว่าถดถอยหรือไม่

ตอบ : ถือว่าถดถอย จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและการปฏิรูปการบริหารราชการ แม้ว่าเศรษฐกิจไทยสามารถเติบโต 3% แต่เรายังพอมีแหล่งสำรองอยู่ คือการใช้ตำแหน่งที่ตั้งของประเทศและสินทรัพย์ใหม่ๆ ในเชิงกลยุทธ์ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำ
ตอนนี้เราต้องย้ายอย่างเด็ดขาดจากการพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออก ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ 70% ของจีดีพี เพราะหลายธุรกิจเป็นการลงทุนของต่างชาติ ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุน เราได้จ้างงาน ให้เช่าเต็นท์ก็จริง แต่เราไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้
และที่สำคัญ เราไม่ได้ตัดสินใจด้านเศรษฐกิจด้วยตนเอง จึงต้องลงทุนอย่างหนักที่ ทุนมนุษย์ – ในด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเป็นหลัก การลงทุนในภาคเหล่านี้ควรเพิ่มขึ้นประมาณ 1% ของจีดีพี ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าและอีก 1% ของจีดีพี ควรจะลงทุนด้านสุขภาพมากขึ้นด้วย

ถาม : ที่ผ่านมา เราไม่รู้ว่าเกิดปัญหานี้หรือ

ตอบ : คืออาจจะเห็นแค่ตัวเลขการส่งออกว่ามีแนวโน้มลดลง แต่เราก็มองว่าเป็นปัญหาชั่วคราว แต่จริงๆ แล้วเป็นปัญหาถาวร
ประเทศอื่นๆ อย่างจีนที่เป็นชาติการค้า การส่งออกเยอะ เขาก็ประสบปัญหาด้านการลดอัตราการเติบโตแต่เขาหันมาให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและกำหนดตลาดเส้นทางการค้าใหม่ขึ้น แทนการพึ่งพาสหรัฐ

แต่ของเรา ดูทีมเศรษฐกิจจะคิดฝันมากกว่าลงมือปฎิบัติ และยังไม่ค่อยเข้าใจการเล่นในสนามใหญ่ระดับโลก ในขณะที่การปฎิรูปสามารถเพิ่มศักยภาพด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศของเราได้มาก และแม้ว่าเราจะพูดถึงเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว แต่น่าเสียดายที่ไม่มีการตัดสินใจทางการเมือง ในแง่นี้โชคไม่ดีที่เรากำลังยืนอยู่โดยไม่มีผู้นำที่กล้าทุบโต๊ะ ที่กล้าตัดสินใจ เราจึงอยู่ในภาวะถดถอย
แม้ว่าหัวหน้าทีมเศรษฐกิจไม่แถลงออกมา แต่คาดว่าวันนี้ตัวเลขของการลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะถึง -10 นอกจากนั้นยังขาดการปฏิรูปการบริหารหน่วยงานราชการเนื่องจากคุณภาพของหน่วยงานรัฐอยู่ในระดับ “ต่ำมาก” จึงควรมีความเข้มข้นในด้านการฝึกอบรมบุคลากรและแรงจูงใจด้านการปฏิรูปในพื้นที่ด้วย จะเรียกว่า นโยบายระดับภูมิภาคท้องถิ่น ก็แล้วแต่ มีความจำเป็นต้องขยายความเป็นอิสระของภูมิภาคเพื่อให้ภูมิภาคมีโอกาสจัดการพื้นที่ แม้ว่าจะมีปัญหาในอนาคตช่วงแรกแต่การแข่งขันนั้นก็สามารถทำให้เกิดการเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ของตนเองได้ดีกว่าจากภาครัฐซึ่งเราจะเห็นจากการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นจากภาคเอกชนในพื้นที่ในรอบหลายปีและความต้องการอุตสาหกรรมของตนเอง

ถาม : ทำไมรัฐแบบราชการต้องปฏิรูป ในขณะที่ภาครัฐต้องการให้เป็นรัฐราชการ

ตอบ : ประเด็นแรก คิดว่าอย่างการชดเชยเงินให้แก่ประชาชนจากโรคระบาดไวรัสโควิด-19 เห็นได้ชัดว่าใช้เวลามากฐานข้อมูลบุคคลผู้มีสิทธิเปลี่ยนแปลงจำนวนอยู่ตลอดเวลาและบางหน่วยงานด้านประกันสังคมนั้นไม่สามารถตอบสนองต่อแรงงานที่จ่ายประกันสังคมในช่วงโรคระบาดคือยังขาดฐานข้อมูลปัจจุบันและการทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน การขาดฐานข้อมูลด้านต่างๆ ของหน่วยงานราชการเพื่อสนับสนุนหน่วยงานอื่นๆ หรือพลเมืองทำงานได้ยากเพราะรัฐที่มีฐานข้อมูลเป็นพื้นฐานใช้ความได้เปรียบตรงนี้ในการจัดการบริหารรัฐกิจให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นและที่สำคัญลดรายจ่ายด้านงบประมาณและมีความโปร่งใส

สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

ประเด็นที่สอง กลไกของรัฐราชการนั้น บริหารแบบคำสั่งจากส่วนกลางไปสู่ส่วนภูมิภาคโดยรัฐราชการนั้นก็มีแบบมาตรฐานของตนเองมีความปรารถนาที่จะผูกขาดอำนาจแต่เมื่อมีผลกระทบเชิงลบทางสังคมจากการตัดสินใจด้านการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพก็ถูกชดเชยโดยคนจำนวนมากอย่างที่เราเห็นกันปกติก็จะนำมาสู่ความโกลาหลลดความเชื่อมั่นในการบริหารการจัดการและที่สำคัญ เมื่อไม่สามารถทำการพัฒนาสิ่งนี้ได้นำมาสู่การพัฒนาขัดแย้งเป็นแหล่งของความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นในการจัดการทางสังคมและระบบราชการมีต้นทุนที่สูงตามมา
ประเด็นที่สาม กลไกของรัฐราชการไม่สามารถสร้างการวางแผนแบบการชี้นำได้และไม่สามารถลิงก์ได้กับการวางแผนของภาคเอกชน นอกจากการสร้างบรรยากาศด้านต่างๆหรือการอุดหนุนชดเชยแต่ภาคเอกชนนั้นต้องการมีการวางแผนการทำงานร่วมกับรัฐราชการไม่ใช่แยกจากกันซึ่งรัฐราชการที่อื่นๆ นั้นจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของโครงสร้างการทำงานร่วมกันในภาคการผลิต (ราชการ เอกชนแรงงาน) เพื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกันในการสร้างฐานะความเป็นอยู่ ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ ซึ่งการเชื่อมต่อทั้งสองประเภททำงานพร้อมกันต้องมีความสัมพันธ์ที่กลมกลืนกันท่านั้นที่สามารถสร้างระบบที่เป็นไปได้ เพื่อใช้การวางแผนที่สมเหตุสมผลและในขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้เกิดการควบคุมตนเองทางเศรษฐกิจของตลาดโดยอัตโนมัติ
การไม่ลิงก์กันตรงนี้ในการทำงานในความร่วมมือกันในการตัดสินใจทำให้ภารกิจของภาคการผลิตขาดความเป็นเอกภาพและขาดแรงจูงใจของเอกชน ผลที่เกิดขึ้นไม่สามารถที่จะแข่งขันกับคู่แข่งประเทศอื่นๆ ได้ รัฐราชการจึงไม่ตอบโจทย์ในสถานการณ์ที่แต่ละประเทศต้องการรับส่วนแบ่งของผลิตภัณฑ์ในตลาดโลก สงครามราคาและการประกันความเสี่ยงในการส่งมอบสินค้าได้หากเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดล่วงหน้า
และการขาดการปฏิรูปกลไกในการตัดสินใจด้านเศรษฐกิจและองค์กรของโครงสร้างภาคการผลิต เราจึงเห็นแต่การเขียนภาษารายงาน ไม่มีแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริงเพราะนอกจากไม่เข้าใจปัญหาแล้ว วิธีการแก้ปัญหายังไม่เปลี่ยน วิธีการมักจะให้ความสำคัญแค่ความจริงใจซึ่งทุกคนก็มีอยู่ในครอบครัวและกับเพื่อนฝูงของทุกๆ คน

ถาม : เป็นปัญหาของทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจหรือไม่ที่ไม่ได้เป็นนักบริหารมาก่อนจึงแก้ไม่ได้?

ตอบ : อย่างที่อธิบายมาตั้งแต่ตอนแรกนั้นเศรษฐกิจสังคมการเมืองมีสามระดับคือระดับจุลภาค มหภาคและเหนือชาติ (ระหว่างรัฐ) ทั้งสามระดับนั้นขึ้นกับตัวขับเคลื่อนสองตัวคือ ราชการและเอกชน คณะกรรมการประสานงานระหว่างรัฐคือ แบบวางแผนและตลาดต่างต้องทนทุกข์ทรมานจากข้อบกพร่องที่ร้ายแรง

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดังนั้น การบรรจบกันนั้นถือว่าเป็นการรวมกันของรูปแบบการจัดการถึงความเป็นไปได้ของแต่ละรูปแบบอย่างในสถานการณ์โควิด-19 สิ่งที่ประเทศประสบปัญหาอยู่ตอนนี้คือ การจัดความสมดุลของการพึ่งพาตนเองและความสัมพันธ์เศรษฐกิจกับต่างประเทศ
ตรงนี้เราจะเห็นความชัดเจนอย่างมากว่ารัฐราชการนั้นไม่สามารถดำเนินการและใช้กฎหมายต่างๆได้ในแก้ปัญหานี้เนื่องจากไม่มีรูปแบบที่กลมกลืนขององค์กรในปัจจุบันให้เราวิเคราะห์สิ่งที่เป็นไปได้ในความเป็นจริงและความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างไรจากการรับรู้ข้อมูลปัญหาไม่ทั่วถึงของเศรษฐกิจตลาดสถานประกอบการและการบริหารจัดการของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นภาครัฐจึงต้องหาทางผสมผสานการทำงานกับภาคเอกชนโดยเฉพาะปัญหาการผลิต ความต้องการสินค้า การจัดระบบโลจิสติสก์การขนส่ง ผู้บริโภค
และสิ่งที่สำคัญนั้นกิจกรรมเหล่านี้จะมีวิธีการประกันความเสี่ยงอย่างไรแผนที่ 1 และหากแผนที่ 1 ไม่ทำงาน แผนที่ 2 จะดำเนินการอย่างไร ใครเป็นเจ้าภาพจึงจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น
ในความเป็นจริง กลไกเหล่านี้มีอยู่แต่ยังไม่สามารถที่จะให้ผลการทำงานเชิงบวกและยังขาดการยอมรับการตัดสินใจร่วมกัน หากไม่มีกลไกดังกล่าว ทีมที่ปรึกษาก็ไม่มีความหมาย และที่ผ่านมานั้น ทีมที่ปรึกษามักจะให้ความสนใจปัญหาเรื่องของการลงทุน การเติบโตทางเศรษฐกิจ สินเชื่อเครดิตตามวิธีการแบบเดิมคือ สร้างเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ให้แก่นักลงทุนมากกว่าหากลไกความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมหรือภาคการผลิต ทำให้เกิดความไม่กลมกลืนในการวางแผนและการสร้างมูลค่าสินทรัพย์ให้เพิ่มขึ้นได้
ทีมที่ปรึกษานั้นควรมี ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่วิเคราะห์ปัญหาและหันมาจัดการหากลไกการทำงานในภาคการผลิตได้อย่างกลมกลืนและเป็นภาคการผลิตที่สามารถตอบโจทย์ในห่วงโซ่อุปทานระยะสั้นได้ และหลังจากนั้น หันไปสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาคการผลิตดังกล่าวทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การเงิน สินเชื่อเครดิต โลจิสติกส์ การขนส่ง กฎหมาย เทคโนโลยี และอื่นๆ

ถาม : กลไกที่พูดหมายความอย่างไรเพราะทุกครั้งก็ต้องมีกลไก

ตอบ : กลไกนั้นถ้าพูดให้เข้าใจคือการกำหนดลำดับของกิจกรรมประเภทต่างๆในระบบที่มีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจโดยกำหนดการทำงานของเจ้าภาพเศรษฐกิจๆ นี้ก็คือ บริษัท สถานประกอบการ ห้างหุ้นส่วน สหกรณ์ และอื่นๆ แต่กลไกเศรษฐกิจนั้นเวลาเรามองต้องเป็นเอกภาพจะไม่แยกออกจากกันว่าเอกชนหรือภาครัฐคือ กลไกจะทำงานได้นั่นต้องรวมกันของวิธีการพึ่งพาซึ่งกันและกันวิธีการโดยใช้คันเร่ง (เศรษฐกิจ, องค์กร, กฎหมาย, สังคม) ที่มีผลต่อการผลิต, การกระจาย, การแลกเปลี่ยนและการบริโภคสินค้าและบริการวัสดุนั่นคือ
ถ้าเราดูตรงนี้ก็จะเห็นคันเร่งในส่วนของเศรษฐกิจและสถานประกอบการซึ่งก็ต้องมีกิจกรรมเกี่ยวกับ ระบบการวางแผน การคำนวณเชิงพาณิชย์ รูปแบบขององค์กรการผลิตและแรงงาน การกำหนดราคา ระบบภาษี การเงินและการให้กู้ยืมเงิน ระบบแรงจูงใจ ความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์และผู้บริโภค การกำกับความเป็นอิสระขององค์กร สิทธิและความรับผิดชอบ ทัศนคติของการผลิตและการบริหารบุคลากรต่อวิธีการผลิตและผลลัพธ์สุดท้ายของตัวผลิตภัณฑ์
คราวนี้กลับมาดูว่าทีมที่ปรึกษาหากจะใช้กลไกเศรษฐกิจและองค์กรถามว่ามีตัวไหนบ้างที่อยู่ในมือของตนเอง นี่ยังไม่พูดถึงการดำเนินการด้านโลจิสติกส์ การขนส่งกับต่างประเทศ ใบรับรองมาตรฐานสินค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดในช่วงสงครามการค้า ค่าเงินในการแลกเปลี่ยน คืออาจจะมีในส่วนของราชการ หรือในส่วนของเอกชน แต่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นระบบในโครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิต (ยกเว้นบรรษัทขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินการของตนเองไปแล้วในโครงสร้างการผลิต) แต่ก็ไม่ใช่ภาคการผลิตทั้งหมด ตรงนี่เลยกลายเป็นปัญหาของรัฐราชการและทีมเศรษฐกิจ

โครงสร้างเศรษฐกิจไทย

ถาม : ถ้าอย่างนั้นต้องทำอย่างไร

ตอบ : ปัญหาตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาวิสัยทัศน์ของทีมเศรษฐกิจอย่างเดียวแต่เป็นปัญหาของการปรับปรุงกลไกองค์กร เศรษฐกิจครั้งใหม่ของทุกภาคการผลิตนั้นหมายถึงว่าจัดระเบียบตนเองของเจ้าภาพทางเศรษฐกิจ (องค์กร หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง สมาคม) พร้อมกลไกการจัดการโดยรวมในระบบที่ควบคุมกิจกรรมของเจ้าภาพเศรษฐกิจ หน้าที่การทำงานของกลไกกำหนดระเบียบการของการกระทำร่วมกันของผู้เข้าร่วมโครงสร้างภาคการผลิตในระดับภูมิภาคหรืออย่างน้อยจังหวัด
การก่อตัวกลไกการทำงานจะเป็นตัวกำหนดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าร่วมในโครงสร้างนี้ โดยจะมีการกำหนดองค์ประกอบที่เป็นไปได้ของเศรษฐกิจที่เข้าร่วมการพัฒนาและอนุมัติการทำงานตามบรรทัดฐานการจัดตั้งโครงสร้างองค์กร การจัดการและสร้างหลักการของความสัมพันธ์และกำหนดความต้องการและคุณสมบัติต่างๆ ของการก่อตัวของโครงสร้างภาคการผลิตที่มีเป้าหมาย หน้าที่และองค์กร
หากไม่มีตรงนี้ยากในการทำให้กลไกเศรษฐกิจ และองค์กรทำงานเพราะขาดแผนงานและเจตจำนงร่วมกันซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ก็จะมีหน้าที่การทำงานที่กลมกลืนกัน ตรงนี้น่าจะเป็นการตอบโจทย์การปฏิรูประบบราชการที่เกี่ยวกับการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจเพราะหากดำเนินการไปตามนี้ก็จะทำให้กลไกการทำงานนั้นตอบโจทย์ภาคการผลิต สร้างหลักประกันที่มั่นคงให้แก่นักลงทุนและผู้ใช้แรงงาน ที่สำคัญสามารถทำแผนบูรณาการได้ในการประกันความเสี่ยงหลังยุคโควิด-19 ทั้งด้านสุขภาพ แรงงาน โลจิสติกส์ และเศรษฐกิจ

 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย