ผมเคยเขียนเรื่อง นโยบายการคลัง – บาซูก้า การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีต้องมี ‘หลักการ 5T’ คือ Timely (ทันใจ) Transparent (โปร่งใส) Titanic (ขนาดใหญ่) Targeted (แม่นยำ) และ Temporary (ชั่วคราว) และมีคนถามต่อว่าแล้วหลักสำหรับ ‘นโยบายการเงิน’ ควรเป็นอย่างไร? จึงเขียนบทความนี้เพื่ออธิบายครับ
ไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสฟัง Janet Yellen อดีตผู้ว่าฯ ของธนาคารกลางอเมริกากับ Ray Dalio นักลงทุนระดับตำนานพูดเรื่องอนาคตนโยบายการเงินโลกทำให้ได้ข้อคิดใหม่หลายๆ อย่าง และคิดว่า “หลักการ 5T” สามารถใช้กับนโยบายการเงินยุคในวิกฤตได้เช่นกัน
Timely & Transparent
สอง T แรกนี้เป็นโจทย์ที่ธนาคารกลางคุ้นเคยอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนโควิด
Timely – เป็นหัวใจสำคัญของนโยบายการเงินเพราะนโยบายดอกเบี้ยแม้ปรับได้เร็วเมื่อเทียบกับนโยบายการคลังที่จะมีกระบวนการค่อนข้างซับซ้อนทำให้ช้า
แต่ปัญหาคือ การปรับดอกเบี้ยมักใช้เวลานานกว่าจะออกผลต่อภาคเศรษฐกิจจริง (Real economy) ธนาคารกลางจึงมักต้องมองไปข้างหน้า (Forward Looking) เสมอ
ในวิกฤตครั้งนี้ธนาคารกลางส่วนใหญ่ทั่วโลกตอบโต้ค่อนข้างเร็วรวมทั้งกนงไทยที่ลดดอกเบี้ยมาแล้ว 0.75% ตั้งแต่ต้นปีเมื่อคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำ
Transparent – สำหรับนโยบายไม่ใช่แค่เป็นหลักการที่ควรทำแต่เป็น ”เครื่องมือ” สำคัญในการทำนโยบายการเงินในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การสื่อสารนโยบายการเงิน (Forward Guidance) มีผลอย่างมากต่อภาคการเงินและเศรษฐกิจ เพราะแค่คำพูดของผู้ว่าฯ ธนาคารกลางสามารถขยับตลาดได้เป็นวงกว้าง

Titanic & Targeted
2T สุดท้าทาย แต่ความท้าทายของนโยบายการเงินช่วงวิกฤตส่วนใหญ่มาจาก 2T หลังที่บีบให้ธนาคารกลางต่างๆ ต้องคิด ”กระบวนท่า” ใหม่ๆ ที่บางครั้งอาจดูเหมือน ”ฉีกตำราเศรษฐศาสตร์” บ้าง
ปัญหาแรกเรื่องของ “ขนาด” สำหรับนโยบายการเงินที่ใช้ดอกเบี้ยเป็นหลักคือ “ความแรงของยา” ถูกจำกัดด้วยการดอกเบี้ยปรับลงได้ต่ำสุดที่ศูนย์ และแม้บางประเทศจะเริ่มมีการใช้ดอกเบี้ยติดลบ ความเห็นนักเศรษฐศาสตรส่วนใหญ่ยังมองว่า ประสิทธิภาพของนโยบายดอกเบี้ยมักจะลดลงไปอีกเมื่อดอกเบี้ยติดลบและอาจมีผลเสียต่อระบบธนาคารและตลาดการเงิน
ปัญหาที่สองคือเรื่อง “Targeting” นโยบายดอกเบี้ยปัจจุบันเป็นเสมือนยาแก้ปวดที่ไม่สามารถใช้เฉพาะที่ได้ ดอกเบี้ยนโยบายเดียวจึงกระทบทุกคน แต่ในยามวิกฤต บางครั้งการใช้ ”ยาเฉพาะที่” อย่างแม่นยำจะมีความสำคัญมากขึ้นเป็นทวีคูณ เพื่อช่วยทั้งเรื่องเสถียรภาพและการเข้าถึงแหล่งเงิน
ในด้านเสถียรภาพการเงิน มีคำพูดที่ว่า “You are as strong as your weakest link” หรือความแข็งแกร่งของระบบการเงินขึ้นอยู่กับเราหาเจอและการจัดการจุดที่เปราะบางที่สุดได้ดีแค่ไหน

การที่วิกฤตซับไพรม์ (Subprime) ปี 2008-9 ได้ชื่อนี้มาก็เพราะว่า หนี้ระดับซับไพรม์ที่มาถูกแพ็กเกจใหม่ในชื่อแบบ MBS CDO ฯลฯ คือจุดอ่อนของระบบการเงินที่ทำ ”ไฟไหม้” จนลามมาถึงทั้งระบบจนยักษ์ใหญ่ล้มกันระเนระนาด
ในทางกลับกัน ระบบการเงินมั่นคงดีแต่เพราะสถาบันการเงินไม่รับความเสี่ยงไม่ช่วยคน – SME ในภาคเศรษฐกิจจริงในยามต้องการเลยก็ย่อมสอบตกเรื่องของการเข้าถึงแหล่งการเงิน (Financial Inclusion) และทำให้เศรษฐกิจจริงไม่ฟื้น
สิ่งหนึ่งที่พอจำได้จากงานวิจัยวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ สมัยเรียนปริญญาเอกของผมพบว่า ในช่วงวิกฤตที่คนต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด มักกลายเป็นเวลาที่สถาบันการเงินหลายแห่งอาจรัดเข็มขัด แตะเบรกทั้งที่ตนเองก็สุขภาพการเงินดีพอที่จะช่วยเหลือได้
นโยบายการเงิน 3 กระบวนท่า
ปัญหาที่เกิดจาก 2T นี้ผลักดันให้ผู้วางนโยบายการเงินได้เพิ่ม “กระบวนท่า” มาอีกรวมเป็น 3 ชุด
กระบวนท่าชุดที่ 1 นโยบายดอกเบี้ยที่เราคุ้นกันอยู่แล้ว
กระบวนท่าชุดที่ 2 นโยบายเชิงปริมาณ ที่ใช้การอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบ ซึ่งมีได้สองประเภท
แบบแรกคือทำเฉพาะจุดเป็นเสมือน “ยาเฉพาะที่” เพื่อเสริมจุดเปราะบางในระบบการเงิน “ดับไฟก่อนที่จะลาม” อย่างที่มีธนาคารกลางหลายแห่งทำกันทั่วโลก โดยของประเทศไทยเอง ก็มี Corporate Bond Stabilization Fund (BSF) กองทุนที่เข้าซื้อหุ้นกู้ภาคเอกชนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดที่ปัจจุบันใหญ่ถึง3ล้านล้านบาทและประสบปัญหาเพราะปัจจัยผิดปกติจากภายนอกที่เกินความควบคุมของผู้เล่นในตลาด(ลองอ่านเพิ่มเติมจาก https://thaipublica.org/2020/04/19-economists-with-covid-19-04)
แบบที่สองคือ ที่เราคุ้นกันในชื่อ QE หรือ Quantitative Easing ที่อัดฉีดเงินเข้าระบบไม่ได้เพื่อแก้ปัญหาจุดใดจุดหนึ่งแต่เพื่อเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมในยามที่การลดดอกเบี้ยอย่างเดียวอาจไม่”แรง”พอแล้ว (ตอบโจทย์เรื่อง Titanic) ด้วยความหวังที่ว่าธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จะเอาสภาพคล่องเหล่านี้ไปปล่อยกู้ให้ภาคเศรษฐกิจจริง
แต่บทเรียนที่ได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายปีในต่างประเทศคือ แม้ QE อาจจะไม่ได้ทำให้เกิดเงินเฟ้อในสินค้าปกติอย่างที่คนเคยกลัวกัน แต่อาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในสินทรัพย์การเงิน (Asset price inflation) และไม่ค่อยได้ผลในการผลักดันให้มีการปล่อยสินเชื่อช่วยกระตุ้นภาคเศรษฐกิจจริงมากนัก ซ้ำยังทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำแย่ลงเพราะคนมีเงินได้ประโยชน์จากหุ้นขึ้น คนขาดเงินเข้าไม่ถึงเงินกู้ ธนาคารกลางจึง “ต่อสายตรงสู่เศรษฐกิจจริง” โดยเมื่อการปล่อยให้ภาคการเงิน (ที่มักเรียกกันว่า Wall Street) ตัดสินใจเองในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้เราเห็นแบงก์ชาติต่างๆ ทั่วโลกดำเนินการในกระบวนท่าชุดที่ 3
กระบวนท่าชุดที่ 3 การต่อสายตรงสู่เศรษฐกิจจริง แนวทางนี้ต่างจากเดิมตรงที่ธนาคารกลางจะทำธุรกรรมกับธนาคารเท่านั้น และปล่อยให้สถาบันการเงินตัดสินใจว่า จะนำเงินไปใช้อย่างไร
โดยธนาคารกลางจะเข้ามามีบทบาทในการผลักดันให้เม็ดเงินลงไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริง ไม่ว่าจะผ่านภาคเอกชน เช่น ธนาคารกลางอาจพิมพ์เงินแล้วแจกให้ครัวเรือน (“เฮลิคอปเตอร์มันนี่”) หรือ ผ่านภาครัฐ เช่น ธนาคารกลางพิมพ์เงินให้กระทรวงการคลังนำไปใช้ในโปรเจกต์กระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งอเมริกาเคยทำมาแล้วในช่วง Great Depression
ทั้งสองตัวอย่างนี้คือวิธีแบบ “สุดซอย” ที่มีคนยังไม่เห็นด้วยและต้องถกเถียงกันอีกมาก แต่แท้จริงแล้วกระบวนท่าขั้น 3 นั้นมีความหลากหลายมากและเวอร์ชั่นที่ไม่สุดโต่งขนาดนั้นก็เริ่มมีให้เห็นอยู่ทุกวันนี้แล้วในหลายประเทศ
ในอเมริกามีโครงการ TALF และ Primary Market Corporate Facility ที่เปิดช่องให้ Fed เสมือนว่าจะปล่อยกู้ให้กับภาคเอกชนได้ “โดยตรง” และต่อไปก็อาจมีมาตรการทำนองนี้ออกมาเพิ่มหากวิกฤตโควิดยังอยู่
ในประเทศไทยเอง โครงการ Soft Loan 5 แสนล้าน เพื่อช่วย SMEs ก็อาจจะจัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เพราะแบงก์ชาติได้จัดสภาพคล่องพิเศษให้กับธนาคารโดยมีการ Target ให้ปล่อยสินเชื่อราคาถูกต่อเพื่อช่วยเหลือกลุ่ม SME
ทั้งยังมีการออกมาตราการในรูปแบบต่างๆ มาเปลี่ยนพฤติกรรมให้ภาคการเงินช่วยภาคเศรษฐกิจจริงที่เดือดร้อนมากขึ้น เช่น การพักชำระหนี้ การให้เพิ่มวงเงินบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของ ธปท. เป็นต้น
ที่สำคัญ มีความเป็นไปได้ว่ากระบวนท่าที่ 3 นี้ยังไม่จบ หากเศรษฐกิจยังย่ำแย่ ปัญหาหนี้ยังรุนแรง (ล่าสุดลูกหนี้เข้าโครงการพักหนี้ถึงกว่า 15 ล้านราย ยอดรวมเกือบ 7 ล้านล้านบาท แถมส่วนใหญ่เป็นรายย่อย) หรือนโยบาย Soft Loan ยังกระจายไปไม่ทั่วถึงพอ แบงก์ชาติไทยก็อาจออกมาตราการเพิ่มเติม
นี่จึงอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ ธปท,ออกนโยบายการไม่ให้ธนาคารจ่ายปันผลระหว่างกาลและซื้อหุ้นคืนก็เพื่อให้ธนาคารต่างๆ รักษาทุนสำรอง ”เสริมกันชน” ไว้เผื่อด้วย
Temporary – ยาแรงต้องใช้แค่ชั่วคราว
ยิ่งธนาคารกลางหันมาใช้กระบวนท่าชุดที่ 3 มากเท่าไร ประเด็นโต้แย้งถกเถียงก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะเป็นการออกจากกรอบปกติที่คนมักจะคุ้นกัน ทั้งยังเป็นนโยบายที่มีผลทางการกระจายคุณ-โทษ (Distributional impact) ต่อภาคส่วนต่างๆ และทำให้ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองมากขึ้นด้วย
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นทั่วโลกคนส่วนใหญ่อาจจะยังพอยอมเข้าใจว่านี่คือ “ยามสงคราม” ที่อาจต้องใช้กระบวนท่านอกกรอบมาสู้ศึกบ้าง คำถามที่จะยังคาอยู่ในใจคือ T ตัวสุดท้ายว่ามาตราการต่างๆ เหล่านี้จะ Temporary (ชั่วคราว) แค่ไหน? พราะหากทิ้งไว้นานเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่นการบิดเบือนของกลไกตลาด ธนาคารกลางเสี่ยงจะถูกแทรกแซงโดยการเมือง
สรุป หลักการ 5T นี้มีความสำคัญทั้งสำหรับนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน โดยเฉพาะ 3T สุดท้าย ที่สร้างความท้าทายให้กับนโยบายการเงินทั้งในไทยและต่างประเทศอย่างแท้จริง
ต่อไปจะมีกระบวนท่าแบบไหนออกมาอีกจากประเทศต่างๆ ต้องลองติดตามกันดูครับ

เรื่อง : ดร.สันติธาร เสถียรไทย
บทความที่สะท้อนการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจในอเมริกาที่คุณอาจสนใจ
สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนแรก) : God Bless America
จาก The Shining ถึง Doctor Sleep ภาพสะท้อน “เศรษฐศาสตร์การเมือง” สหรัฐอเมริกา (ตอนแรก)













