จาก “หนังล้อมผ้า” สู่ “หนังขายยา” ในฐานะ Propaganda งานประชาสัมพันธ์ การเกิดขึ้นของ “หนังเร่” ขยายสู่ โรงภาพยนตร์ Stand Alone โรงหนังภูธร และ Movie Cineplex
บทความชุดนี้ เป็นการสังเคราะห์สถานการณ์วงการภาพยนตร์ โดยเฉพาะกรณีการจากไปของโรงหนัง SCALA ในฐานะโรงภาพยนตร์ Stand Alone ชั้นนำของไทย
ผ่านการมองย้อนอดีต “หนังกลางแปลง” สู่การกลับมาของ Drive-in Theater ในยุค COVID และบทวิเคราะห์ “โรงหนังภูธร” อีกหนึ่งเส้นเลือดหล่อเลี้ยงวงการภาพยนตร์
การกลับมาของ Drive-in Theater
เหตุผลง่ายๆ สองข้อของการก่อเกิด Drive-in Theater คือการจัดฉายหนังให้คุณแม่ดู กับการหาทางออกให้กับความกระจองอแงของเด็กๆ ในโรงภาพยนตร์
ราวปี ค.ศ. 1933 Richard Hollingshead นักธุรกิจชาวสหรัฐฯ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนให้กำเนิดวัฒนธรรม Drive-in Theater ในอเมริกา
จุดประกายเริ่มต้นจากคุณแม่ของเขาเป็นคนอ้วนมาก ทำให้ไม่สะดวกเวลาไปดูหนังในโรง เขาจึงเอาเครื่องฉายหนังมาขึงผ้าในสนามหญ้าหน้าบ้านเพื่อฉายหนังให้คุณแม่ชม
เพื่อนบ้านเมื่อได้เห็น ต่างก็ให้ความสนใจขอเข้ามาร่วมแจมด้วย Richard จึงปิ๊งไอเดียสร้างรายได้จากการฉาย “หนังกลางแปลง” ด้วยการเก็บสตางค์คนในหมู่บ้านเล็กๆ น้อยๆ
ก่อนจะพัฒนารูปแบบและย้ายที่ย้ายทางให้กว้างขวางขึ้น ถึงขั้นเปิดให้มีการ “นำรถเข้ามาจอดดูหนังได้” อย่าลืมว่า เวลานั้น รถยนต์เปิดประทุนกำลังเป็นที่นิยมในสหรัฐฯ

ด้วยสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย หากไม่ใช่ฤดูหนาวอากาศก็เย็นสบายเหมาะแก่การขับรถมาจอดปิคนิคดู “หนังกลางแปลง” ด้วนสนนราคาที่ถูกแสนถูกเพียง 25 เซนต์เท่านั้น
ซึ่งดูเหมือนว่า ธุรกิจ Drive-in Theater จะค่อยๆ เป็นที่นิยมจากกระแสปากต่อปาก เริ่มจาก เมือง Camden รัฐนิวเจอร์ซีย์ ที่ Richard เป็นผู้จดลิขสิทธิ์รูปแบบธุรกิจนี้ และขายแฟรนไชส์
เขาบอกว่า นอกจากจะเอื้อให้กับ ส.ว.สูงวัยอย่างคุณแม่เขาที่หลายท่านอ้วนเกินจะนั่งเก้าอี้โรงหนัง ยังช่วยบรรเทาเสียงร้องกระจองอแงของเด็กเล็กได้ ด้วยการจับเด็กนั่งไว้ในรถระหว่างดูหนัง
นับจากปี ค.ศ. 1933 อีกกว่า 20 ปีให้หลังคือในทศวรรษที่ 1950-1960 Drive-in Theater ได้รับความนิยมถึงขีดสุด มีจำนวน Drive-In Theater มากถึง 4,000 โรงทั่วสหรัฐอเมริกา
ก่อนจะถูก Disrupt จากการมาถึงของธุรกิจร้านเช่าวิดีโอ และร้านจำหน่ายวิดีโอ ตามมาด้วยการปรับตัวของโรงหนัง Stand Alone ที่จัดฉายหนังติดแอร์ในร่มได้อย่างไม่แคร์สภาพอากาศ
ผ่านมาเกือบ 60 ปี ไม่น่าเชื่อว่า กระแส Drive-In Theater จะกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง แม้ว่า Drive-In Theater ในหลายประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลียยังเปิดทำการปกติก่อน COVID
แต่เพราะ COVID เป็นตัวเร่ง โดยเฉพาะนโยบาย Social Distancing อยู่บ้าน ต้านเชื้อ เพื่อชาติ ทำให้หลายคนเฝ้าฝัน และโหยหาถึงกิจกรรมบันเทิงนอกบ้าน ตลอดเกือบครึ่งปีที่ผ่านมา
ผลกระทบจาก COVID ที่ทำให้โรงภาพยนตร์ปิดทำการทุกแห่ง ทั่วทุกมุมโลกต่างพยายามขวนขวายหารูปแบบความบันเทิง และ Drive-In Theater ก็คือทางออกที่ดีคำตอบหนึ่ง
ด้วยรูปแบบการดูหนัง “รถใครรถมัน” สอดคล้องกับแคมเปญ Social Distancing รักษาระยะห่างทางสังคม แถมรับอรรถรสจากการชมภาพยนตร์สดใหม่ตามโปรแกรมเข้าฉายปกติอีกด้วย

เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจทั้งในฝั่งสหรัฐอเมริกา ยุโรป โดยเฉพาะเจ้าพ่อ Drive-In Theater แห่งยุคคือออสเตรเลีย และหลายประเทศในทวีปเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ถือเป็นมหกรรมบันเทิงที่ทั้งผู้ชมได้ออกจากบ้านไปคลายเครียด และฝั่งผู้ฉายได้พากันออกมา “โชว์ของ” ด้วยขบวนพาเหรดหนังคลาสสิคและกองทัพหนังใหม่ที่อัดอั้นกันมานานเพราะไม่ได้เข้าโรง
ทยอยออกมาฉาย โดยไม่หวังรายได้อะไรเป็นกอบเป็นกำ นอกเป็นช่องทางบรรเทาความทุกข์ให้กับมนุษยชาติด้วยกันกับการฉายหนังแบบ Drive-In Theater ที่ถือว่าประสบความสำเร็จมาก
แม้ในบ้านเราจะยังไม่มีใครคิดทำ Drive-In Theater แต่ถ้าสืบประวัติกลับไปในอดีต เมืองไทยเราก็เคยมีโรงหนังแบบ Drive-In Theater ในยุค 1960 กับเขาเหมือนกันคือ “ไดร์ฟอิน” ลาดพร้าว ซอย 130
และก็มีการจัดกิจกรรมเป็น Event โดยมี Drive-In Theater เป็นส่วนประกอบ เฉกเช่นการจัดฉาย “หนังกลางแปลง” ประกอบกิจกรรมต่างๆ ของภาคธุรกิจ ไม่ได้เป็นธุรกิจฉายหนังจริงจังอะไร











