‘ณรงค์ แผ้วพลสง’ หยิบจุดเด่น ลบจุดด้อย เดินหน้าพลิกโฉมอาชีวศึกษาไทย

เชื่อว่าภาพจำของแต่ละคนเกี่ยวกับ “อาชีวศึกษา” แตกต่างกันไป หากเป็นด้านบวก คงเป็นภาพของความเอาการเอางานและการทำงานอย่างแข็งขันของบุคลากรที่เรียนจบอาชีวศึกษาในโรงงานอุตสาหกรรมหรือภาคการผลิต ทว่า ต้องยอมรับว่า ภาพจำด้านลบ ยังคงเป็นภาพของ นักเรียน นักเลง รวมถึงถ้าเปรียบเทียบกับบุคลากรที่ศึกษาจบจากสถาบันอุดมศึกษาย่อมมีภาษีที่ดีกว่า ทั้งในด้านหน้าที่การงานและค่าตอบแทน มาในวันนี้ ในยุคที่ ‘ณรงค์ แผ้วพลสง’ มารับตำแหน่งเป็น เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทั้งภาพจำด้านบวกและด้านลบ ถูกหยิบกลับมาเพื่อ “พลิกโฉมอาชีวศึกษาไทย” ได้อย่างไร

คำตอบนี้อยู่ในบทสัมภาษณ์ที่เราได้มีโอกาสนั่งพูดคุยกับ ณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการ สอศ. คนล่าสุด ณ วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี ใน พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC แล้ว

เดินหน้าชนทุกข้อจำกัด เพื่อพลิกอาชีวะ เป็นความหวังของการศึกษาไทยสร้างชาติ

“โจทย์ที่ได้รับในการทำงานปีสุดท้ายก่อนเกษียณ คือ คุณมีหน้าที่ไปพลิกอาชีวะ เมื่อเราได้รับโจทย์นี้มา มันคือ การมอบหมายความไว้วางใจ ด้วยความเชื่อมั่นว่าในเวลาที่มีนี้ จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้”
เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาคนปัจจุบัน เปิดบทสนทนากับ Salika ด้วยความการแสดงถึงความมุ่งมั่น เต็มร้อย ในการลุยงานทั้งในภารกิจเร่งด่วนและการวางแผนริเริ่มโครงการพัฒนา “อาชีวศึกษา” ในระยะยาว โดยไม่ได้ยี่หระถึงเวลาการทำงานที่สั้นแต่อย่างใด
“เพราะผมมองว่า ภารกิจของผมคือการหว่านเมล็ดพันธุ์การพัฒนาไว้ให้มันหยั่งราก ผู้บริหารท่านอื่นก็จะมาสานต่อ รดน้ำ ให้มันเติบโตได้”
“และตั้งแต่ผมมารับตำแหน่งจนถึงตอนนี้ ผมได้เดินทางไปยังวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศ กว่า 60 แห่ง แล้ว เพื่อไปเห็นความเชี่ยวชาญ และความโดดเด่นของวิทยาลัยอาชีวศึกษาแต่ละแห่ง และนำมาวางยุทธศาสตร์ว่าจะพัฒนาวิทยาลัยอาชีวศึกษาแต่ละแห่งอย่างไร”
“และวันนี้ที่ผมได้เดินทางมาเห็นที่ วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี นี้ ผมบอกได้เลยว่า ที่นี่ต้องเป็นศูนย์กลางการพัฒนาอาชีวะในภูมิภาคนี้ และในเขตพื้นที่ EEC เพราะเห็นได้ชัดว่าที่วิทยาลัยเทคนิคชลบุรีสามารถพลิกโฉมและปฏิวัติได้เร็วมาก เพราะมีผู้นำที่ดี ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ อย่าง นิทัศน์ วีรโพธิประสิทธิ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี”

“ส่วนการวางนโยบายในภาพรวมของการเดินหน้าพัฒนาภาคอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ก็ต้องบอกว่าเราโชคดี ที่รัฐบาลชุดนี้ ตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายตรงกันที่จะให้น้ำหนักกับการพัฒนาการศึกษาภาคอาชีวะ”
“เพราะในยุคนี้ เราพูดได้เต็มปากเลยว่าการเรียนอาชีวศึกษาตอบโจทย์ทั้งผู้เรียนและความต้องการของประเทศมากกว่าการศึกษาแบบอื่น เนื่องจากผู้เรียนมักจะวางเป้าหมายในการเรียนและการประกอบอาชีพไว้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นสมัครเรียน”

“ขอยกตัวอย่างการเรียนในสายสามัญแล้วต่อสถาบันอุดมศึกษา นักศึกษาส่วนใหญ่จะตั้งใจเรียนจนจบแล้วค่อยหางาน โดยในการเรียนนั้น ถ้าใครเรียนด้วยเป้าหมายในการเรียนชัดเจน เพื่อเรียนจบแล้วทำงานในสิ่งที่รัก อันนั้นก็จะเป็นแนวทางที่ค่อนข้างแน่นอนว่าเมื่อเรียนจบก็ไปหางานในสายอาชีพนั้น แต่เชื่อว่ามีจำนวนไม่ถึงครึ่งที่มีเป้าหมายแน่นอนอย่างที่กล่าวมานี้ เพราะอีกกลุ่มเมื่อเรียนจบก็ยังไม่ได้คิดวางแผนว่าจะออกไปทำอาชีพอะไร ดังนั้น พอเรียนจบมาก็ไปทำงานไม่ตรงสายหรือตกงาน ซึ่งนี่เป็นความสูญเปล่าทางการศึกษาที่น่าเสียดาย”

“ดังนั้น การเรียนอาชีวศึกษา จึงมีแนวโน้มที่จะตอบโจทย์ทั้งผู้เรียนและความต้องการของประเทศมากกว่า และเป็นเหตุผลสนับสนุนว่าทำไมจึงต้องให้ความสำคัญและทุ่มงบประมาณด้านการพัฒนาการศึกษามาที่ภาคอาชีวศึกษา”
“เพราะถ้าเปรียบเทียบแล้ว ด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อเด็กในยุคนี้เกิดน้อย ยืนยันได้ด้วยจำนวนเด็กนักเรียน ในระบบที่ สพฐ. เก็บข้อมูลทางสถิติมา ในปีนี้มีแค่ 6,500,000 คน เท่านั้น การลงทุนพัฒนาด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ควรลดทอนลงไปด้วย”
“ส่วนทางภาคอุดมศึกษา ในตอนนี้ก็ชัดเจนว่า มีนักศึกษาสมัครเรียนน้อยลง แต่เมื่อมาดูยอดผู้สมัครเข้าเรียนในวิทยาลัยเทคนิคแต่ละแห่งทั่วประเทศ ยังไม่ได้รับการรายงานว่ามีปริมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด นี่สะท้อนให้เห็นว่าการเรียนอาชีวศึกษา นอกจากจะตอบโจทย์บริบทการพัฒนาประเทศแล้ว ยังมีดีมานด์ของผู้ที่ต้องการเรียนอยู่”


เปลี่ยนค่านิยม เพิ่มศักดิ์ศรีให้คนอาชีวะ ด้วยบทพิสูจน์การผลิตบุคลากรตอบโจทย์ที่แท้จริงของสถานประกอบการ

ต้องยอมรับว่า อีกหนึ่งค่านิยมของผู้ปกครองรวมไปถึงผู้เรียนชาวไทย ที่มองว่า ศักดิ์ศรีของผู้เรียนอาชีวศึกษาดูด้อยกว่าผู้เรียนในสถาบันอุดมศึกษานั้น ยังคงมีอยู่ ซึ่งเลขาธิการ สอศ. ได้ให้มุมมองในเรื่องนี้ พร้อมหยิบเอาข้อเท็จจริงที่คาดว่าสามารถลบล้างค่านิยมนี้ไปได้ ดังนี้
“ถ้ามองไปยังประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง ญี่ปุ่น ออสเตรีย เยอรมันนี เขากำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติชัดเจนว่า ต้องมีนักศึกษาเรียนในสายสามัญ 30 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ ต้องมีนักศึกษาอาชีวศึกษา ต้องมี 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นบุคลากรที่ภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการ และบุคลากรเหล่านี้เองที่จะเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนประเทศได้อย่างแท้จริง แต่เมื่อมามองภาคการศึกษาในบ้านเรามันกลับหัวกลับหางกันไปหมด”
“สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ มันแสดงให้เห็นว่า ที่ผ่านมา ภาคการศึกษาซึ่งเป็นฝ่ายผลิตบุคลากร กับภาคอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้บุคลากรนั้น ไม่ร่วมมือกัน ทิศทางการศึกษาไทยเลยเดินไปแบบคนละทาง ทำให้เราผลิตบุคลากรโดยไม่มองทิศทางความต้องการบุคลากรในด้าน Demand Supply Side มาเป็นเวลานาน จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลลัพธ์ในแง่ของภาพรวม จะไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ”
“ยิ่งในประเด็นเรื่องเด็กเรียนจบมาแล้วตกงาน ทางฝั่งอาชีวศึกษา เรากล้าพูดว่า เด็กอาชีวะมีอัตราการได้งานทำสูงมาตลอด แทบจะไม่มีใครตกงาน ผมเคยคุยกับนักธุรกิจมาเลเซีย เขาพูดให้ฟังว่า ตอนนี้ไม่ได้รับเด็กเรียนจบปริญญาตรีมาทำงานแล้ว เพราะทักษะการทำงานนั้นไม่ตอบโจทย์การทำงานของเขา ผู้ประกอบการส่วนใหญ่อยากได้บุคลากรที่จะมาทำงานในระดับการปฏิบัติ”
“ในความเป็นจริงบริษัทส่วนใหญ่ต้องการบุคลากรที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จนถึงปริญญาเอก แค่ไม่กี่คน สมมุติว่าบริษัทหนึ่งมี 100 คน ต้องการคนจบปริญญาตรีไม่เกิน 20 คน ส่วนบุคลากรที่เหลือที่สถานประกอบการต้องการเทมาทางอาชีวศึกษา”
“แต่อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ ก็ต้องบอกตามตรงว่าวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศ สามารถผลิตบุคลากรป้อนสถานประกอบการได้แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ ทางอาชีวะจึงต้องติดสปีด ซึ่งนอกจากภาครัฐก็ต้องมาลงทุนกับทางอาชีวศึกษาให้มาก เรายังต้องประสานความร่วมมือ ขอแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนเพิ่มขึ้นด้วย”
“โดยทาง สอศ. ก็ต้องเดินหน้าสร้างความร่วมมือควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจว่า เมื่อทางสถานประกอบการภาคเอกชนมาร่วมทำงานสนับสนุนพัฒนาด้านการผลิตกำลังคนกับทางภาคอาชีวศึกษาแล้ว เขาจะได้รับอะไรตอบแทนกลับไปบ้าง”

“ที่ผ่านมาทางสถานประกอบการอาจไม่มั่นใจที่จะมาร่วมมือ ในรูปแบบของการ MOU กับทางวิทยาลัยอาชีวศึกษา เพราะยังติดกับความเชื่อเก่าว่าเป็นการมาร่วมมือกับทางราชการ อาจจะเจอปัญหาเดิมๆ ซึ่งตอนนี้ผมพยายามสร้างความเข้าใจและให้ความมั่นใจกับทางสถานประกอบการทุกแห่งว่าการมาร่วมมือกับทางอาชีวศึกษา มันไม่เหมือนเดิมแล้ว”

EEC HDC หลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น
“เพราะเรามีความตั้งใจที่จะก้าวทะลุกรอบ อะไรที่ทางสถานประกอบการเสนอมา ทางราชการก็พยายามที่จะช่วย ตอบสนองความต้องการเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากเราอยากเห็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีกับประเทศชาติโดยรวม”
ส่วนอีกหนึ่งภาพจำ ที่ทำให้การศึกษาภาคอาชีวะมีความอ่อนด้อย ณรงค์ มองว่าเป็นเพราะ mindset หรือความรับรู้ของคนในสังคมในด้านลบต่อทั้งระบบการศึกษาและตัวผู้เรียนอาชีวศึกษา

“อย่างแต่ก่อน เมื่อพูดถึงนักศึกษาอาชีวะ ภาพของเด็กเกเร ตีรันฟันแทง จะขึ้นมาทันที แต่ผมถามว่า ที่ผ่านมา คุณนึกออกไหมว่าได้ยินข่าวเด็กอาชีวะตีกันครั้งสุดท้ายเมื่อไร คำตอบคือ นานมาแล้ว ถูกไหม”

 

“แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพความรุนแรง นักเรียน นักเลง นี้ มันติดตัวนักศึกษาอาชีวะมานานและฝังแน่นไปแล้ว ซึ่งนี่คือความท้าทายของผม ตลอดช่วงเวลาที่เป็น เลขาธิการ สอศ. ที่ต้องค่อยๆทำให้ภาพลักษณ์นี้ลบเลือนและเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีให้ได้”

“โดยที่ผ่านมา เราก็เดินหน้าโครงการอาชีวะช่วยสังคม เช่นในช่วงเทศกาล เราก็ตั้งเต๊นท์ เพื่อดูแลประชาชน ช่วยซ่อมรถยนต์ ตรวจเช็คสภาพรถยนต์ ก่อนออกเดินทางไกลในช่วงเทศกาล เป็นต้น”

‘ณรงค์ แผ้วพลสง’ พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ยุคการพัฒนาอาชีวศึกษาด้วยความเป็นเอกภาพ

ณรงค์ เน้นย้ำด้วยว่า การพัฒนาอาชีวศึกษา ตามแนวทางที่เขาได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น จะสำเร็จลงได้ได้ด้วยความเป็นเอกภาพของคณะทำงานปฏิรูปการศึกษาไทย ที่ในวันนี้ ทำงานด้วยกันแบบไม่แบ่งแยก
“ต้องบอกตามตรงว่าวันนี้ที่ผมเข้ามารับตำแหน่งเป็น เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผมไม่ได้มาในนามตัวผมแค่คนเดียว แต่ผมมาในนามของกระทรวงศึกษาธิการ ในนามของคณะทำงานพรรคพลังประชารัฐ ฉะนั้นตราบใดที่คณะทำงานด้านปฏิรูปการศึกษาคณะนี้อยู่ แนวทางหรือนโยบายมันไม่ได้มาจากผมคิดคนเดียว แต่มาจำคณะทำงานปฏิรูปการศึกษา ที่เชื่อมภาคการศึกษาทุกระดับ ทุกระบบเข้ากันหมด”
“มิติใหม่ของการทำงานขับเคลื่อนภาคการศึกษาไทยในตอนนี้ จึงมีความเป็นเอกภาพแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เราทำงานกันเป็นทีม เป็นคณะทำงาน ไม่แบ่งแยกคณะทำงานภาคอาชีวศึกษา สายสามัญศึกษา อุดมศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อขับเคลื่อนทุกภาคส่วนไปพร้อมกัน”
“ดังนั้น ตราบใดที่ยังเป็นคณะทำงานชุดนี้ นโยบายการปฏิรูปการศึกษาทุกระบบจะยังคงดำเนินต่อไป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับที่ผมจะเกษียณรึเปล่า ทุกอย่างถูกวางไว้เป็นโรคแมปแล้ว”
“และผมอยากย้ำว่าถ้าการเรียนมาเพื่อประกอบสัมมาอาชีพตามความถนัดยังคงเป็นความปกติสุขของชีวิต การเรียนอาชีวศึกษาจึงตอบโจทย์ และในวันนี้ อาชีวศึกษาจะเซทระบบใหม่ ทั้งระดับเงินเดือนของอาจารย์อาชีวศึกษาที่ได้รับการปรับขึ้นแล้ว”
“ส่วนระดับเงินเดือนของนักศึกษาที่จบจากอาชีวศึกษาไป ก็ไม่ได้ต่ำกว่าปริญญาตรีเสมอไป แต่จะสูงหรือต่ำ ขึ้นอยู่กับวิชาชีพมากกว่า ผมไม่อยากให้เหมารวมว่าเงินเดือนของผู้ที่เรียนจบมาจากอาชีวศึกษาจะต่ำกว่าปริญญาตรี ยิ่งในยุคนี้ ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการแรงงานทักษะสูงด้วยแล้ว ขอให้มั่นใจได้เลยว่าอัตราเงินเดือนของบุคลากรจากภาคอาชีวศึกษาไม่ได้ต่ำกว่าระดับอุดมศึกษาอย่างที่หลายคนเข้าใจเลย”
“และอีกหนึ่งความสำเร็จ ที่จะพลิกอาชีวศึกษา ให้ก้าวไปในทิศทางที่เหมาะสม นั่นคือการพัฒนาด้านการศึกษาที่มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถานประกอบการภาคเอกชนอย่างที่ผมได้กล่าวมา รวมถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบภารกิจผลิตบุคลากรตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ อย่าง คณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC HDC”
“อย่างล่าสุด ทางอาชีวศึกษา ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงาน EEC HDC โดยได้ปรึกษาหารือกัน เรื่องการทำงานร่วมกันระหว่างอาชีวะกับอุดมศึกษา เพื่อปรับหลักสูตรให้เป็นโมดูลที่เชื่อมต่อกัน วางแผนการเรียนการสอนสู่ระบบเครดิตแบงก์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนการสอนออนไลน์ ด้วยการจัดการศึกษาที่ภาคผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการบุคลากรมีส่วนร่วมในการวางหลักสูตร กับเครือข่ายสถาบันการศึกษาในพื้นที่และที่เกี่ยวข้อง ในรูปแบบ EEC Model”
“และนี่คือต้นแบบของความร่วมมือกับทุกมิติ เพื่อสานต่อความตั้งใจของภาคอาชีวศึกษา ในการเป็นพลังหลักเพื่อดำเนินการภารกิจผลิตและพัฒนากำลังคนตอบสนองความต้องการของชาติได้อย่างตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ นั่นเอง”

ณรงค์ แผ้วพลสง
ในตอนท้าย เมื่อถามว่า ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา การสนับสนุนและส่งเสริมจากภาครัฐที่อยากเห็น เพื่อปูทางสู่ความสำเร็จในการยกระดับการศึกษาภาคอาชีวะให้ตอบโจทย์ทิศทางการพัฒนาประเทศคืออะไร ผู้บริหาร สอศ. ท่านนี้ตอบอย่างชัดเจนว่า
“ผมเคยเสนอไว้ว่า อยากให้หยุดสร้างถนนสักสาย แล้วเอางบประมาณตรงนั้นมาทุ่มกับการพัฒนาการศึกษาในภาคอาชีวะ ถนนหนึ่งสาย รอไปสัก ปีหนึ่ง ก็ได้ คงไม่ช้าเกินไป เพราะยังมีถนนเส้นอื่นใช้งานอยู่ แต่การศึกษาอาชีวะ ที่จะตอบโจทย์สำคัญของการพัฒนาบุคลากรตอบโจทย์ประเทศนั้น รอไม่ได้”

“เพราะเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการสอนในภาคปฏิบัติของอาชีวศึกษา จำเป็นต้องลงทุนสูง แต่ในวันนี้ เครื่องไม้เครื่องมือที่เรามี ใช้กันมาหลายสิบปีแล้ว แม้เราจะมีการบำรุงรักษาตลอด แต่ประสิทธิภาพของมันก็ไม่เหมือนกับเครื่องมือ อุปกรณ์ใหม่ๆ ดังนั้น การทำให้บรรลุจุดประสงค์ที่ว่า อาชีวะสร้างชาติ ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่เดิมนี้ คงไม่ทันการณ์”

“ฉะนั้น ถ้าถามว่า ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนอะไรบ้าง คงต้องบอกตามตรงว่าเป็นเรื่องของบประมาณในการพัฒนา เพื่อเดินหน้าพัฒนาอย่างจริงจังและเต็มที่ ซึ่งถ้าสามารถทำความตั้งใจตรงนี้ให้เป็นจริงได้ ด้วยโมเดลความร่วมมือกันอย่างที่ผมได้กล่าวมา ผมเชื่อมั่นว่า ภารกิจของอาชีวศึกษา ในการผลิตกำลังคนให้สมกับกับคำว่า อาชีวะ สร้างชาติ จะเกิดขึ้นจริงได้อย่างเป็นรูปธรรมแน่นอน”

ภารกิจผลิตบุคลากรตอบสนองความต้องการของชาติสามารถสำเร็จลงได้ ถ้าอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย

Higher Level of Thinking Skills “ทักษะการคิดระดับสูง”ไม่ใช่เรื่องยาก “คุณก็พัฒนาได้”

รื้อสร้าง ‘ระบบการศึกษา’ ให้พ้นจากหลุมพรางหายนะ

หลักสูตรระยะสั้น ช่วยให้ผู้รับการฝึกอบรมเพิ่มทักษะและมีงานทำ ช่วยผู้ประกอบการให้ได้บุคลากรตามต้องการ