หนังกลางแปลง Drive-in Theater และวันปิดฉากโรงภาพยนตร์ Stand Alone กรณีศึกษา: การจากไปของ SCALA (ตอนจบ)

จาก “หนังล้อมผ้า” สู่ “หนังขายยา” ในฐานะ Propaganda งานประชาสัมพันธ์ การเกิดขึ้นของ “หนังเร่” ขยายสู่ โรงภาพยนตร์ Stand Alone โรงหนังภูธร และ Movie Cineplex

บทความชุดนี้ เป็นการสังเคราะห์สถานการณ์วงการภาพยนตร์ โดยเฉพาะกรณีการจากไปของโรงหนัง SCALA ในฐานะโรงภาพยนตร์ Stand Alone ชั้นนำของไทย
ผ่านการมองย้อนอดีต “หนังกลางแปลง” สู่การกลับมาของ Drive-in Theater ในยุค COVID และบทวิเคราะห์ “โรงหนังภูธร” อีกหนึ่งเส้นเลือดหล่อเลี้ยงวงการภาพยนตร์

Farewell SCALA

ในยุคทศวรรษที่ 2520-2530 ถ้าจะดูหนังไทย คอหนังรู้กันว่า ต้องไปดูที่โรงหนัง “สยาม” แต่ถ้าอยากเว่อร์วังอลังการก็ต้องโฉบไปที่ SCALA แต่ถ้าอยากดูหนัง INDY ก็ต้องไปที่ LIDO
ทั้งสามโรงภาพยนตร์ที่กล่าวมา คือโรงหนังของกลุ่มธุรกิจตระกูล “ตันสัจจา” เจ้าของ “สวนนงนุช”
ในอดีต LIDO ก่อสร้างขึ้นด้วยความจุ 1,000 ที่นั่ง เปิดฉายเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2511 ด้วยภาพยนตร์เรื่อง ศึกเซบาเตียน (GAMES FOR SAN SEBASTIAN) ของ บริษัท เมโทร โควิลด์ จำกัด นำแสดงโดย แอนโธนี่ ควินส์ ฯลฯ
LIDO ผ่านยุครุ่งเรืองและเฟื่องฟูของวงการหนัง ทั้งหนังไทยและหนังเทศมาแล้วอย่างโชกโชน เผชิญวิกฤตการณ์ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมมาแล้วก็ไม่น้อย

โรงภาพยนตร์ LIDO

จาก “ลิโด” โรงเดียว ขยายออกเป็นสามโรงคือ LIDO1 LIDO2 และ LIDO3 เพื่อสู้กับโรงหนังมัลติเพล็กซ์ในห้างสรรพสินค้า จากนั้นมาเผชิญกับฟองสบู่แตก 2540 และเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง จนถึงวันที่ต้องอำลาวงการหนังบ้านเราไปเมื่อ 2 ปีก่อน

คอหนังหลายคนคงจำบรรยากาศอำลา LIDO กันได้เป็นอย่างดี
โรงภาพยนตร์ LIDO ประกาศอำลายุทธจักรจอเงินไปเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2561 ช่วงเดือนสุกดิบก่อนปิดตัว มีกิจกรรมมากมายเพื่อให้แฟนหนังร่วมไว้อาลัย
พร้อมการปิดตัวของ LIDO มีการต่อสัญญา โรงภาพยนตร์ SCALA ออกไปอีก 2 ปี โดยจะหมดสัญญาราวกลางปี 2563
ถ้าถามว่า ผมในฐานะคอหนังคนหนึ่ง อุดหนุนโรงภาพยนตร์แห่งไหนบ่อยที่สุด ก็คงต้องตอบว่า SCALA
ขอบอกว่า เป็นเหตุผลความชอบส่วนตัว และรสนิยมที่มีต่อตัวโรงหนังเป็นหลักครับ แม้ในบางช่วงเวลา ภาพยนตร์ที่เข้าฉาย SCALA ไม่ใช่หนังที่อยากดูก็ตาม

โรงภาพยนตร์ SCALA

นอกจากความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมยุค 1960 ที่โอ่อ่าตระการตา ความสะอาดสะอ้าน เป็นหัวใจหนึ่งของงานบริการ SCALA มีความสะอาดทุกกระเบียดนิ้ว ตั้งแต่ทางเดิน ห้องน้ำ และภายในโรงแล้ว

 

ความจริงใจของพนักงาน ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ Box Office ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส สามารถพูดคุย ถามโน่นถามนี่ได้ ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ใช้ปากกาเขียนเลขที่นั่งบนหน้าตั๋ว พนักงานขายข้าวโพดคั่วและเครื่องดื่มก็มีความเป็นกันเอง

 

พนักงานนำตั๋วก็มีอัธยาศัยดีในสูทเหลืองเป็นเอกลักษณ์ คือปัจจัยหลักหนึ่งซึ่งทำให้ตามอุดหนุน SCALA ตลอดมา

โรงภาพยนตร์ SCALA
แม้ในระยะหลัง การชมภาพยนตร์ที่ SCALA จะมีบรรยากาศที่ดูเหงาๆ อยู่บ้าง เนื่องจากขนาดโรงที่ใหญ่ (จุถึงเกือบ 900 ที่นั่ง) กับปริมาณคนดูที่บางตา ซึ่งถ้าเทียบปริมาณผู้ชมกับโรงหนังในห้างที่มีขนาดเล็กกว่า โรงเล็กก็ดูเหมือนจะมีคนเข้าดูหนังมากกว่า
เมื่อโรงใหญ่ คนดูน้อย บรรยากาศจึงเงียบเหงา ซึ่งถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว บรรยากาศโรงหนังทั่วไปก็ไม่ต่างกันมากนักในปัจจุบัน ที่เศรษฐกิจไม่ดี คนรุ่นใหม่มีทางเลือกในการดูหนังผ่านมือถือ (Streaming) หรือเป็นสมาชิก NETFLIX ก็มีหนังใหม่ๆ มาให้ดูถึงบ้าน ยังไม่นับการดูสื่อวิดีโอใน Social Media
ถ้าไม่ใช่โปรแกรมยักษ์จริงๆ อย่าง The Avenger ก็คงยากที่โรงหนังในวันนี้ จะดึงคนรุ่นใหม่ให้ออกจากบ้าน มาเสียเวลากับกิจกรรมดูหนังในโรง อย่างน้อย 3-4 ชั่วโมงต่อเรื่อง
โรงภาพยนตร์ SCALA
ย้อนกลับมาดูสถานการณ์ของ SCALA ที่แม้จะเหลือสัญญาเช่าอีกราวครึ่งปี ทว่า จากพิษ COVID ทำให้ SCALA ถอดใจเร็วกว่าที่เคย
จึงมีกิจกรรมอำลา SCALA ในฐานะโรงภาพยนตร์ Stand Alone ชั้นนำของไทยกันไปเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการ “ปิดตำนาน” SCALA และโรงหนังสุดฮิปของเด็กฮาร์ท เด็กแนว คือ “สยาม” LIDO และ SCALA ครับ!