ทุกวันนี้การถูก ‘ดิสรัปต์’ ของธุรกิจต่างๆ กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ไม่เว้นแม้กระทั่งอุตสาหกรรมเนื้อวัว เนื้อหมู หรือ เนื้อไก่ ที่มีนักพยากรณ์บางสำนักวิเคราะห์ว่าอาจพังทลายภายในสองทศวรรษนับจากนี้
เหตุผลเพราะปัจจุบันผู้ประกอบการยุคใหม่ หรือที่เรียกกันว่า ‘สตาร์ทอัพ’ เริ่มมีการทำ ‘เนื้อเทียม หมูเทียม ไก่เทียม’ ที่ผลิตจาก ‘ห้องแล็ป’ ไม่ใช่จาก ‘ฟาร์ม’
แน่นอนว่าในยุคเริ่มต้นเนื้อเทียมเหล่านี้อาจยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก เนื่องจากมีจำนวนน้อย และ ราคาค่อนข้างแพง ที่สำคัญคือยังไม่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภค
แต่ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มหันมาบริโภคเนื้อเหล่านี้มากขึ้น เพราะช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และ ไม่เบียดเบียนชีวิตอื่น
ว่ากันว่าการบริโภคเนื้อวัวเพียง 1 กิโลกรัม ต้องอาศัยอาหารในการเลี้ยงถึง 25 กิโลกรัม และใช้น้ำมากถึง 20,000 ลิตร แถมยังผลิตก๊าซเรือนกระจกออกมามากถึง 22 กิโลกรัม
บริษัท Impossible Foods, Burger King, McDonald’s และ KFC เริ่มออกผลิตภัณฑ์เนื้อเทียมมาทำตลาด ไม่ว่าจะเป็นเบอร์เกอร์เนื้อไร้เนื้อ ไก่ทอดมังสวิรัติ ตอบรับกระแสความนิยมของผู้บริโภคทั่วโลกโดยเฉพาะชาวอเมริกาและยุโรป
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดอาหารวีแกนซึ่งเป็นอาหารมังสวิรัติประเภทหนึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป คนวีแกนในสหรัฐฯ เพิ่มจำนวนขึ้นจาก 2 ล้านคนในปี 2557 เป็น 20 ล้านคนในปี 2561 เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 80 ต่อปี
ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านอาหารของคนวีแกนในยุโรปเพิ่มขึ้นจาก 74,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 ต่อปี ตลอดระยะเวลา 5 ปี (2557-2561)
นอกจากนี้ สถิติจำนวนสินค้าใหม่ (New product launce) ที่ออกสู่ตลาดโลกในปี 2561 กลุ่มอาหารวีแกนมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 จากปีก่อน สูงกว่าสินค้าอาหารทั่วไปที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น
โปรตีนแทนเนื้อสัตว์ คือทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคโปรตีนที่มีคอเลสเตอรอลต่ำกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไป ลดการเบียดเบียน สร้างระบบนิเวศให้กลับมามีความสมบูรณ์และสมดุลมากขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวสตาร์ทอัพไทยสายฟู้ดเทค ส่งผลิตภัณฑ์ ‘เนื้อจากพืช’ ในชื่อ “เล็ท แพล็น มีท” (Let’s Plant Meat) อออกมาตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพ
วิธีการคือนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มาแปรรูปโปรตีนสกัดจากพืชมาเพิ่มส่วนผสมเพื่อให้รสชาติ กลิ่น และรสสัมผัสใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ ปลอดภัย และ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
แนวคิดดังกล่าว นอกจากจะตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาสนใจอาหารวีแกนมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างสมดุลของโลกในอนาคต
ซึ่งกลุ่มเป้าหมายไม่ได้มีแค่ผู้ที่รับประทานอาหารเจหรือมังสวิรัติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอีกด้วยเช่นกัน
จากข้อมูลพบว่ามูลค่าตลาดในเอเชียแปซิฟิกของสินค้าเนื้อจากพืชในปี 2562 อยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์
คาดการณ์ว่าในปี 2568 จะเพิ่มเป็น 3,500 ล้านดอลลาร์ หรือคิดการเติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี
ในขณะที่ตลาดเนื้อสัตว์เติบโตเพียง 4% ต่อปีเท่านั้น
แสดงให้เห็นว่าความต้องการอาหารเนื้อจากพืชในภูมิภาคนี้เพิ่มมากขึ้นกว่าเนื้อสัตว์อย่างน่าสนใจ
ด้วยกระแสรักธรรมชาติและคุณภาพเนื้อเทียมที่อร่อยกว่าและโปรตีนสูงกว่านั่นเอง
‘อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์’ ไม่ปรับตัวอาจถูก ‘ดิสรัปต์’ ก็เป็นได้!!!













